รวมเรื่องราวของกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ1

ท่านที่สนใจสามารถติดต่อขอขึ้นกรรมฐานได้ที่ หลวงพ่อจิ๋ว โทร. 084-651-7023
;[พระครูสิทธิสังวร;วีระ ฐานวีโร ;ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง]


รายละเอียดของสถานที่ฝึก
ที่คณะ 5 วัดราชสิทธาราม(พลับ) ซ.อิสรภาพ 23 แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. 084-651-7023




รายละเอียดของสถานที่ฝึก
ที่คณะ 5 วัดราชสิทธาราม(พลับ) ซ.อิสรภาพ 23 แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. 084-651-7023

รถเมล์สาย 19 40 56 57 149 ผ่านหน้าวัด

 

=================

 

ทีนี้ขออธิบายก่อนนะครับ ว่ากรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ คืออะไร

ก่อนอื่นขอกล่าวคำนมัสการพระก่อนนะครับ

คำถวายนมัสการ

ข้าบังคมพระบาทบรมนาถผู้ทรงญาณ   พระธรรมอันพิศดารทั้งพระสงฆ์อันบวร
ข้าเชิญพระญาณสังวรเจ้ามาปกเกล้าฯปกเกษี   ชัยชนะแก่โลกีย์ทั้งภัยพาลอันตราย
ขอให้พบพระพุทธศาสนาด้วยศรัทธาอันพากเพียร   รู้แจ้งคัมภีร์เรียนสมถะ-วิปัสสนาทุกชาติไป
ขอเชิญคุณครูบามารักษาให้มีชัย   ดลจิตบันดาลใจสำเร็จทุกประการ  
 สิทธิกิจจังสิทธิกัมมังสิทธิการิยะตะถาคะโต
สิทธิเตโชชโยนิจจังสิทธิลาโภนิรันตะรัง    สัพพกัมมังประสิทธิเมสัพพสิทธิภะวันตุเม


ประพันธ์โดย
พระครูสังฆรักษ์วีระฐานวีโร
๕ธันวาคม๒๕๔๖

1. ย้อนไปสมัยพุทธกาลนั้น พระราหุลมหาเถระเจ้า ได้บรรลุอรหันต์เป็นเอตทัคคะในทางผู้ใคร่ในการศึกษา

พระองค์ ได้สอบถามกับพระพุทธองค์ว่าพุทธองค์มีการปฎิบัติกรรมฐานอย่างใด และท่านได้รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่อีกทั้งท่านยังได้ ไปเรียนรู้และสอบถามความรู้เพิ่มเติมกับพระอรหันต์สาวกองค์อื่นๆอีกเป็น จำนวนมาก และรวบรวมการปฎิบัติกรรมฐานของพระพุทธศาสนาไว้เป็นด้วยกันเป็นการฝึกฝนแบบ ตามลำดับขั้นตอน

จากนั้นจึงกำเนิดการเรียนรู้กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ในขอบเขตของบวรพระพุทธศาสนาขึ้น จากการเรียบเรียงของพระราหุลนั่นเอง


 บูรพาจารย์ เล่าว่าในสมัยโบราณผู้ศึกษากรรมฐานในพุทธศาสนานั้นมีการฝึกฝนสมาธิและ วิปัสสนาตามแบบกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ทั้งสิ้นไม่มีการแบ่งแยกเหมือนสมัยนี้แต่อย่างใด

รูปพระราหุลมหาเถระเจ้า



เหตุ ที่เรียก พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เพราะเป็นพระกรรมฐานที่ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ในพระสมถะกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง และเรียนเป็นลำดับไปจนครบ ๔๐ กอง จนถึงลำดับสู่วิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นการรวบรวมเอาพระสมถะกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง และวิปัสสนากรรมฐานทั้งมวลไว้ในที่เดียวกัน เพื่อมิให้แตกกระจายไปในทางปฏิบัติ มิต้องให้ความสำคัญกับพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่ง

สรุปได้้่ว่่ากรรมฐานมัชฌิมา คือการเรียนปฎิบัติไปตามกำลังของจิต เกิดสมาธิเป็นขั้นๆไป นั่นเองครับ

จาก นั้น กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ได้รับการสืบทอดต่อๆกันมาเรื่อยๆได้เข้ามาแถบเอเชียอาคเนย์ และทางสุวรรณภูมิ โดยกลุ่มของพระโสณะและพระอุตตระ นั่นเองครับ

รูปภาพที่มีผู้เชื่อว่าเป็นกลุ่มของพระโสณะและพระอุตตระ

 จาก นั้น ประเทศไทยของเราตั้งแต่สมัย ทวาวดี สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการฝึก กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ เป็นอันมากและเป็นกรรมฐานหลักในการฝึกฝนในประเทศไทย เป็นแบบเดียวที่มีการฝึกฝนกัน  

  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นั้นผู้ที่ สืบทอดต่อมาเป็นปรมาจารย์ต้นของยุคนี้ คือ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเถระเจ้า (สุก ไก่เถื่อน)

รูปสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเถระเจ้า (สุก ไก่เถื่อน)ครับ


และ ในช่วงนี้ 2554 ผู้ที่ดำรงการสืบทอดกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ คือ พระครูสิทธิสังวร (วีระ ฐานวีโร ) ที่คณะ 5 วัดราชสิทธาราม(พลับ) ซ.อิสรภาพ 23 แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. 084-651-7023
ผู้บอกวิชชาพระกรรมฐาน ยุคปัจจุบันครับ



-ข้อมูลสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม
http://www.somdechsuk.org

http://www.somdechsuk.com





วีดีโอกรรมฐานตามรอยหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดแนะนำควรดูก่อนไป

 

 

วิธีฝึกกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เบื้องต้น

กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ นั้นมีวิธีการฝึกและ การปฎิบัติที่เป็นแบบแผนแน่นอน สรุปได้ง่ายๆดังนี้ครับ

1. เข้าหากัลยาณมิตร คืออาจารย์ผู้บอกกรรมฐาน
2. ขอขึ้นกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ตามแบบแผนแต่โบราณ
3. เริ่มนั่งกรรมฐานตามแบบที่พระอาจารย์บอก โดยแรกท่านจะให้ ภาวนาว่าพุท-โธ สติตั้งใต้สะดือ2 นิ้ว
คำว่า2 นิ้วนี้วัดโดยใช้นิ้วมือของเรา2นิ้วทาบใต้สะดือสุดที่ใดก็เอาสติไว้ตรงจุดนั้นนั่นเอง

ทุก ครั้งที่นั่งกรรมฐานต้องมีการ ขอขมาพระ และกล่าวคำอาราธนากรรมฐานตามแบบ กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับทุกครั้ง และเมื่อนั่งเสร็จต้องแผ่เมตตาก่อนจึงลุกจากที่นั่ง
4. การเกิดนิมิตรู้เห็นอย่างใดให้แจ้งแก่อาจารย์ผู้บอกกรรมฐานแต่เพียงผู้เดียว ห้ามบอกผู้อื่น และไม่ควรอ่านสภาวะธรรมต่างๆก่อนเพื่อกันอุปาทานและจิตหลอนนั่นเอง

5. เมื่ออาจารย์ให้ผ่านแล้วก็จะมีการเลื่อนกรรมฐานไปห้องอื่นๆสูงขึ้นไปตาม ลำดับชั้นของห้องกรรมฐานนั้นๆจนจบกรรมฐาน40 และต่อวิปัสสนากรรมฐานเป็นขั้นๆไปตามลำดับ




============================================================================



คู่มือ สมถะ-วิปัสสนากรรมฐาน มัชฌิมาแบบลำดับ

ของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุก ไก่เถื่อน)
วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร (พลับ) กรุงเทพฯ

พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร รวบรวม เรียบเรียง


============================================================================

 

คำนำ


พระ สมถะ-วิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ข้าพเจ้าได้รวบรวม และเรียบเรียงมาจาก พระคัมภีร์กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ฝ่ายเถรวาท ซึ่งถือตามคติที่พระอรหันต์พุทธสาวก ที่ได้วางหลักพระธรรมวินัย และธรรมปฏิบัติเป็นแบบแผนไว้เมื่อครั้งตติยสังคายนา และนับถือแพร่หลายมาในประเทศ ไทย พม่า ลังกา ลาว และกัมพูชา เป็นของเก่า สืบทอดต่อมาโดยสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) วัดราชสิทธาราม แต่ได้มาอธิบาย พระกรรมฐานของเก่าขึ้นใหม่ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย และเพิ่มศรัทธา ให้มีผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม ของเก่าดั่งเดิมกันมากขึ้น เป็นการจรรโลงการปฏิบัติธรรมของเก่ามิให้ เสื่อมสลาย สูญสิ้นไป
สม ดังปณิธาน ของสมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน และ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(รัชกาลที่๒)ที่ได้ทรงกระทำสังคายนาพระ กรรมฐานมัชฌิมา ภาคปฏิบัติเอาไว้ ตั้งแต่ปีพระพุทธศักราช ๒๓๖๔

พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับนี้ เป็นของเก่าเล่าเรียนปฏิบัติ สืบต่อกันมาช้านาน แต่ครั้งพุทธกาลโดยพระราหุลเถรเจ้า ทรงเป็นต้นสาย สืบต่อมา ถึงครั้งตติยสังคายนา นำเข้ามาสู่ลังกา และนำเข้ามาสู่สุวรรณภูมิ

โดยพระโสณเถรเจ้า พระอุตระเถรเจ้า พระองค์ท่านได้นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิ พร้อมพระสมถะ-วิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ผ่านยุคผ่านสมัยเรื่อยมาจนถึงยุคศรีทวารวดี

ต่อ มาประมาณปีพระพุทธศักราช ๖๐๙–๖๕๓ พระอุปติสสะเถรเจ้า แห่งลังกาทวีป ได้นำเอาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ซึ่งเป็นพระกรรมฐาน ภาคปฏิบัติ อันทรงจำสืบกันมา นำมาแต่งจารึกลงเป็นอักษร เรียงลำดับ เรียงหมวดหมู่พระกรรมฐานไว้เป็นภาคปริยัติ เรียกว่า คัมภีร์วิมุตติมรรค เพื่อให้ผู้ปฎิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ มาแล้ว ได้ศึกษาหาความรู้ภาคปริยัติต่อไป

ต่อมาประมาณปีพระพุทธศักราช ๙๕๖ พระพุทธโฆสะ ได้นำคัมภีร์วิมุตติมรรค มาแต่งเป็น  พระคัมภีร์วิสุทธิมรรคเพื่อแสดงปัญญา ให้ได้มาซึ่ง คัมภีร์อรรถคาถา
แต่ การบอกพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ยังคงบอกต่อๆกันมา ในภาคปฏิบัติ และจำสืบกันมาเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการชี้นำ และเกิดอุปาทาน และจิตหลอน จึงสืบต่อมาจนถึง

ยุคศรีทวารวดี ยุคสุโขทัย ยุคอยุธยา และยุครัตนโกสินทร์

ใน ยุครัตนโกสินทร์นี้เอง พระสมถะ-วิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ได้เริ่มเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ประมาณปีพระพุทธศักราช ๒๓๖๔ พระสงฆ์ สามเณร ปะขาว ชี เริ่มประพฤติปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา ออกนอกลู่ นอกทาง ของการปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แต่ก่อนมา ไม่ปฏิบัติเป็นขั้น เป็นตอน ทำให้พระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติ ค่อยๆเสื่อมถอยลง

ต่อมาล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๒ จึงได้ให้ชุมนุมพระสงฆ์ วิปัสสนา-พระกรรมฐานมัชฌิมา มาร่วมกัน ทำสังคายนาพระกรรมฐานมัชฌิมาไว้ และทรงแต่งตั้งภิกษุ ไปเป็นพระอาจารย์บอกพระสมถะ-วิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับต่อจากนั้นสมถะ-วิปัสสนานากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ จึงได้มีมาจนทุกวันนี้ ซึ่งบางสมัยก็เจริญ บางสมัยก็เสื่อม โดยความไม่รู้ทั่วถึง จึงต้องมีการฟื้นฟู ผดุงรักษา พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ไว้

ฉะนั้น โบราณจารย์ พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ แต่ปางก่อนทั้งหลาย จึงได้กล่าว เป็นคติพยากรณ์ถึงการรักษาแบบแผน การปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ไว้เป็น ๓ คาบว่า

ลัชชี รักขิสสติ ภิกษุลัชชีจักรักษา
 ลัชชีรักขิสสติ ภิกษุลัชชีจักรักษา
ลัชชีรักขิสสติ ภิกษุลัชชีจักรักษา
ดังเช่น..หลวงปู่สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุก ไก่เถื่อน) ดังนี้ เป็นต้น


พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร
คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม
โทรศัพท์-084-651-7023

============================================================================


ขั้นตอนการปฏิบัติพระกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ

ตอนสมถะภาวนา


รูปกรรมฐาน ตอน ๑
๑.ห้องพระปีติห้า
๒.ห้องพระยุคลหก
๓.ห้องพระสุขสมาธิ
พระ กรรมฐาน ๓ ห้องนี้เป็นพระกรรมฐาน สำหรับฝึกตั้งสมาธิ เป็นพระกรรมฐานต่อเนื่องของจิต จากจิตหยาบ ไปหาจิตที่ละเอียด ถึงขั้นอุปจารสมาธิเต็มขั้น หรือ เรียกว่ารูปเทียมของปฐมฌาน สอบนิมิต เป็นอารมณ์

รูปกรรมฐาน ตอน ๒
๔.ห้อง อานาปานสติ ๙ จุด ทำให้จิตละเอียดขึ้น ถึงอัปปนาสมาธิ หรืออัปปนาฌาน
๕.ห้อง กายคตาสติกรรมฐาน
๖.ห้องกสิณ ๑๐ ประการ
๗.ห้องอสุภ ๑๐ ประการ เพื่อละราคะ
๘.ห้องปัญจมฌาน

ห้อง พระอานาปานกรรมฐาน ถึงห้องปัญจมฌาน เป็นรูปกรรมฐาน สอบนิมิต เป็นพระกรรมฐานต่อเนื่องใน กายคตาสติกรรมฐาน และกายานุปัสสนาสติปัฎฐาน
พระ โยคาวจร ผู้เจริญอานาปานสติ เจริญอาการ ๓๒ เจริญกสิณ ๑๐ ประการ เจริญอสุภะ ๑๐ ประการ เจริญปัญจมฌาน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เป็นการเจริญกาย คตาสติกรรมฐานทั้งสิ้น ย่อมได้รับอานิสงส์มากมาย เปรียบเหมือน น้ำเต็มขอบสระ กาบินมาแต่ทิศใดย่อมดื่มกินน้ำได้ทุกทิศ

อรูปกรรมฐาน (สอบสภาวธรรม)
๙.ห้อง อนุสสติ เจ็ดประการ เป็นคุณธรรม ของพระโสดาบัน
๑๐.ห้อง อัปปมัญญาพรหมวิหาร
๑๑. ห้อง อาหาเรปฎิกูลสัญญา
๑๒.ห้อง จตุธาตุววัฏฐาน
๑๓.ห้อง อรูปฌาน

ตั้งแต่ ห้อง อนุสสติ ๗ ประการ ถึงห้องอรูปฌาน เป็นอรูปกรรมฐาน สอบอารมณ์ สอบสภาวธรรม จิตได้สภาวธรรมเต็มที่ การเจริญวิปัสสนา ก็แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น เมื่อจะขึ้น พวิปัสสนาฌาน ให้ทำฌานสมาบัติแปด ถอยมาถึง ตติยฌาน แล้วเจริญ พระวิปัสสนา

(จบสมถะ)

============================================================================
วิปัสสนากรรมฐาน มัชฌิมาแบบ ลำดับ

๑.เจริญวิสุทธิเจ็ดประการ เอาองค์ฌาน เป็นบาทฐาน
๒.พระไตรลักษณะญาณ ๓
๓.พระอนุวิปัสสนา ๓
๔.พระวิโมกข์ ๓ ประการ
๕.พระอนุวิปัสสนาวิโมกข์ ๓
๖.พระวิปัสสนาญาณ ๑๐
๗.พระโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เป็นบาทรองรับวิปัสสนา
๘.สัญโญชน์ ๑๐ เพื่อให้รู้กิเลสที่จะละ
๙.ออกบัวบานพรหมวิหาร เจริญเพื่อละพยาบาท เป็นหนทางสู่ มรรค ผล นิพพาน

(จบ-สมถะ-วิปัสสนามัชฌิมา แบบลำดับ)

============================================================================

เมื่อขึ้นพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำด

 









ดังที่ว่าไปแล้วในตอนต้นนะครับ ว่าการเริ่มฝึกกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับต้อง

1. เข้าหากัลยาณมิตร คืออาจารย์ผู้บอกกรรมฐานและ
2. ขอขึ้นกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ ตามแบบแผนแต่โบราณ

ในยุคนี้สามารถทำได้ที่ ที่คณะ 5 วัดราชสิทธาราม(พลับ) ซ.อิสรภาพ 23 แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. 084-651-7023

รถเมล์สาย 19 40 56 57 149 ผ่านหน้าวัด ติดต่อหลวงพ่อวีระ(จิ๋ว)โทร. 084-651-7023

================================================

เครื่องสักการะพระรัตนตรัย
เมื่อขึ้นพระกรรมฐาน


เมื่อ จะเรียนพระกรรมฐานนั้น ต้องมอบตัวต่อพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ อาจารย์ ผู้บอกพระกรรมฐาน โดยให้จัดเตรียม ดอกไม้ ๕ กระทง ข้าวตอก ๕ กระทง เทียน ๕ เล่ม ธูป ๕ ดอก ใส่เรียงกันในถาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า มาขึ้นในวัน พฤหัสบดี ข้างขึ้น หรือ ข้างแรมก็ได้

บททำวัตรพระ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
(ให้ว่า ๓ หน)

พุทธํ ชีวิตํ ยาวนิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ ฯ
อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสะทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสสานํ
พุทโธ ภควาติ ฯ
เย จ พุทธา อตีตา จ, เย จ พุทธา อนาคตา,
ปจฺจุปฺปนฺนา จ เย พุทธา, อหํ วนฺทามิ สพฺพทา,
พุทธานาหสฺมิ ทาโสว, พุทธา เม สามิกิสฺสรา,
พุทธานญฺ จ สิเร ปาทา, มยฺหํ ติฏฐนฺตุ สพฺพทาฯ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ, พุทโธ เม สรณํ วรํ,
เอเตน สจฺจ วชฺเชน, โหตุ เม ชยฺมํ คลํ ฯ
อุตฺตมํเคน วนฺเทหํ, ปาทปงฺสุง วรุตฺตมํ,
พุทโธ โย ขลิโต โทโส, พุทโธ ขมตุ ตํ มมํ ฯ

(กราบแล้วหมอบลงว่า)
ข้าฯ จะขอยึดหน่วงเอาซึ่งพระพุทธเจ้า และคุณพระพุทธเจ้า ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน จงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน และข้าฯจะขอนมัสการกราบไหว้พระพุทธเจ้า อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน สิ้นกาลนานทุกเมื่อ และข้าฯจะขอเป็นข้าแห่งพระพุทธเจ้า ขอพระพุทธเจ้าจงมาเป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่ข้าฯ ขอพระบาทบาทาของพระพุทธเจ้า จงมาประดิษฐานอยู่เหนือเศียรเกล้าแห่งข้าฯสิ้นกาลนานทุกเมื่อ สิ่งอันอื่นจะได้เป็นที่พึ่งแก่ข้าฯหามิได้ ถ้าเว้นไว้แต่พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯเที่ยงแท้นักหนา ข้าฯไหว้ละอองธุลีพระบาท ทั้งพระลายลักษณ์สุริยะฉาย ชัยมงคลทั้งหลายจงมาบังเกิดมีแก่ข้าฯด้วยคำสัจนี้เถิด อนึ่ง โทษอันใดข้าฯได้ประมาทพลาดพลั้งไว้ในพระพุทธเจ้า อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ขอพระพุทธเจ้าจงมาอดโทษทั้งปวงนั้นให้แก่ข้าฯพระพุทธเจ้านี้เถิด ฯ (คำแปล พระเทพโมลีกลิ่น)
(กราบ)

ธมฺมํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ ฯ
สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหีติฯ
เย จ ธมฺมา อตีตา จ, เย จ ธมฺมา อนาคตา,
ปจฺจุปปนฺนา จ เย ธมฺมา, อหํ วนฺทามิ สพฺพทาฯ
ธมฺมา นาหสฺสมิ ทาโสว, ธมฺมา เม สามิกิสฺสรา,
สพฺเพ ธมฺมาปิ ติฏฐนฺตุ, มมํ สิเรว สพฺพทาฯ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ, ธมฺโม เม สรณํ วรํ,
เอเตน สจฺจ วชฺเชน, โหตุ เม ชยฺมํ คลํ ฯ
อุตฺตมํ เคน วนฺเทหํ ธมฺมญฺ จ ทุวิธํ วรํ,
ธมฺเม โย ขลิโต โทโส, ธมฺโม ขมตุ ตํ มมํฯ

(กราบแล้วหมอบลงว่า)
ข้าฯ จะขอยึดหน่วงเอาซึ่งพระปริยัติธรรมเจ้า และพระนวโลกุตตระธรรมเจ้า และคุณพระธรรมเจ้าในอดีต อนาคต ปัจจุบัน จงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน และข้าฯจะขอนมัสการกราบไหว้พระธรรมเจ้าทั้งมวล อันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันสิ้นกาลทุกเมื่อ แลข้าฯจะขอเป็นข้าฯแห่งพระธรรมเจ้า ขอพระธรรมเจ้าทั้งมวลนั้นจงมาเป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่ข้าฯ ข้าฯขออาราธนาพระธรรมเจ้าทั้งมวลนั้น จงมาประดิษฐานอยู่เหนือเศียรเกล้าแห่งข้าฯสิ้นกาลทุกเมื่อ สิ่งอันอื่นจะได้เป็นที่พึ่งแก่ข้าฯหามิได้ ถ้าเว้นไว้แต่พระธรรมเจ้าทั้งมวลนั้นเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯเที่ยงแท้นักหนา ชัยมงคลทั้งหลายจงมาบังเกิดมีแก่ข้าฯด้วยคำสัจนี้เถิด ข้าฯขอกราบไหว้พระธรรมเจ้าทั้งสองประการอันประเสริฐ โทษอันใดข้าฯได้ประมาทพลาดพลั้งไว้ในพระธรรมเจ้าทั้งสองประการ ขอพระธรรมเจ้าทั้งสองประการ จงมาอดโทษทั้งปวงนั้นให้แก่ข้าฯพระพุทธเจ้านี้เถิดฯ
(กราบ)

สงฺฆํ ชีวิตตํ ยาวนิพฺพานํ สรณํ คจิฉามิ ฯ
สุ ปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสํโฆ, อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสํโฆ, ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสํโฆ, สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสํโฆ, ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสะยุคฺคานิ อฏฺฐะ ปุริสปุคะลา, เอส ภควโต สาวกสํโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทกฺขิเนยโย อญฺชลีกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญญกฺเขตตํ โลกสฺสาติ
เย จ สงฺฆา อตีตา จ เย จ สงฺฆา อนาคตา
ปจฺจุปปนฺนา จ เย สงฺฆา อหํ วนฺทามิ สพฺพทา ฯ
สงฺฆานาหสฺสมิ ทาโสว สงฺฆา เม สามิกิสฺสรา
เตสํ คุณาปิ ติฏฐนฺตุ มมํ สิเรว สพฺพทา ฯ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ สงฺโฆ เม สรณํ วรํ
เอเตน สจฺจวชฺเชน, โหตุ เม ชยฺมงฺคลํฯ
อุตฺตมํ เคน วนฺเทหํ, สงฺฆญฺ จ ทุวิธุตฺตมํ,
สงฺเฆ โย ขลิโต โทโส สงฺโฆ ขมตุ ตํ มมํ ฯ

(หมอบกราบ แล้วว่า)
ข้าฯ ขอยึดหน่วงเอาซึ่งพระอริยสงฆ์เจ้า และคุณพระอริยสงฆ์เจ้า ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน จงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน และข้าฯจะขอนมัสการกราบไหว้พระอริยสงฆ์เจ้าอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน สิ้นกาลทุกเมื่อ และข้าฯจะขอมอบตัวเป็นข้าฯแห่งพระอริยสงฆ์เจ้า ขอพระอริยสงฆ์เจ้าจงมาเป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่ข้าฯ ข้าฯขออาราธนาคุณแห่งพระอริสงฆ์เจ้า จงมาประดิษฐานอยู่เหนือเศียรเกล้าแห่งข้าสิ้นกาลทุกเมื่อ สิ่งอันอื่นจะได้เป็นที่พึ่งแก่ข้าหามิได้ ถ้าเว้นไว้แต่พระอริยสงฆ์เจ้าป็นที่พึ่งแก่ข้าฯเที่ยงแท้นักหนา ชัยมงคลทั้งหลายจงมาบังเกิดมีแก่ข้าฯด้วยคำสัจนี้เถิด ข้าฯขอกราบไหว้พระอริยสงฆ์เจ้าทั้งสองประการอันประเสริฐ โทษอันใดข้าฯได้ประมาทพลาด พลั้งไว้ในพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งสองประการ ขอพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งสองประการ จงมาอดโทษทั้งปวงนั้นให้แก่ข้าฯพระพุทธเจ้านั้นเถิดฯ
(กราบ)

อธิบายบททำวัตรกรรมฐาน

บท ทำวัตรสวดมนต์นี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ใช้สวดทำวัตรเช้า เย็น และใช้สวดทำวัตรในการขึ้นพระกรรมฐาน สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน ได้นำมาจากกรุงศรีอยุธยา และใช้สวดกันเป็นประจำ ที่วัดราชสิทธารามนี้ มาเลิกสวดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ แต่พระภิกษุที่เรียนพระกรรมฐานยังใช้สวดกันมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนคำแปลท้ายสวดมนต์นี้ มาแปลในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อคราวทำสังคายนาสวดมนต์ แปล พ.ศ. ๒๓๖๔

================================================
**** ยังมีต่ออีก จะนำมาลงในครั้งต่อไปนะครับ ****

================================================

สายวิชชาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ


สรุปสายวิชชาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ตามรอยหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด


ใน ที่นี้ขอเรียบเรียง สายวิชชาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ตามรอยหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เพื่อให้เป็นที่เข้าใจจามหลักฐานที่สืบๆกันมาแต่โบราณครับ

เนื่องด้วยต้นมาแห่งสายวิชชาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
สืบสานมาแต่พระราหุลเถระเจ้า




ขออนุญาตอัญเชิญพระอริยประวัติพระองค์ท่านในฐานะผู้ทรงธรรมบริบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ และปฏิบัติสมบัติ ๑

ทรง เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระศาสดา และเป็นอริยสาวกเจ้าที่มี เอกทัคคะเลิศทางการใฝ่ศึกษา ทรงสร้างสมพระสาวกบารมีมาหลายอสงไขย แสนมหากัปป นับชาติไม่ถ้วน ซึ่ง ศีล สมาธิ ปัญญา


ทรงได้รับพระมหากรุณา พุทธิคุณในการอบรมพระกรรมฐาน จาก พระเถระสารีบุตรในฐานะพระพี่เลี้ยง และจากพระมหาเถระอริยะสาวกเจ้าพระองค์อื่นๆ อาทิ พระปิติ ๕ พระยุคล ๖ พระอานาปานสติ ๙ พระกายคตาสติ ๓๒ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๗ พรหมวิหาร ๔ วิสุทธิ ๗ วิปัสสนาญาณ ๑๐ อรูปญาณ ๔ พระมหาสติปัฏฐาน ๔ พระโพธิปักขิยธรรม ๓๗ พระไตรลักษณ์ ๓ เบญขันธ์และอายตนภายในภายนอกทั้ง ๕ ธาตุ ๔ เป็นต้น



จน กระทั่ง พระองค์บ่มวิมุติแก่กล้า ด้วยอิริยาบถไม่เคยเหยียดหลังบนเตียงตลอดช่วงปฏิบัติธรรมก่อนเป็นพระอเสข บุคคล ทรงเผยแพร่พระกรรมฐานมัชฌิมา และบรรลพระอรหันตเจ้า พร้อมด้วยมรรค ๔ ผล ๔ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ แล้ว กาลต่อมาก็มีกุลบุตรที่ได้รับทราบกิตติศัพท์ ได้เข้ามาเป็นสัทธวิหาริก และอันเตวาสิก ศึกษาตามแบบอย่างในสำนักของพระราหุลเถระเจ้าที่ท่านได้ทรงศึกษามา เพื่อสืบทอดการตั้งความปรารถนาและเจตนารมณ์ของพระองค์ท่าน


ก่อน ที่พระราหุลเถระเจ้าท่านจะเข้าสู่ขันธปรินิพพานนั้น พระองค์ท่านได้เจริญอิทธิบาทภาวนา อธิษฐานขอจิตนี้กายนี้ ของพระองค์ท่าน แบ่งเป็นสองภาค คือ กายเนื้อเดิม ๑ กับกายทิพย์ใหม่ ๑ เมื่อกายเนื้อแตกดับสู่นิพพาน จึงเหลือแต่กายอธิษฐานทิพย์ คอยดูแลพระบวรพุทธศาสนาไปอีก ๑,๐๐๐ ปี หลังท่านนิพพาน โดยมีพระเถระรุ่นสืบต่อ ๆ กันมา เป็นผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ จากนั้น กายทิพย์อันเกิดจากการอธิษฐานจิตก็อันตรธานหายไป จึงกล่าวได้ว่า พระราหุลเถระเจ้าท่าน จะมีกายก็ไม่ใช่ จะไม่มีกายก็ไม่ใช่


ความจากหนังสือประวัติพระราหุลเถระจ้า พระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ หน้า ๙-๑๙



ประมาณ ปีพระพุทธศักราช๒๕๖-๒๗๔ พระเจ้าอโศกมหาราชส่ง คณะพระโสณเถรเจ้า พระอุตระเถรเจ้า พร้อมพระสงฆ์ทศวรรคเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ คือไทย พม่าลาว เขมร ในปัจจุบันนี้พระสงฆ์ได้สืบทอดพระพุทธศาสนา และพระธรรมวินัยสืบกันเรื่อยมา


จวบ จนถึงปัจจุบันนี้ พระสงฆ์ที่อยู่วัดใกล้บ้านเรียกว่าพระสงฆ์คามวาสีพระสงฆ์ที่อยู่วัดในป่า เรียกว่าพระสงฆ์อรัญวาสี พระสงฆ์ที่อยู่วัดคามวาสีและวัดอรัญวาสีต้องศึกษาพระธรรมวินัยทั้งปริยัติ และปฏิบัติควบคู่กันไปไม่มีการแบ่งแยกทางการศึกษาว่าจะศึกษาทางไหนก่อนหลัง แต่ถ้าจะศึกษาทางปฏิบัติต้องไปยังสำนักพระกรรมฐานหลักสำนักพระกรรมฐานใหญ่ อันเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติพระกรรมฐานเจริญภาวนาในยุคต่างๆ เช่น

ยุคสุวรรณภูมิ สำนักกรรมฐานหลักสำนักพระกรรมฐานใหญ่คือวัดท้าวอู่ทองเมืองสุวรรณสังข์ (เมืองอู่ทอง) มีพระโสณเถรพระอุตรเถรเป็นเจ้าสำนักและเป็นพระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานประจำยุคสุวรรณภูมิ

ยุคกรุงศรีทวาราวดี สำนักพระกรรมฐานหลักสำนักพระกรรมฐานใหญ่คือวัดแสนท้าวโคตรกรุงศรีทวาราวดีมี พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้าเป็นเจ้าสำนักเป็นศูนย์กลางของพระกรรมฐานในยุค อาณาจักรศรีทวาราวดีสำนักเล็กคือวัดพญารามศรีทวาราวดีวัดสุวรรณารามกรุงศรี ทวาราวดีฯยุคศรีทวาราวดีพระอาจารย์กรรมฐานประจำยุคคือพระราชสามีรามมหาเถร เจ้า(เพชร)

ยุคกรุงสุโขทัย สำนักพระกรรมฐานหลักสำนักพระกรรมฐานใหญ่คือวัดป่าแก้วมีพระวันรัตมหาเถรเจ้า เป็นเจ้าสำนักเป็นศูนย์กลางพระกรรมฐานในยุคอาณาจักรสุโขทัยสำนักพระกรรมฐาน เล็กในยุคสุโขทัยเช่นวัดป่ารัตนาพระครูญาณไตรโลกเป็นเจ้าสำนักวัดสุทธาวาส พระครูญาณสิทธิเป็นเจ้าสำนักฯ ยุคสุโขทัยพระอาจารย์กรรมฐานประจำยุคคือพระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า(สิงห์)

ยุคกรุงศรีอยุธยา วัดป่าแก้วหรือเรียกกันอีกอย่างว่าวัดเจ้าพญาไทเป็นสำนักพระกรรมฐานหลัก สำนักพระกรรมฐานใหญ่พระพนรัตนพระสังฆราชฝ่ายซ้ายเป็นพระอาจารย์ใหญ่เป็นเจ้า สำนักเป็นศูนย์กลางพระกรรมฐานในยุคอาณาจักรอยุธยามีสำนักพระกรรมฐานเล็กๆ สิบกว่าวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น
วัดศรีอโยธยา พระพากุลเถรเป็นเจ้าสำนัก๑วัดโบสถ์ราชเดชะพระพุทธาจารย์เป็นเจ้าสำนัก ๑
วัดโรงธรรม พระญาณไตรโลกเป็นเจ้าสำนัก๑วัดกุฎพระอุบาลีเป็นเจ้าสำนัก๑
วัดเจ้ามอน พระญาณโพธิเป็นเจ้าสำนัก๑วัดประดู่พระธรรมโกษาเป็นเจ้าสำนัก๑
วัดกุฎีดาวพระเทพมุนีเป็นเจ้าสำนัก๑วัดสมณะโกฎพระเทพโมฬีเป็นเจ้าสำนัก๑
วัดมเหยงค์ พระธรรมกิติเป็นเจ้าสำนัก๑ฯ
นับว่าสมัยกรุงศรีอยุธยามีวัดอรัญวาสี เป็นสำนักพระกรรมฐานมากเปรียบเทียบได้ว่ามีมหาวิทยาลัยพระกรรมฐานทางพระพุทธศาสนามาก

ยุคอยุธยา พระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานประจำยุคคือพระพนรัต(รอด) หรือหลวงปู่เฒ่าพระสังฆราชาฝ่ายอรัญวาสี




ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ มีวัดอรัญวาสีสำนักพระกรรมฐานหลักสำนักพระกรรมฐานใหญ่๑วัดคือวัดราชสิทธา ราม(พลับ) สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน (สุก) เป็นเจ้าสำนักเป็นพระอาจารย์ใหญ่ประจำกรุงรัตนโกสินทร์วัดราชสิทธารามจึง เป็นศูนย์กลางของกรรมฐานมัชฌิมาประจำกรุงรัตนโกสินทร์มีสำนักเล็กคือวัดราชา ธิวาส
พระปัญญาวิศาลเถร (ศรี) เป็นเจ้าสำนักยุครัตนโกสินทร์

พระอาจารย์กรรมฐานประจำยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ระยะนั้น คือ สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน (สุก ไก่เถื่อน)

จึง นับได้ว่ากรุงรัตนโกสินทร์มีมหาวิทยาลัยพระกรรมฐานทางพระพุทธศาสนาเพียง๒ แห่ง สำหรับสำนักวัดราชาธิวาสนั้นเมื่อพระปัญญาวิศาลเถร(ศรี) มรณะภาพลงแล้ว พระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับก็เสื่อมลงเรื่อยๆซึ่งปัจจุบันหมดไปแล้วมีแบบแผน ใหม่เข้ามาแทนที่เนื่องจากอยู่ในที่ใกล้ความเจริญมากกว่า(ฝั่งกรุงเทพฯ) ด้วยความเจริญของสมัยใหม่เข้ามาเร็วและไม่มีการบำรุงรักษาแบบแผนเดิมไว้

ต่อ มาเหลือเพียงวัดราชสิทธาราม(พลับ) เพียงวัดเดียวที่รักษาแบบแผนและความเป็นสำนักพระกรรมฐานใหญ่สำนักพระกรรมฐาน มัชฌิมาแบบลำดับเป็นหลัก แทนสำนักเดิม ๆ คือ วัดแสนท้าวโคตรยุคทวาราวดีแทนวัดป่าแก้วยุคสุโขทัยแทนวัดป่าแก้วยุคกรุง ศรีอยุธยาไว้ได้ยาวนานที่สุด

ความจากหนังสือประวัติสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เกื่อน หน้า ๒๕ – ๒๖

********************************************************************************************





ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ด้วยเศียรเกล้าฯของข้าฯ


ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมแด่ พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า ขอนอบน้อมแด่ พระอริยสงฆ์เจ้าองค์ต้น พระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ คือ พระราหุลเถรเจ้า ขอนอบน้อม พระอริยสงฆ์ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ คือ พระโกลิกเถรเจ้า พระมัลลิกเถรเจ้า พระโมคคัลลีบุตรเถรเจ้า พระโสณเถรเจ้าพระอุตรเถรเจ้า แห่งดินแดนชมพูทวีป


และ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า(เพชร) ยุคทวาราวดีพระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า(สิงห์) ยุคสุโขทัยพระพนรัต(รอด) หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ยุคกรุงศรีอยุธยาและสมเด็จพระสังฆราช (สุกไก่เถื่อน) ยุคกรุงรัตนโกสินทร์แห่งดินแดนสุวรรณภูมิ


ข้าพเจ้าขอพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับจงตั้งอยู่นานตราบเท่าพุทธกาล ด้วยเทอญฯ

ภาพการขึ้นครูกรรมฐานมัชฌิมา


การขึ้นครูกรรมฐาน เป็นธรรมเนียมพิธีมีมาแต่โบราณ อุบายเพื่อกำหนดจิตน้อมเหนี่ยวขมาพระรัตนตรัยทั้ง ๓ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ เป็นองค์คุณ และ บูชาพระคุณครูบาอาจารย์ผู้ให้การสั่งสอนอบรมวิชชา บนถาดเครื่องนมัสการ ประกอบด้วย เทียน ๕ ข้าวตอก ๕ และดอกไม้บูชา ๕ เพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งธรรมปัญญาญาณ



(กราบอนุโมนา สาธุการ คณะศิษย์ศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ทุก ๆ ท่านที่ได้เอื้อเฟื้อภาพประกอบ)















credits :คุณบุญญสิกขา เว็บพลังจิต

 


การฝึกอบรมพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
ผ่านพระอาจารย์ผู้บอกพระกรรมฐาน
เบื้องต้น เพื่อปูพื้นฐาน ทำความเข้าใจสายวิชชา

เริ่มต้นจาก การภาวนา  พุท-โธ กำหนดจิตที่ฐานใต้สะดือ ๒ นิ้ว(มือ)






(กราบอนุโมนา สาธุการ คณะศิษย์ศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ทุก ๆ ท่านที่ได้เอื้อเฟื้อภาพประกอบ)

 

 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความ แก้ไขข้อความ ลบข้อความ แยกหัวข้อ






การอบรมกรรมฐานแนวปฏิบัติ สลับการบรรยายธรรมจาก พระพี่เลี้ยง
พระพี่เลี้ยง เสมือนผู้คอยรดน้ำพรวนดิน ช่วยปรับสภาพพื้นฐานการตั้งสภาวะจิต เตรียมพร้อมตั้งมั่น อบอุ่นใจ
(บรรดาพระพี่เลี้ยง คือ พระผู้หมั่นฝึกเพียรประสบการณ์ พร้อมเป็น ผู้เอื้อ)


(กราบอนุโมนา สาธุการ คณะศิษย์ศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ทุก ๆ ท่านที่ได้เอื้อเฟื้อภาพประกอบ)
นอกจากการฝึกนั่งกรรมฐานกำหนดจิตภาวนาแล้ว
จะยังได้ฝึกศึกษาพิจารณาทุกขณะจิต เช่น
การกำหนดสติอิริยาบถยืน และเดินจงกรม


(กราบอนุโมนา สาธุการ คณะศิษย์ศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ทุก ๆ ท่านที่ได้เอื้อเฟื้อภาพประกอบ)






ท่ามกลางการฝึกฝนอบรมพระกรรมฐานภาวนา ดวงจิตของนักปฏิบัติจะได้รับการตะล่อมกลอม และเกิดปรากฎการณ์รูปแบบต่างๆ นานา เป็นปกติ

โบราณกาลท่านจึงวางแนวการอบรมเคร่งครัดว่า " นักปฏิบัติ " ควรอยู่ในความดูแลรักษาอารมณ์ใจจาก ครูบาอาจารย์ผู้มีภูมิจิต ภูมิธรรม สัมมาทิฐิ ด้วย
"การบอก หรือ แจ้งสอบอารมณ์พระกรรมฐาน"





เหตุที่ว่า การเรียนกรรมฐานต้องมีครูอาจารย์ เพราะ สภาวธรรม ต้องรู้ทีหลัง ห้ามรู้ก่อนเกิด

 ถ้ารู้ก่อนแล้ว จะเกิดอุปาทาน ทำให้จิตไม่ได้สภาวธรรมที่แท้จริง จึงให้ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน อยากให้เป็น ก็ไม่เป็น ไม่อยากให้เป็น ก็ไม่เป็น ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง กรรมฐานไม่ว่าที่ไหนต้องเดินสายกลาง จึงเป็นสัมมาทิฎฐิ

เหตุที่ต้องมี การสอบอารมณ์ เพราะ ต้องการรู้อารมณ์ สภาวธรรม ของผู้ฝึก ว่าถึงที่ และถูกต้องหรือยัง ว่าสมควรจะได้เลื่อน อารมณ์ใหม่ได้หรือยัง เพื่อที่จะทำให้จิตปราณีตขึ้นไปเรื่อยๆ

อารมณ์กรรมฐาน เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จึงจะบอกกันก่อนไม่ได้
เพราะถ้าบอกก่อน บุคคลจะเกิด - ติดอุปาทาน และไม่ได้สภาวธรรมที่แท้จริง
จึงต้องมีการสอบอารมณ์รูปกรรมฐาน สอบนิมิต อรูปกรรมฐานสอบ สภาวธรรม
นี่เป็นฝ่ายสมถะ

และ ถ้าเป็นวิปัสสนากรรมฐาน สอบสภาวธรรม อย่างเดียว

(กราบอนุโมนา สาธุการ คณะศิษย์ศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ทุก ๆ ท่านที่ได้เอื้อเฟื้อภาพประกอบ)



พระพุทธองค์ ทรงชี้แนะแนวทางแห่งการหลุดพ้น
ค่อย ๆ ศึกษา ค่อย ๆ หมั่นเพียร
จึงเป็นหน้าที่ของกุลบุตร กุลธิดา


สมัยพุทธกาลนั้น
สถาน ปฏิบัติจะต้องมี สัปปายะ คือ เป็นที่อยู่อาศัยสบาย เช่น ในป่า โคนต้นไม้ เรือนว่างเป็นที่สงบ สนับสนุนเหมาะกัน สิ่งที่เกื้อกูล ช่วยสนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย

๑. อาวาสสัปปายะ (ที่อยู่ซึ่งเหมาะกัน เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ)
๒. โคจรสัปปายะ (ที่หาอาหาร ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้าน หรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป)
๓. ภัสสสัปปายะ (การพูดคุยที่เหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขานกันแต่ในกถาวัตถุ ๑๐ และพูดแต่พอประมาณ)
๔. ปุคคลสัปปายะ (บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น มีท่านผู้ทรงคุณธรรม ทรงภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษาเหมาะใจ)
๕. โภชนสัปปายะ (อาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ )
๖. อุตุสัปปายะ (ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะกัน เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เป็นต้น)
๗. อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี)

ที่มาข้อมูล : http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=286



นอก จากการอบรมกรรมฐานภาวนาแล้ว ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้ร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็น ด้วยอานิสงฆ์แห่งการสาธยายเจริญมนต์ สมบุญกิริยาวัตถุ ๒๐ และกำหนดจิตแผ่เมตตาอัปมัญญาร่วมกัน


สำนึกในพระคุณครูบาอาจารย์ สมเด้จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) ต้นตำหรับพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ แห่งยุคกรุงรัตนโกสินทร์



ส่วนหนึ่งของตำหรับตำรา ที่ทางสำนักฯ
มอบให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้นำไปเรียนรู้ศึกษาวิชชา





รายละเอียดปลีกย่อยของกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ

 

 









ด้วย พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับนี้ เป็นของเก่าเล่าเรียนปฏิบัติสืบ ๆต่อ ๆ กันมาช้านานนับแต่ครั้งพุทธกาล โดยพระราหุลเถรเจ้าท่านทรงเป็นต้นสาย ถึงครั้งตติยสังคายนา นำเข้ามาสู่ลังกา และนำเข้าสู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ โดยพระโสณะเถรเจ้า พระอุตระเถรเจ้า พระองค์ท่านได้นำพระบวรพระพุทธศาสนา พร้อมพระสมถะ – วิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ผ่านยุคผ่านสมัยเรื่อยมา จนถึงยุคศรีทวาราวดี

การบอกพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สืบต่อมาจนถึงยุคศรีทวาราวดี ยุคสุโขทัย ยุคศรีอยุธยา และยุคศรีกรุงรัตนโกสินทร์ และในยุคกรุงศรีรัตนโกสินทร์นี้เอง สายวิชชานี้ได้เริ่มเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ประมาณปีพระพุทธศักราช ๒๓๖๔ พระสงฆ์ สามเณร ปะขาว ชี เริ่มประพฤติปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ออกนอกลู่ นอกทางจากต้นแบบแผนก่อนเก่า คือ ไม่ปฏิบัติเป็นขั้นตอน ทำให้พระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติเสื่อมถอยลง

จนปัจจุบัน จากความรู้ไม่ทั่วถึง จึงสมควรที่สาธุพุทธศาสนิกชนจะมาช่วยกันฟื้นฟู ผดุงรักษา แบบอย่างคำสอนแต่โบราณมิให้ถอยหาย เสื่อมสูญไป





ขั้น ตอนของการปฏิบัติ สายวิชชามัชฌิมากรรมฐาน แบบลำดับ จะรวมทั้งลำดับหมวดสมถะกรรมฐาน และลำดับหมวดวิปัสสนากรรมฐานเข้าไว้ด้วยกัน อย่างต่อเนื่อง

โดยเริ่ม ผู้มีจิตศรัทราในการปฏิบัติพระกรรมฐาน
เมื่อ แรกเรียน จิตยังไม่ตั้งมั่น เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย แรกเรียนใหม่ๆ จะต้องได้รับฝึกฝนให้เรียนเอายังพระกรรมฐานที่มีอานุภาพเล็กน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย มีอารมณ์แคบสั้น เป็นอนุสติ เป็นราก เป็นเง้า เป็นเค้า เป็นมูล ของพระกรรมฐานที่จะเปิดบานประตูไปสู่พระกรรมฐานอื่นๆ ได้ง่าย

ผู้ ปฏิบัติจะต้องได้รับการฝึกฝนเริ่มจากลำดับสมถะ ( ซึ่งจะประกอบไปด้วยพระกรรมฐาน จำนวน ๓ ห้องพระกรรมฐาน ) เป็นการฝึกฝนตั้งกำลังสมาธิ เป็นพระกรรมฐานอย่างต่อเนื่อง ของจิต จากจิตหยาบ ไปหาจิตที่ละเอียด จนสมาธิเต็มขั้น หรือรูปเทียมของปฐมญาณ เพื่อจะยังอารมณ์ใจเข้าถึงองค์ปิติธรรม ซึ่งแต่ละองค์ก็มีอารมณ์ที่ต่างกัน เพื่อเป็นราก เป็นเค้า เป็นมูล เป็นบาทฐานสมาธิเบื้องสูงต่อ ๆ ไป


ลำดับแห่งการศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ



“ กัลยาณมิตร ” คือ ผู้เป็นมิตรที่ดีฝ่ายเจริญ ตั้งอยู่ในฐานะแห่งอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ ... ดูกรอานนท์จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยเราเป็น กัลยาณมิตรแล้วย่อมพ้นจากความเกิดได้, พระพุทธเจ้าถึงพร้อมด้วยอาการทั้งปวงจึงรับเอาพระกรรมฐานในสำนักของพระผู้มี พระภาคเจ้าเท่านั้นดีที่สุดเมื่อพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานแล้วรับเอาพระ กรรมฐานในสำนักพระมหาสาวก๘๐พระองค์ถ้าพระมหาสาวกทั้ง๘๐ปรินิพพานแล้วและเสาะ หาจนได้กัลยาณมิตรแล้วให้ทำดังนี้ …”

การมอบตัวต่อพระรัตน์ไตร นำเครื่องสักการะนอบน้อมบูชาพระรัตนไตร อันประกอบไปด้วย ธูป เทียน ข้าวตอก ดอกไม้ อย่างละ ๕ กระทง กล่าวคำบูชาพระรัตนไตร นิยมนำมาในวันพฤหัสบดี ทำวัตรจบแล้ว พระอาจารย์ผู้บอกพระกรรมฐาน เทศขึ้นธรรม (เทศขึ้นพระกรรมฐาน ตามพระคัมภีร์เทศของเก่า) ๑ จบ ตามแบบอย่างโบราณที่เคยประพฤติปฎิบัติมา เพื่อเป็นการปูพื้นฐาน และทำความเข้าใจ มีใจความย่อๆ ดังนี้ !

เมื่อ กล่าวถึงการสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วเกิดปีติ เกิดความสงบ(ยุคล) เป็นสุข มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นต้น การตั้งสมาธิ สำหรับพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ผู้ไม่เคยเจริญสมาธิมาก่อนเลย ท่านให้เจริญภาวนา พระกรรมฐาน ที่มีอานุภาพน้อย(ปริตตารมณ์) ทำให้จิตสามารถยกขึ้นตั้งลงสู่สมาธิได้โดยง่าย เป็นขั้นๆไป

ท่านให้ เจริญภาวนาในห้องพระพุทธคุณอันมีใน พระปีติทั้ง ๕ ประการ พระยุคลธรรม ๖ ประการ พระสุขสมาธิ ๒ ประการ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเบื้องต้นดีแล้ว จึงเจริญภาวนาสมาธิเบื้องสูงต่อไป การเจริญภาวนาสมาธิเบื้องสูง ตั้งจิตหาประมาณมิได้ ท่านให้เจริญพระกรรมฐานทีมี ปฏิภาคนิมิตร เรียงลำดับดังนี้ !
ท่านให้เจริญภาวนา พระอานาปานสติกายคตาสติ กสิณสิบประการ และอสุภสิบประการการขึ้นองค์ฌาน ทำให้จิตเป็นมหิทตารมณ์ ท่านให้ขึ้นองค์ฌานต่อจากอสุภกรรมฐาน เพราะอสุภกรรมฐาน องค์แห่งวิตกมีกำลังมาก จิตสามารถยกขึ้นสู่องค์ฌานได้โดยง่าย และท่านให้เจริญเอายัง ฌานปัญจกนัย คือฌานห้าประการ ฌานนี้ใช้สำหรับฝึกผู้ที่ยังไม่ชำนาญในองค์ฌาน จะได้กำหนดองค์ฌานแต่ละฌานได้ เมื่อชำนาญแล้ว จึงทำฌานปัญจกนัย ให้เป็นฌานจตุกนัย คือฌาน ๔ (จบรูปกรรมฐาน)

ก่อนขึ้นห้องวิปัสสนา กรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ท่านกำหนดให้เรียนเอายังอรูปกรรมฐานก่อนคือ อนุสสติ ๖ พรหมวิหาร ๔ อรูปฌาน ๔ เพื่อให้จิตชำนาญแคล่วคล่องอยู่กับสภาวธรรม เมื่อยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาภูมิแล้ว วิปัสสนาปัญญาญาณ จะแก่กล้าการขึ้นสู่วิปัสสนาภูมิ ให้เจริญภาวนาเอายัง พระวิสุทธิ ๗ ประการ พระวิปัสสนาญาณสิบประการ ต่อด้วย พระโพธิปักขิยธรรมสามสิบเจ็ดประการ ต่อด้วยออกบัวบานพรหมวิหาร หรือเรียกว่า เมตตาเจโตวิมุตติ จบวิธี และขั้นตอน การเจริญกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของดั้งเดิม ถ้าเหตุ ปัจจัยพร้อม การประพฤติปฎิบัติก็จะไปได้เร็ว แม้แต่บุคคลผู้มีอายุเพียงแปดขวบ

คัดความจาก หนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุกไก่เถื่อน) ยุคกรุงรัตนโกสินทร์
วัดราชสิทธารามวรวิหาร (วัดพลับ) อิสรภาพ ๒๓ กทม. ๑๐๖๐๐

พระคาถาอาราธนานั่งธรรม;


พระคาถาอาราธนานั่งธรรม “วาณีสุนทรี” ความสำเร็จสมประสงค์





พระคาถาอาราธนานั่งธรรม “วาณีสุนทรี” ความสำเร็จสมประสงค์


มุนินฺท วท นมฺพุช คพฺภ สมฺภว สุนทรี
ปาณีนํ สรณํ วาณี มยฺหํ ปิณยตํ มนํ


พระ คาถานี้ใช้สำหรับอาราธนาพระธรรมเข้าสู่ตน เพื่อจะนั่งทางธรรมจะได้สำเร็จผล ตามความมุ่งหมายเป็นพระคาถา ขอบารมีธรรม ขอความสำเร็จสมประสงค์

โบรา ณจารย์พระกรรมฐานมัชฌิมา ใช้เป็นพระคาถาว่านำก่อนอาราธนาองค์พระกรรมฐาน เมื่อนำเอาบทภาวนา พระคาถาวาณี นำมาประกอบเข้ากับ การเจริญ เมตตาเจโตวิมุตติแล้ว อาจสามารถเป็นไป เพื่อต่อต้านภัยอันตราย และห้ามบาปธรรม (บาปอกุศล ๑๔)




ที่มาแห่งการแพร่พระคาถาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อ พรรษาที่ ๑๗ คืนหนึ่ง ขณะที่พระอาจารย์สุก (สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน) ทรงเข้าที่เจริญสมณะธรรมตามปรกติ ทรงทราบในนิมิตสมาธิว่า มีพระอริยเถราจารย์ ชั้นสุทธาวาส มาบอกว่า ให้ไปพบท่านที่ป่าดงดิบ แขวงเมืองสุโขทัย พระอริยเถราจารย์ พระองค์นั้น ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่านจะสำเร็จสมประสงค์สูงสุดทุกอย่าง ตามที่ท่านต้องการ ให้ไปที่ป่าดงดิบ แขวงเมืองสุโขทัย แล้วความประสงค์ ของท่านจะสำเร็จ และจะได้เกื้อกูล ชนทั้งหลายในภายหน้าด้วย

ต่อมาพระองค์ท่านพระอาจารย์สุก ก็สัญจรไป ถึงป่าดงดิบ แขวงเมืองสุโขทัย ทรงไปด้วยอิทธวิธญาณเมื่อพระองค์ท่าน ถึงป่าดงดิบ แขวงเมืองสุโขทัย กรุงเก่า พระองค์ท่านก็ทรงพบพระอริยเถราจารย์อยู่ในร่างกายทิพย์ ที่สำเร็จด้วย การเข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา พระองค์ท่านก็ทรงเข้าไปกราบนมัสการ พระอริยเถราจารย์ พระองค์นั้น พระอริยเถราจารย์ พระองค์นั้น ก็กล่าวว่า พรุ่งนี้ให้ท่านเดินทางไป ในทางนั่นพร้อมกับชี้มือไปทางนั้นด้วย จะพบของดี ของวิเศษ แต่คืนนี้ให้ท่านพักปักกลด บำเพ็ญสมณะธรรม ณ ที่ป่าดงพญาเย็น (คนละแห่ง กับที่เมืองอุตรดิตถ์) นี้ก่อน

ภายหลังพระอาจารย์สุก ได้ทรงทราบเถรประวัติ ของพระอริยเถราจารย์พระองค์นี้ว่า ท่านเคยบวชเป็นฤาษี อยู่ในป่าดงพญาเย็น แขวงเมืองสุโขทัยนี้ประชาชนทั้งหลายสมัยนั้นเรียกขานนามท่านว่า พระฤาษีกัณทหะ (กัณทา) ต่อมาภายหลัง ท่านเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้บรรพชา-อุปสมบท ได้นามทางพระพุทธศาสนาว่า วิสุทโธ

เพลาสายของวัน นั้น พระอาจารย์สุก ออกเดินทางไป ตามที่พระอริยเถราจารย์ ผู้ทรงร่างอยู่ด้วยกายทิพย์ ไปถึงป่าใหญ่แห่งนั้น ใกล้เชิงเขา ทรงทอดพระเนตรเห็น ก้อนหินก้อนหนึ่ง จารึกเป็นอักษรขอม โบราณว่า


มุนินฺท วท นมฺพุช คพฺภ สมฺภว สุนทรี
ปาณีนํ สรณํ วาณี มยฺหํ ปิณยตํ มนํ




พระ อาจารย์สุก ทรงอ่าน และท่องจำไว้แล้ว ทรงพักปักกลด ณ ที่แห่งนั้นหนึ่งคืน ตกเพลากลางคืนทรงบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเคย ก็ได้ทรงทราบมงคลนิมิต ของพระคาถานี้ทั้งหมด และได้ทรงทราบอุปเท่ห์ วิธีการ ย่อๆ โดยสมควร จากบาทฐาน ขององค์ฌาน


ต่อมาพระองค์ท่าน ก็ได้ทรงทราบจากสมาธินิมิตอีกว่า พรหมชั้นสุทธาวาส มาบอกพระองค์ท่านว่า ให้ไปที่วัดร้าง กลางเมืองสุโขทัย ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ท่านจะพบของสำคัญต่อเนื่อง ในพระคาถาวาณี เมื่อพระองค์ท่าน ทรงออกจากสมาธิแล้ว พระองค์ท่านก็ทรงทราบได้ทันทีว่า วัดร้างนั้น คือวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย ที่ประดิษฐาน พระศรีศากยะมุนี ที่สร้างในสมัยพระเจ้าลิไท ครั้งกรุงสุโขทัย เป็นราชธานี


เพลา สายของวันต่อมา พระองค์ท่าน ทรงเดินทางมายังเมืองสุโขทัย กรุงเก่า โดยไม่ใช้อิทธวิธญาณ ถึงเมืองสุโขทัย กรุงเก่าแล้ว พระองค์ท่านทรงค้างแรม นั่งเจริญสมาธิอยู่ที่บริเวณ วัดมหาธาตุสถานที่ประดิษฐานพระศรีศากยะมุนี หนึ่งราตรีเวลานั้น วัดพระมหาธาตุ สุโขทัย กรุงเก่า เป็นวัดร้าง เนื่องจากขณะนั้น ยังมีการรบระหว่างไทย-พม่าอยู่ และพระพุทธรูปใหญ่ พระพุทธศรีศากยะมุนี ก็ยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ ซึ่งปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ เป็นวนอุทยานแห่งชาติสุโขทัย ครั้งนั้น หลังฉันอาหารเช้าแล้ว พระองค์ท่าน ทรงเดินทางเข้าไปในวัดมหาธาตุ เข้าไปในพระวิหาร ที่ประดิษฐานพระศรีศากยะมุนี จึงเข้าไปกราบนมัสการ พระพุทธศรีศากยะมุนี พระพุทธรูปสำคัญ ของวัดแห่งนี้


ต่อมา พระองค์ท่านทรงทราบว่า ของสำคัญต่อเนื่อง ในพระคาถาวาณี อยู่ใน พระคัมภีร์ใบลาน พระองค์ท่านจึงเดินทางไปที่หอไตรประจำวัดมหาธาตุ และทรงค้นพระคัมภีร์ในตู้แรกดู พอพระองค์ท่านทรงเปิดตู้แรก ทรงเห็นพระคัมภีร์แรก ที่หน้าพระคัมภีร์จารึก รูปนางฟ้านั่ง อยู่บนดอกบัวบาน พระองค์ก็ทรงทราบได้ในทันทีว่า พระคาถาวาณี พร้อมรายละเอียดอุปเท่ห์ อยู่ในลานนี้ทั้งหมด


ความนัยะพระคาถา


เมื่อ พบแล้ว พระองค์ท่านทรงเปิดพระคัมภีร์ดูก็ทรงพบ พระคาถาอาราธนานั่งธรรม หรือ พระคาถาวาณีจารึกเป็นอักษรขอมโบราณ เป็นตัวทอง อ่านได้ความ เหมือนอย่างที่พบ จารึก ที่ก้อนหิน ในป่าใกล้ๆป่าดงพญาเย็น พร้อมมีคำอาราธนา และคำอธิบายว่า


มุนินฺท วท นมฺพุชะ คพฺภ สมฺภว สุนทรี
ปาณีนํ สรณํ วาณี มยฺหํ ปิณยตํ มนํ







๐ ข้าพระพุทธเจ้า ขออาราธนานางฟ้า คือพระไตรปิฏก ผู้มีรูปอันงาม เกิดแต่ห้องปทุมชาติคือพระโอฐ ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย

มนํ ขอจงมาสู่มโนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติละเสียซึ่งอาสวะกิเลส ที่ดองอยู่ในขันธ์สันดานของข้าพระเจ้า ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ให้สิ้นไปเสื่อมไป ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้เป็นอัตตกิลมัตถานุโยค ไม่ให้ลำบากแก่สังขาร ฯ

๐ พุทธํชีวิตํ ยาวนิพฺพานํ สรณํคจฺฉามิ ฯ
๐ ธมฺมํชีวิตํ ยาวนิพฺพานํ สรณํคจฺฉามิฯ
๐ สงฺฆํชีวิตํ ยาวนิพฺพานํ สรณํคจฺฉามิ ฯ
๐ ข้าพเจ้าขออาราธนาคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสังฆเจ้า จงมารับเครื่องสักการะบูชาของข้าพเจ้า ในกาลบัดนี้เถิดฯ



พร้อม คำอธิบายว่า พระคาถานี้ใช้สำหรับอาราธนาพระธรรมเข้าสู่ตนเพื่อจะนั่งทางธรรม จะได้สำเร็จผล ตามความมุ่งหมายเป็นพระคาถา ขอบารมีธรรม ขอความสำเร็จสมประสงค์ ใช้เป็นพระคาถาว่านำก่อน อาราธนาองค์พระกรรมฐานประกอบกับพระกรรมฐานห้องต่างๆ เวลานั้นพระองค์ท่านติดอยู่ขั้นสุดท้าย ของอันตราปรินิพพายี อย่างประณีต

เมื่อ พระองค์ท่าน นำเอาบทภาวนา พระคาถาวาณี นำมาประกอบเข้ากับ การเจริญ เมตตาเจโตวิมุตติแล้ว อาจสามารถเป็นไป เพื่อต่อต้านภัยอันตราย และห้ามบาปธรรม


ธรรมที่เป็นบาปอกุศล เจตสิกมี ๑๔ ตัว คือ
๑. โมโห คือหลง
๒. อหิริกํ มิละอายแก่บาป
๓. อโนตฺตปฺปํ มิกลัวแก่บาป
๔. อุทธจฺจํ สะดุ้งใจ ฟุ้งซ่าน
๕. โลโภ โลภ
๖. ทิฏฐิ ถือมั่น
๗. มาโน มีมานะ
๘. โทโส โกรธ
๙. อิสฺสา ริษยา
๑๐. มจฺฉริย ตระหนี่
๑๑. กุกกุจจํ กินแหนง รำคาญ
๑๒. ถีนํ กระด้าง หดหู่
๑๓. มิทธํ หลับง่วง
๑๔. วิจิกิจฉา สงสัย


พระคาถาเพื่อความสำเร็จสมประสงค์

เมื่อ กำจัดบาปธรรม ออกไปแล้ว อาจสามารถยังปัญญาให้บรรลุธรรมได้ จะเป็นทางนำสัตว์ทั้งหลายให้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลสได้จากนั้นพระองค์ ท่าน ก็ทรงทำการคัดลอกพระคัมภีร์วาณี ที่ไม่มีเจ้า อยู่ในวัดร้าง เมืองสุโขทัยนี้ กลับมาจากรุกข์มูล

พระองค์ท่านทรงนำบทพระคาถาวาณี นี้ว่านำก่อนนั่งพระกรรมฐานทุกครั้ง แล้วจึงเจริญเมตตาเจโต เมตตาออกบัวบานพรหมวิหาร ต่อไป ผ่านไปไม่นานนัก พระองค์ท่าน ทรงสามารถบรรลุอันตราปรินิพพายี อนาคามี อย่างประณีต ดังได้มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ จตุตถสมันตปาสาทิกา ตอนว่าด้วยอรรถกถา แห่งภิกขุนีขันธกะ ว่า

กาลเมื่อพระสัทธรรมอยู่ระหว่าง ๑,๐๐๐ ปี จักตั้งอยู่ด้วยการมีพระขีณาสพปฏิสัมภิทาญาณ
กาลเมื่อพระสัทธรรมอยู่ระหว่าง ๒,๐๐๐ ปี จักตั้งอยู่ด้วยการมี พระอรหันต์สุกขวิปัสสก
กาลเมื่อพระสัทธรรมอยู่ระหว่าง ๓,๐๐๐ ปี จักตั้งอยู่ด้วยการมี พระอนาคามี
กาลเมื่อพระสัทธรรมอยู่ระหว่าง ๔,๐๐๐ ปี จักตั้งอยู่ด้วยการมี พระสกทาคามี
กาลเมื่อพระสัทธรรมอยู่ระหว่าง ๕,๐๐๐ ปี จักตั้งอยู่ด้วยการมี พระโสดาบัน

กาล ที่พระอาจารย์สุก สำเร็จคือกาลแห่ง พระอนาคามี ท่านบรรลุขั้นประณีตครั้งนั้น พร้อมด้วย มรรค ๓ ผล ๓ อภิญญา ๖ เป็นพระอนาคามีบุคคล เต็มขั้น กล่าวว่า เมื่อมรณะภาพ หรือนิพพานแล้ว จะไปบังเกิดในภพ สุทธาวาส คือที่อยู่ของท่านที่บริสุทธิ์ ที่บังเกิดของอนาคามีบุคคล ได้แก่พรหม ๕ ชั้นสูงสุด ของชั้นรูปาวจรคือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา จะสำเร็จพระอรหันต์ผลในภพทั้งห้านี้ ไม่กลับมาเกิดในมนุษย์โลกนี้อีกถึงแม้ท่าน จะทราบว่าเป็นกาล แห่งอนาคามี พระองค์ท่าน ก็ยังไม่ละความเพียรเพิ่มวิริยะบารมีขึ้นเรื่อยๆไม่ทรงท้อถอย ต้องการที่จะบรรลุขั้นต่อไป

ดังปรากฏในคัมภีร์ ปัญจปสูทนีอรรถกถา แห่งมหาสูญญะตาสูตรมีใน อุปริปัณณาสก์ว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า แม้เมื่อเราตถาคตปรินิพพานไปแล้วก็ดี กุลบุตรทั้งหลายที่ยินดีแล้วในเอกีภาพ คือความเป็นอยู่ผู้เดียว นึกถึงมหาสูญญตาสูตรอยู่ดังนี้แล้ว หลีกออกจากหมู่คณะ ก็จะทำให้สิ้นวัฏฏะทุกข์ได้ดังนี้

พระอาจารย์สุก พระองค์ท่าน ทรงมีความเป็นอยู่ผู้เดียว แลทรงบำเพ็ญเพียรภาวนาซึ่ง มหาสูญญตาสูตร เสมอๆ กล่าวว่าสมัยอยุธยา พระคาถาวาณีก็มีเหมือนกัน แต่ไม่แพร่หลาย เพราะถึงตอนปลายยุคกรุงศรีอยุธยา ก็เริ่มเสื่อมจากอุบายธรรมนี้ พระอาจารย์สุก ท่านปฏิธรรม ยังไม่ถึงที่สุด แต่ก็มาถึงกาลล่มสลายของกรุงศรีอยุธยาเสียก่อน พระคัมภีร์อุบายธรรมต่างๆ จึงถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น และพระคาถาวาณีนี้ จึงตกค้าง อยู่ที่เมืองสุโขทัย กรุงเก่ากาลต่อมาพระคาถาวาณี ได้แพร่หลายในกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตอนกลาง มีการให้ความหมายพระคาถาวาณีไว้ดังนี้


นางฟ้าคือ พระไตรปิฏก มุนินฺท วท นมฺพุช คพฺภ สมฺภว สุนทรี
มีรูปอันงามอันเกิดแต่ห้องดอกบัวคือ พระโอฐ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่กว่าจอมปราชญ์ทั้งหลาย
ปาณีนํ สรณํ วาณี
เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีปราณ คือลมหายใจทั้งหลาย
มยฺหํ ปิณยตํ มนํ
จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดี

 





สมเด็จ พระวันรัต (แดง) วัดสุทัศน์ฯ กล่าวว่า พระอาจารย์ของท่านทั้งทางคันถะธุระ และวิปัสสนาธุระ(สมเด็จพระวันรัต แดง) ก็ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับด้วย กล่าวว่าท่านศึกษากับ พระญาณสังวร บุญ วัดพลับ) สอนให้บริกรรมพระคาถาวาณีนี้ ก่อนเริ่มเรียนพระปริยัติธรรม หรือเข้าที่ภาวนาทุกคราวไป ทั้งยังกล่าวอีกว่า พระมหาเถรแต่กาลก่อนมี สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน วัดราชสิทธาราม เป็นต้น ล้วนนับถือพระคาถานี้ โดยทั่วกัน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงไว้ในลายพระหัตถ์ถึง เจ้าพระยาหิธราช เลขาธิการว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) วัดศาลาปูน กรุงเก่าซึ่งเป็นศิษย์ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ วัดราชสิทธาราม หรือ วัดพลับ อธิบายว่า รูปสุนทรีวาณี หมายถึง พระธรรม ดอกบัว หมายถึง พระโอฐของพระพุทธเจ้า ทรงกล่าวอีกว่ายังได้พบพระคาถานี้ในห้องพระ ของหลวงปู่ทอง วัดบ้านกลาง ติดไว้ข้างขวา ด้านหัวนอน หลวงปู่ทอง ท่านเป็นศิษย์ ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ กับพระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ) วัดราชสิทธาราม หรือ วัดพลับ

สมเด็จกรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า ตอนที่ข้าพเจ้าชำระ พระคัมภีร์สัททสารัตถชาลินี หรือ คัมภีร์สัททาวิเสส ได้พบพระคาถาวาณีนี้ อยู่ในพระคัมภีร์นี้ด้วย แสดงว่าพระคาถานี้ มีมาก่อนพระคัมภีร์นี้ หรือก่อนนั้น มีคาถาในทำนองเดียวกับพระคาถาวาณีนี้ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ชินาลังการ เป็นพระคาถานมัสการ ก่อนอ่านพระคัมภีร์พระไตรปิฎก หรือภาวนาก่อนนั่งเข้าที่ภาวนา เพื่อให้เกิดปัญญา เป็นคาถาของพระพุทธโฆษะ ใช้ภาวนาก่อนที่จะอ่านพระไตรปิฎก หรือเขียนพระคัมภีร์ พระสุทธิมรรค คาถา มีใจความดังนี้


สตฺถุโน สมฺมาสมฺพุทธ นมตฺถุ โลกเชฏฐสฺส ตาทิโน


ชิเนนท รมตฺเตภสฺส กุมภจารินี ชิโนรสานํ


มุขปงฺกชาลินี สรสฺส ตีเมมุขะคพฺภ คพฺ ภินี


รมฺมํ ตว ฉายา สุสทฺทตฺถุสูทนี

มีความหมายตามพระคาถานี้ว่า
ข้า พระพุทธเจ้าขอนมัสการ แด่สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ผู้ทรงหักรานเสียแล้วซึ่ง กำกงแห่งสังสารวัฎฎ์ ตรัสรู้พระธรรมด้วยลำพังพระองค์เอง ด้วยอาการมิได้วิปริตและมีกมลมิได้หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ประเสริฐกว่าสรรพสัตว์โลกสิ้นทั้งปวง

อาลินี อันว่านางแมลงภู่ กล่าวคือ พระไตรปิฎก ผู้มีครรถ์ กล่าวคือ พระอรรถรส เป็นอันดี ซึ่งท่องเที่ยวอยู่ในกระพองแห่งช้าง พระยาฉัททันต์ ซับมันตัวประเสริฐ กล่าวคือ พระโอษฐ์แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ ยังทรงพระชนม์อยู่
แมลงภู่ คือพระไตรปิฎกนั้น ก็ได้พำนักอาศัยอยู่ในพระโอษฐ์ แห่งพระพุทธเจ้า ครั้นเสด็จพระมหากรุณาเจ้าเสด็จดับขันธ์นิพพานแล้ว
นาง แมลงภู่ คือ พระไตรปิฎกนั้น ก็อาศัยอยู่ในกลีบประทุมชาติ กล่าวคือ พระโอษฐ์ แห่งพระพุทธชิโนรถทั้งหลาย บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้า ขออัญเชิญนางแมลงภู่ ให้ออกมาอยู่ในห้องที่นอน กล่าวคือ พระโอษฐ์แห่ง ข้าพระพุทธเจ้า อย่าได้ลำบากในกิจที่จะขวนขวาย หาที่ประสูตรบุตรนั้นเลย จงยินดีปรีดาเสด็จมาประสูตร ในพระโอษฐ์ข้าพระพุทธเจ้า คือว่าให้ ข้าพระพุทธเจ้าจำอรรถรส ในพระไตรปิฎก หรือในปัญญาวิปัสสนาญาณ ทั้งปวงได้ ขึ้นใจขึ้นปากสำเร็จ มโนรถความปรารถนาเถิด


คัดความจาก
หนังสือ พระวัติสมเด็จพระสังราชสุก ไก่เกื่อน ยุคกรุงศรีอยุธยา บรมครูฝ่ายวิปัสสนาธุระ ประจำยุครัตนโกสินทร์ และพระธรรมทายาท คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร (วัดพลับ) ศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
somdechsuk.com - หน้าแรก


==============================================================

เรียนเชิญชวนท่าน ๆ กำหนดจิตตั้งบริกรรมพระคาถาฯ
และพิจารณาจิต ตนกันนะครับ ว่าจะรับรู้กระทบจิตกันอย่างไรบ้างหรือเปล่า






นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)


มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี
ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนังฯ







พระ ธรรมคำสั่งสอนซึ่งล้วนอุบัติจากพระโอษฐ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้พึ่งพำนักของสรรพสัตว์ทั้งหลาย อันมีความงามล้ำเลิศประดุจนางฟ้า ซึ่งถือกำเนิดจากดอกบัว การเอ่ยวาจานี้ย่อมยังจิตใจของข้าพเจ้าให้เอิบอิ่ม แช่มชื่น เบิกบาน แจ่มใสปราโมทย์ รู้แจ่มแจ้งแทงตลอดจำได้ ปฏิบัติตามได้ ในพระไตรปิฏกทั้งโลกียะและโลกุตตระนั้นเทอญฯ



ประวัติ..พระสุนทรีวาณี

เป็น พระปางพิเศษ เป็นรูปเทพธิดาทรงอาภรณ์อันงดงามวิจิตร หัตถ์ขวาแสดง(ท่ามุทรา)อาการกวัก คือ การเรียกเข้ามาหา หัตถ์ซ้ายหงายอยู่บนพระเพลา (หน้าตัก) มีดวงแก้ววิเชียร (เพชร) อยู่ในหัตถ์

พระสุนทรีวาณี เป็นพระซึ่งเกิดจากการนิมิต แห่งพระคาถาสุนทรีวาณี ซึ่งเป็นคาถาที่ปรากฎ ในคัมภีร์สัททาวิเสส มี ๓๒ คำ

พระ คาถานี้เป็นพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดเมื่อเรียนพระไตรปิฎก เรียนพระธรรม เรียนวิชา ภาวนาแล้ว ดับอวิชชา บังเกิดปัญญางาม ปัญญากลายเป็นสัญญา คือ ความทรงจำอันเลิศล้ำ โบราณาจารย์ได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้ท่องทุกครั้ง ที่เรียนพระไตรปิฎกตลอดมา

สืบได้ความว่า ผู้ที่ท่องคาถานี้เฉพาะในยุครัตนโกสินทร์ ดำรงสมณศักดิ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ๓ พระองค์ เป็นพระสมเด็จ พระราชาคณะ เป็นพระคณาจารย์ผู้มากด้วยเมตตา

*******************************************************************

พระคัมภีร์สัททาวิเสส หรือคัมภีร์ไวยากรณ์โบราณ เป็นวิชาพื้นฐานเพื่อความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก ที่มีมาแต่โบราณกาล



เวทาสากุคาถาพระยาไก่เถื่อน ;กรรมฐานมัชณิมาแบบลำดับ

 

 




พระ คาถาพระยาไก่เถื่อน สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน ท่านได้รับประสิทธ์แต่พระเถรวุฒาจารย์ กล่าวว่าเป็นพระคาถานำ พระคาถาทั้งปวง ใช้ในทางสำเร็จประโยชน์ ผู้ใช้พระคาถานี้ ต้องมีสมาธิจิตเป็นเอกัคตาจิตขั้นสูง ถึงเมตตาเจโตวิมุตติ จึงจะใช้พระคาถานี้ได้ เพราะเป็นพระคาถามหาเมตตา ปลดปล่อยสัตว์ และปลดปล่อยจิต ตัวเอง พระคาถาว่าดังนี้

                เว ทา สา กุ กุ สา ทา เว
                ทา ยะ สา ตะ ตะ สา ยะ ทา
                สา สา ทิ กุ กุ ทิ สา สา
                กุ ตะ กุ ภู ภู กุ ตะ กุ


พระ ธรรมพระคาถาพระยาไก่เถื่อน เกี่ยวเนื่องกับไก่ป่า ไก่ป่าเป็นไก่ปราดเปรียว คอยหนีคน หนีภัยอย่างเดียว เหมือนกับ จิต ของคน ไก่ป่าเชื่องคนยาก เหมือนจิตของคนเรา ก็เชื่องต่ออารมณ์ยากมาก เหมือนกัน ไก่ป่าแม้เสกข้าวด้วยเมตตาให้กิน แรกๆมันก็จะไม่กล้า เข้ามาหาคน นานๆเข้า จึงจะกล้าเข้าหาคนเหมือนจิตคนเรา ก็ชอบท่องเที่ยว ไปไกลตามธรรมารมณ์ต่างๆ ฝึกตั้งจิตเป็นสมาธิแรกๆนั้น จิตมักจะอยู่ พักเดียว ก็เตลิดไป ต่อนานๆไป เมื่อจิตชินต่ออารมณ์ดีแล้ว จึงจะเชื่อง และตั้งมั่นเป็นสมาธิ


พระคาถาไก่เถื่อน ๔ วรรค แต่ละวรรค หากภาวนากลับไป กลับมา เป็นอนุโลม ปฏิโลม หมายถึงอะไร
แต่ละวรรค หมายถึงโลกธรรมแปด
วรรค ๑ หมายถึง มีลาภ เสื่อมลาภ
วรรค ๒ หมายถึงมียศ เสื่อมยศ
วรรค ๓ หมายถึง มีสรรเสริญ ก็มีนินทา
วรรค ๔ หมายถึง มีสุข ก็มีทุกข์ ทุกอย่างย่อมแปรปรวน มีดี และมีชั่ว ไม่แน่นอน ไม่ควรยึดติด มีหยาบ มีละเอียด>>


ผู้ที่จะได้บรรลุมรรค ผล นิพพานต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอันเปรียบเทียบได้กับ องค์คุณแห่ง ไก่ หรือไก่ป่า มี ๕ ประการ ดังนี้คือ
๑.เมื่อเวลายังมืดอยู่ ก็ไม่บินลง หากิน
๒. พอสว่าง ก็บินลง หากิน
๓.จะกินอาหาร ก็ใช้เท้าเขี่ยเสียก่อน แล้วจึงจิกกิน
๔.กลางวันมีตาใสสว่างเห็นอะไรได้ถนัดแต่เวลากลางคืนตาฟางคล้ายคนตาบอด
๕. เมื่อถูกเขาขว้างปา หรือถูกตะเพิดไม่ให้เข้ารัง ก็ไม่ทิ้งรังของตน


นี้เป็นองค์คุณ ๕ ประการของไก่ผู้มุ่งมรรค ผล ต้องประกอบให้ได้ กับคุณสมบัติ อันเปรียบเทียบได้กับองค์คุณเหล่านี้คือ
๑. เวลาเช้าปัดกวาดที่อยู่ และจัดตั้งเครื่องใช้สอย ไว้ให้เรียบร้อย อาบน้ำชำระกายให้สะอาด บูชากราบไหว้ ปูชณียวัตถุ และวัฒบุคคล
๒.ครั้นสว่างแล้ว จึงกระทำการหาเลี้ยงชีพ ตามหน้าที่แห่งเพศของตน
๓. พิจารณาก่อนแล้ว จึงบริโภคอาหาร ดังพุทธภาษิตว่า ผู้บริโภคอาหารพึงพิจารณา เห็นเหมือนคนบริโภคเนื้อบุตร ของตนในทางกันดาร แล้วไม่มัวเมา มุ่งแต่จะทรงชีวิตไว้ เพื่อทำประโยชน์สุข แก่ตน และผู้อื่น
๔. ตาไม่บอด ก็พึงทำเหมือนคนตาบอด คือไม่ยินดี ยินร้าย ดุจภาษิต ที่พระมหากัจจายนะ กล่าวไว้ว่า มีตาดี ก็พึง ทำเป็นเหมือนคนตาบอด มีหูได้ยิน ก็พึงเป็นเหมือนหูหนวก มีลิ้นเจรจาได้ ก็พึงเป็นเหมือนคนใบ้ มีกำลังก็พึง เป็นเหมือนคนอ่อนเพลีย เรื่องร้ายเกิดขึ้น ก็พึงนอนนิ่งเสีย เหมือนคนนอนเฉยอยู่ฉะนั้น
๕. จะทำ จะพูด ไม่พึงละสติ สัมปชัญญะ ประหนึ่งไก่ป่า ไม่ทิ้งรังฉะนั้น ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้จะบรรลุ มรรด ผล นิพพาน

ภาพไก่ป่า



ตาม ตำนาน เมืองเหนือ กล่าวถึงอุปเท่ห์ พระคาถาพระยาไก่เถื่อน ไว้ว่า ผู้ใดภาวนาได้ ๓ เดือน ทุกๆวันอย่าให้ขาด ผู้นั้นจะมีปัญญา ด้วยอำนาจแห่งพระคาถาพระยาไก่เถื่อน ให้สวด ๓ จบ จะไปเทศ ไปสวด ไปร้อง หรือเจรจา สิ่งใดๆดีนัก มีตะบะเคชะนัก ถ้าแม้สวดได้ ๗ เดือน อาจสามารถรู้ใจคน เหมือนไก่ป่า รู้กลิ่นตัวคนฉะนั้น ถ้าสวดครบ ๑ ปี มีตะบะเดชะยิ่งกว่าคนทั้งหลาย แม้จะเดินทางไกล ให้สวด ๘ จบ เหมือนไก่ขันยาม เป็นสวัสดีกว่าคนทั้งหลายให้เสกหิน เสกแร่ ไว้สี่มุมเรือน โจรผู้ร้ายไม่เข้าปล้น เหมือนไก่ป่าไม่ทิ้งรัง แม้ผีร้ายเข้ามาในเขตบ้าน ก็คร้ามกลัวยิ่งนัก เสกข้าวสารปรายหนทางก็ดี ประตูก็ดี ผีกลัวยิ่งนักคนเดินไปถูกเข้าก็ล้มแล แพ้แก่อำนาจเรา

พระคาถานี้แต่ ก่อน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะฐานธรรม แต่ภายหลัง ถึงยุคพระอาจารย์สุก พระคาถานี้จึงเรียกขานใหม่ว่า พระคาถาไก่เถื่อนบ้าง พระคาถาพระยาไก่เถื่อนบ้าง พระคาถาบทนี้ทางภาคเหนือเรียกว่า พระคาถาไก่แก้ว





สืบ จากตำนานเดิม สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เกื่อน ทรงแปลง พระคาถาพระยาไก่เถื่อน เป็นรูปยันต์ เรียกว่า “พระยันต์มหาปราสาท ไก่เถื่อน” ตามนิมิตสมาธิเวลาลงพระคาถาพระยา ไก่เถื่อน ลงเป็นยันต์มหาประสาท ให้ลงด้วยเงินก็ดีทองก็ดี ผ้าก็ดี กระดาษก็ดี ลงแล้วเสกด้วย พระคาถาพระยาไก่เถื่อน ๓ จบ ไปเทศนาดีนัก เป็นเมตตาแก่คนทั้งหลาย เกิดความศรัทธาในตัวเรา (ไก่ร้อง เสียงฟังได้ไกล)


เอา ยันต์นี้ ไปกับตัวค้าขายดีนัก เกิดลาภสักการะ มากกว่าคนทั้งหลาย เหมือนไก่ป่า ขยันหากินให้เขียนยันต์ปราสาทไก่เถื่อน ไว้กับเรือน เวลาเขียน ให้แต่งเครื่องบูชาครู สิ่งละ ๑๖ คือ ข้าวตอก ๑๖ ถ้วยตะไล ดอกไม้ ๑๖ ถ้วยตะไล เทียน ๑๖ แท่ง ธูป ๑๖ ดอกข้าวเปลือก ๑๖ ถ้วยตะไล สิ่งของเหล่านี้วางบนผ้าขาว ให้เสกด้วยพระคาถาพระยาไก่เถื่อน ๑๐๘ จบ ๑๐๘ คาบ ให้อธิษฐานเอาตามแต่ปรารถนา กันโจรภัยอันตรายทั้งหลายมีชัยแก่ศัตรู ลงเป็นธงปักในนา กันแมลง มาเบียดเบียน เสกน้ำมันงาใส่แผล แลกระดูกหัก เสกข้าวปลูกงอกงามดี เสกน้ำมนต์พรมของกัมนัลพระยารักเราแล เสกเมตตาก็ได้ ถ้าต้องคุณโพยภัยใดๆ ให้เสกส้มป่อยสระหัวหายแล ใช้สารพัดตามแต่จะอธิษฐานเถิดฯ



พระคาถา และยันต์ไก่เถื่อน นี้มีผู้คนเคารพเชื่อถือมาก และจะว่านำพระคาถาอื่นๆก่อนเสมอ โด่งดังมาจนถึงปัจจุบันนี้ พระคาถานี้ ได้เมื่อ พระกกุสันโธ เป็นไก่ป่า เป็นอาการสามสิบสอง ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ ประองค์ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสโป พระโคตโม พระศรีอริยเมตไตยพระคาถาพระยาไก่เถื่อนนี้ ได้ในสมัยพระพุทธเจ้า พระกกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสโป พระโคตโม พระศรีอริยเมตไตย ยังเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็น พญาไก่เถื่อน แม้สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน พระองค์ท่าน ก็เคยเกิดเป็น ไก่เถื่อน บำเพ็ญบารมีมา แต่การสร้างบารมีนั้น ต่างๆกัน และพระคาถาพระยาไก่เถื่อนนั้น ยังเป็นอาการ ๓๒ ของพระอาจารย์สุกด้วย และเป็นตะปะเดชะ ของสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน ในเมตตาบารมีนี้ด้วยพระคาถาบทนี้

ถ้า จำเริญภาวนา จะมีอานุภาพมาก ผู้ใดภาวนาเป็นนิจสิน จะเกิดลาภ ยศ มิรู้ขาด ทำมาค้าขึ้น ทำนา ทำสวน ทำไร่ เจริญงอกงามดี ทั้งทำให้บังเกิดสติปัญญาด้วย ถ้าเดินทางไป ทางบก หรือเข้าป่า สวดภาวนาคลาดแคล้ว จากภัยอันตรายดีนักแล บั้นปลายก็จะ บรรลุพระนิพพาน ด้วยเมตตาบารมีนี้



ยันต์ไก่เถื่อน



เกร็ดเรื่องการออกรุกขมูลของสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน



เกร็ด เรื่องการออกรุกขมูลของสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน เกี่ยวกับไก่ป่านั้นมีผู้เล่าไว้ว่า เมื่อสมเด็จปู่ฯ สุกท่านถอนกลดเดินทางในป่านั้นเดินไปเรื่อยๆจนใกล้ค่ำจึงปักกลดตกกลางคืนก็ เข้าที่ภาวนาพอเช้าฉันบิณฑบาตแล้วตอนสายแก่ๆท่านก็ภาวนาพระคาถาไก่เถื่อนอีก คราวนี้มีไก่ป่ามามากมายหลายสายพันธุ์มารุมล้อมท่านบางตัวก็ขึ้นไปยืนบนเข้า ท่านทั้งสองข้างท่านจึงทราบว่าเป็นคาถาที่ทำให้ไก่ป่าเชื่องได้ปละเป็นคาถา ที่ใช้สร้างสมในทางเมตตาบารมีต่อมาเมื่อท่านไปปักกลดที่ไหนเพียงนึกถึงไก่ ป่าเท่านั้นยังมิได้ภาวนาพระคาถาไก่เถื่อนก็มีไก่ป่ามารุมล้อมตัวท่านแล้ว นับได้ว่าท่านได้สำเร็จเมตตาบารมีไปอีกขั้นหนึ่งแล้วไก่ป่านี้เป็นสัตว์ที่ เชื่องคนยากมากเมื่อเห็นคนหรือได้กลิ่นมนุษย์ก็จะบินหนีหลบซ่อนทันทีโดยที่ คนไม่ทันได้เห็นตัวมันดังจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับไก่ป่าในนิราศธารทองแดงในพระ นิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษกล่าวถึงไก่ป่าไว้ ว่า

ไก่ป่าเจ้าเสียงเตี้ย
เห็นคนก่นวิ่งบิน
ไก่ป่าขันเจี่อยแจ้ว
ลูกเมียเขี่ยหากิน
เห็นคนก่นวิ่งบิน
ซอกซอนซ่อนตัวเร้น
พาลูกเมียเขี่ยหากิน
เข็นเร็นรอกซอกซอนหาย
กลางดิน
กกเหล้น
ถาบตื่น
พุ่มไม้สูญหาย

ด้วย เหตุที่สมเด็จปู่ฯ สุกพระองค์ท่านอบรมบารมีมาในเมตตาและเมื่อพระองค์ท่านเป็นสมเด็จพระราชาคณะ แล้วพระคาถานี้จึงเรียกว่าพระคาถาพระยาไก่เถื่อนตั้งแต่นั้นมาดังได้กล่าวมา แล้วข้างต้นคาถาไก่เถื่อนนี้เป็นคาถาที่สร้างสมในทางเมตตาบารมีแต่มีที่มา ที่กล่าวไว้ในหนังสือพระประวัติและพระนิพนธ์สมเด็จพระอริยวงศาญาณฯสังฆราช สุกไก่เถื่อนญาณสังวรของนายสุเชาวน์พลอยชุมได้เขียนไว้ดังกล่าวข้างต้นว่า จากที่มาคือ "หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบได้ คือจารึกที่ฐานพระพุทธรูป "พระเจ้าล้านทอง" ที่เมืองพร้าวจังหวัดเชียงใหม่จารึกโดยพระติกขปัญญาเถระปละพระพลปัญญาเถระ เมื่อพ.ศ. ๒๐๖๙



ขอได้รับคำอนุโมทนา สาธุการเพื่อ
สาระความจาก
หนังสือ พระประวัติสมเด็จพระสังฆราช (สุกไก่เถื่อน) ISBN ๙๗๘๘- ๙๗๔– ๘๘๑๗๗– ๗– ๔

 


ประวัติและผลงานอาจารย์ผู้สอนพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับในยุคนี้





พระครูสิทธิสังวร (วีระ ฐานวีโร ผจล.ซอ. วิ)
วิทยฐานะ น.ธ.เอก ป.ว.ช.

หลวงพ่อวีระ หรือหลวงพ่อจิ๋ว ท่านเป็นผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ที่วัดพลับ คณะ5ในยุคปัจจุบัน ครับ  

บรรพชา – อุปสมบท
· พระอุปัชฌาย์ พระพิพัฒน์วิริยาภรณ์ (พระธรรมรัตนวิสุทธิ์)
· พระกรรมวาจาจารย์ พระครูไพโรจน์กิจจาทร (วิโรจน์)
· พระอนุสาสนาจารย์ พระมหาบุญเชิด สุชิโต (พระครูประสิทธิวุธคุณ)

การศึกษา
พ.ศ. ๒๕๒๖ สอบนักธรรมตรีได้ และศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)
พ.ศ. ๒๕๒๗ สอบนักธรรมโทได้ และศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)
พ.ศ. ๒๕๒๘ สอบนักธรรมเอกได้ และศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)

หน้าที่การงาน
พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นพระวินยาธิการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ รักษาการเจ้าคณะ ๕
พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะ ๕
พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นกรรมการดุแล บูรณะหลังคาพระอุโบสถฯ
พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร






สมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นพระครูใบฏีกา ฐานานุกรม ใน พระราชพิพัฒวิริยาภรณ์ วัดราชสิทธาราม
พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นพระครูสังฆรักษ์ ฐานานุกรม ใน พระเทพศีลวิสุทธิ์ วัดราชสิทธาราม
พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นพระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (ผจล.วอ.วิ.) ในราชทินนาม ที่ พระครูสิทธิสังวร

ผลงานด้านวิปัสสนากรรมฐาน
๑. สร้างพระรูปเหมือน หุ่นขี้ผึ้ง สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)
๒. ฟื้นฟูแนวปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)
๓. จัดทำพิพิธภัณฑ์พระกรรมฐานฯ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)

ผลงานด้านตำรา งานเขียนรวบรวม
พระ ประวัติสมเด็จพระสังฆราช ญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) ๓ ยุค , การสืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของพระราหุลเถรเจ้า องค์ต้นพระกรรมฐานมัชฌิมา , ประวัติไม้เท้าเบิกไพร , รูปญาณ อรูปญาณ , พระคัมภีร์ พระสติปัฎฐาน วิธีทำสันโดษ ดีวิเศษนักแล , กรรมฐานแก้กรรมรักษาโรค , สมถะหัวใจสู่วิปัสสนากรรมฐาน , พุทธานุสติกรรมฐาน . ตำนานพระฤาษีโภคทรัพย์ ๕ พระองค์ , สุญญตา และอื่นๆ อีกหลายเล่ม


งานเพื่อสาธารณะฯ
โครงการ จัดตั้งพิพิธภัณฑ์พระกรรมฐานสมเด็จสุก ไก่เถื่อน เพื่อรวบรวมเก็บรักษาสิ่งของมีค่าสำคัญเพื่อลูกหลานสืบไปได้อนุรักษา เช่น ไม้เท้าคู่บารมีพระราหุลเถรเจ้า เครื่องอัฐบริขารพ่อแม่ครูบาอาจารย์ยุคก่อนๆ ตำหรับตำราพระคัมภีร์สำคัญโบราณเพื่อการคันธุระ อาทิ พระคัมภีร์มูลกจาย คัมภีร์จินดามณี คัมภัร์ขึ้นพระธรรมลายพระหัตถ์สมเด็จสุกฯ เป็นต้น

โครงการคืนป่าให้วัดพลับ เพื่อสืบสานสถานปฏิบัติพระกรรมฐานที่สัปปายะเสมือนตำนานวัดป่าแก้ว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

กิจนิมนต์บรรยายและสอนแนวปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ











ของดีที่วัดพลับ ;วัดราชสิทธาราม คณะ5

ขอเรียนเชิญท่านญาติธรรมกัลยาณมิตรผู้มีเกียรติทุกท่าน ร่วมชุมนุมธรรมสังสรรค์ พบปะ และเยี่ยมพิพิธภัณฑ์พระกรรมฐานสมเด็จปู่สุก ไก่เถื่อน (ชมสิ่งของมีค่า เช่น

    ไม้เท้าคู่บารมีพระราหุลเถระเจ้า เครื่องอัฏฐบริขารครูบาอาจารย์ ตำหรับตำราเรียนโบราณที่เก็บอนุรักษ์รักษาไว้สืบลูกหลาน เช่น

        พระคัมภีร์ศึกษาด้านคันธุระ อาทิ คัมภีรมูลกัจจาย คัมภีร์จินดามณี เป็นต้น ณ คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร (วัดพลับ) เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร







ภาพไม้เท้าคู่บารมีพระราหุลลเถระเจ้า(ตามความเชื่อนะครับ)

ยอดวิชาแห่งพระกรรมฐานมัชฌิมาสิ่งที่ท่านจะได้เมื่อเข้าสู่ขั้นสูง

ยอดวิชาแห่งพระกรรมฐานมัชฌิมาสิ่งที่ท่านจะได้เมื่อเข้าสู่ขั้นสูง


พระ กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับนั้นเป็นวิชชากรรมฐานของศาสนาพุทธโดยตรง เมื่อท่านฝึกถึงขั้นสูงแบบถูกต้องและมีบุญบารมีเพียงพอจะสามารถแสดงฤทธิ์ ต่างๆเช่นการรักษาโรคของตนเองและผู้อื่นรวมทั้ง การรู้เห็นสัมผัสสิ่งที่เป็นทิพย์ดังจะได้พรรณาดังต่อไปนี้ (ข้อมูลด้านล่างเป็นเพียงข้อมูลโดยสังเขปยังมีเนื้อหาอีกมากมายรอให้ท่านไป เรียนรู้ครับ)


๑.วิชาบังคับธาตุขันธ์ ให้บังคับจากรูปกายทิพย์ ให้เปลี่ยนอริยาบทต่างๆ เช่น ยืน เป็นนั่ง เป็นนอน เป็นเดิน ทำให้กายทิพย์เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นแก่
ประโยชน์ของวิชาบังคับธาตุขันธ์ ยกสมาธิจิตให้สูงขึ้น จิตมีอานุภาพมากขึ้น
๒.วิชาแยกธาตุขันธ์ แยกธาตุน้ำก่อน แยกธาตุดิน แยกธาตุไฟ แยกธาตุลม ไม่มีกายมีแต่ธาตุเท่านั้น
มีประโยชน์ ใช้ทางมรรค ผล จิตขาดจากการยึดมั่นถือมั่น ในรูปกาย
๓.วิชาคุมจิตคุมธาตุ ใช้สมาธิขั้นเอกัคตาจิต คุมจิตตัวเอง คุมธาตุทั้ง ๔ ของตัวเองประโยชน์ ทำให้มีสติมีสมาธิเข็มแข็ง
วิชาธาตุปีติ ยุคล สุข

๑.ธาตุ ปีติ ยุคล สุข รวมกัน เรียกว่าธาตุธรรมกาย ใช้ทำเป็นพื้นฐานแห่งอภิญญา จิตแก่กล้าใช้ตติยฌาน(สุข)ได้เลย ถ้ายังไม่แก่กล้าใช้ถึงจตุถะอรูปฌาน ถอยมา ตติยฌาน(สุข)
๒.ธาตุปีติอย่างเดียว เรียกว่า ธาตุปีติวิมุติธรรม ทำให้กิเลสทั้งปวงหลุด พิจารณาโดยวิธี บริกัมว่า นิพพาน
๓.ธาตุธาตุยุคลหก เรียกว่า ธาตุกายอมตะ ประโยชน์ใช้ทำจิตให้สงบจากกิเลส พิจารณาว่า สงบ
๔. ธาตุสุขสมาธิเรียกว่าธาตุ สุขนิโรธธัม ประโยชน์ ทางสุขอยู่ในความว่าง เอาพระนิพพานเป็นอารมณ์
ธาตุปีติทั้งห้า (ธาตุเทวดา) ใช้ได้ทุกอย่างแล้วแต่จิต ธาตุยุคล(ธาตุพรหม) ใช้ทางเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ธาตุ สุข(ธาตุพระพุทธเจ้า) ธาตุกายสุข จิตสุข มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ทำจิตเป็นสุข สยบกิเลส ธาตุ อุปจารพุทธานุสติ ใช้สยบมารทั้งภายนอก ภายใน ใช้สยบภายในภายนอก
วิชาทำฤทธิ์

อธิฐานตั้งธาตุ ห้าดวง ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณธาตุ ให้ทำลายธาตุ น้ำ ทำลายธาตุ ไฟ ทำลายธาตุดิน ทำลายธาตุลม เหลือวิญญาณธาตุ ก่อนทำให้อธิฐานเอาฤทธิ์ก่อน
ธาตุภูสิโต


(ธาตุยิ่งใหญ่)
๑.ชุมนุมธาตุว่า เอหิปถวีพรหมา เอหิเตโชอินทรา เอหิวาโยนรายนะ เอหิอาโบอิสสรัง ว่าสามหน ธาตุทั้งสี่มาตั้งที่หทัยประเทศ
๒. เรียกภูตเข้าตัวธาตุ ว่าสามหน จตุรภูตา เอหิสมาคมะ ธาตุทั้งสี่ ปรากฏที่สะดือ
๓. เรียกภูตเข้าตัวธาตุ เตโช วาโย อาโบ ปถวี กสินะ นะโมพุทธายุ ภินทะติ นะพุทธัง นะปัจจักขามิ นะสิริ พันธนัง ธาเรมิ ให้ว่าสามหน เป่าเข้าตัวภูตมิออก ธาตุทั้ง ๔ ที่สะดือ มารวมที่หทัย


องค์ธรรมเก้า แห่งของ จุดอานาปาน


๑.ที่สะดือ ตั้งมั่น คือองค์ธรรมพระนาคี ที่ชุมนุมธาตุ
๒.จะงอยปาก รู้กำเนิดชีวิต คือองค์ธรรมของ พระธรรมวิมุติ
๓. ขื่อจมูก การดำเนินของชีวิต คือองค์ธรรมของพระธรรมกลาง
๔.ปลายจมูก ตั้งอยู่ของชีวิต คือองค์ธรรมของ น้ำ
๕.ระหว่างตา ความรอบรู้ คือองค์ธรรมของ ไฟ
๖. ระหว่างคิ้ว ความเป็นไปเบื้องหน้า คือองค์ธรรมของ สังฆราชา สงฆ์ผู้ใหญ่
๗. กลางกระหม่อม รู้แจ้ง คือองค์ธรรมของ ครูบาอาจารย์ และพระพุทธเจ้า
๘.ลิ้นไก่ รู้ปัจจุบัน ธรรมชาติ คือองค์ธรรมของ แผ่บารมี
๙.กลางหทัย สูญรวมความรู้ต่างๆ คือองค์ธรรมของ พระพุทโธ


วิชาสลายจิต


สยบจิต ด้วยเมตตา –อุเบกขา ประโยชน์คือ
สกดจิต ใช้เอกัคคตาจิต ประโยชน์คือ
ปลดปล่อยจิต นั่งดูจิต ดูกิเลส ผ่านไปเฉย ประโยชนคือ


วิชาโลกุดร สยบมาร

๑. ตั้งที่กลางสะดือ ภาวนาว่า สติสัมโพชฌงค์
๒.ตั้งที่เหนือสะดือ ๒ นิ้ว ภาวนาว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
๓.ตั้งที่หทัย ภาวนาว่า วิริยะสัมโพชฌงค์
๔.ตั้งที่คอกลวง ภาวนาว่า ปีติสัมโพชฌงค์
๕.ทั้งที่โคตรภูท้ายทอย ภาวนาว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖. ตั้งที่กลางกระหม่อม ภาวนาว่า สมาธิสัมโพชฌงค์
๗.ตั้งที่ระหว่างคิ้ว ภาวนาว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์
แล้วเปลี่ยนมา ภาวนาว่า โลกุตตะรัง จิตตัง ฌานัง
ผลประโยชน์ของวิชาโลกุดร สยบมาร>>
๑. แผ่ให้ผู้ที่ลำบาก ๒.แผ่บารมีให้มาร ๓.ทำจิตให้หลุดพ้น ๔.บูชาคุณครูบาอาจารย์ ๕. เมตตา ๖.ปราบมาร ๗. มีความเพียร ๘. ปราบคนทุศีล ๙. รักษาโรคกาย โรคจิต ตนเอง และผู้อื่น


วิชาสำรวมอินทรีย์


๑.ที่สะดือตั้ง ศีลวิสุทธิ
๒.ที่เหนือนาภีตั้ง จิตวิสุทธิ
๓.ที่หทัยตั้ง ทิฏฐิวิสุทธิ
๔.ที่คอกลวงตั้ง กังขาวิตรวิสุทธิ
๕.ที่โคตรภูท้ายทอยตั้ง มัคคามัคคญาณวิสุทธิ
๖.ที่กลางกระหม่อมตั้ง ปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ
๗.ที่หว่างคิ้วตั้ง ญาณทัสนวิสุทธิ แล้วว่า โลกุตรัง จิตตัง ฌานัง


ประโยชน์ คล้ายกับ วิชาโลกุตรสยบมาร สำรวมตนเอง ตรวจศีลบริสุทธิ

วิชาสำหรับผู้มีจิตทิพย์ สำรวจโลกภายนอก


๑.สะดือตั้ง อุทยัพพยญาณ เกิด ดับ
๒.เหนือสะดือ ภังคญาณ ดับอย่างเดียว
๓.หทัย ภยตูปัฏฐานญาณ คือความกลัวทั้งปวง
๔.คอกลวง อาทีนวญาณ เป็นโทษทั้งปวง
๕.ท้ายทอย นิพพิทาญาณ เกิดความเบื่อหน่าย
๖.กลางกระหม่อม มุญจิตุกามยตาญาณ เหมือนอยู่ในแหในชะลอม
๗.ระหว่างคิ้ว ปฏิสังขารุเปกขาญาณ อยากพ้นทุกข์แล
๘.ระหว่างตา สังขารุเปกขาญาณ วางเฉยสละเสียให้สิ้น
๙.ปลายจมูก สัจจานุโลมมิกญาณ หาทางไปนิพพาน


เข้าจักรสุกิตติมา

๑. สะดือ ตั้งสุกิตติมา ใช้ประโยชน์ เจริญแล้วเป็นสมาธิสงบ เกิดปัญญา เรียน
๒.เหนือสะดือ ตั้งสุภาจาโร อะไรก็ได้ จำแม่นเกิดปัญญา
๓.หัวใจ ตั้งสุสีลวา
๔.คอกลวง ตั้งสุปากโต
๕ท้ายทอย ไม่มี
๖.กลางกระหม่อม ตั้งยสัสสิมา
๗.ระหว่างคิ้ว ตั้งวสิทธิโร
๘.ระหว่าตา ตั้งเกสโรวา
๙.ปลายนาสิก ตั้งอสัมภิโต


เรียนปฏิจสมุปบาท เพื่อสลายความหลง มีชีวิต ก็มีวิญญาณ มีวิญญาณ ก็มีความยึดมั่น
ทาง ไปนิพพาน พิจารณาสังเวศสาม ๑.ปลงต่อความตาย ๒.หน่ายนามรูปแล้ว เอาชีวิตแลกเอาพระนิพพาน ๓.พิจารณาให้เห็นสังขารธรรม รูปธรรม นามธรรม วิบัติไปต่างๆ ปลงตามปัญญาพระไตรลักษณะ
นั่งจุกหู ใช้ปิดหู ปิดตา ไม่รับกิเลสภายนอก เหมาะสำหรับคนฟุ้งซ่าน ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ท่านให้ตั้งสมาธิที่หทัย ให้ตึงก่อน แล้วยกสมาธิมาปิดหูขวาก่อน สมาธิตึงดีแล้ว ยกมาที่หทัยตึงดีแล้ว ยกสมาธิไปปิดหูซ้าย ตึงดีแล้ว ยกมาที่หทัย ทำปิดตาก็เหมือนกัน
การเอาชนะกิเลส ให้ตรวจกิเลส ตัวไหนเกิดให้จดจำเอาไว้ แล้วเอาชนะกิเลสตัวนั้น
กิเลสตัวไหนเกิด ให้แผ่เมตตาให้กิเลส ให้อภัยกิเลส กิเลสจะไม่มาอีก คือมีสตินั้นเอง ให้เจริญความดีงามเหนือกิเลส ให้ยิ่งๆขึ้นๆไป
ธาตุอัปมัญญา ๔

เมตตา สีขาวธาตุน้ำ ดับโทสะตัวเอง และดับโทสะผู้อื่นด้วย

กรุณา ธาตุไฟ สีชมพู ผู้อื่นเดือดร้อน สีแดง ได้รับการช่วยเหลือแล้ว เป็นสีชมพู ดับความมืดในใจ
มุทิตา ธาตุลม สีฟ้า เหลืองนวล ประกายรุ้ง อากาศธาตุ ยินดีผู้อื่น เรามีความชุ่มชื่น
อุเบกขา ธาตุดิน สีขาว สีเขียว ประโยชน์ เป็นปัญญาสูงสุด ปัญญาลุ่มลึก มีความเฉยลึกซึ้ง ดินเขียวมีความรู้มากแต่ ไม่ยอมเผยแผ่ เช่น พระปัจเจกพระพุทธเจ้า ดินขาว เผยแผ่ความรู้ผู้อื่น
ธาตุรวมอัปมัญญา สีประกายพฤษ สีเงิน ใช้ได้ทุกอย่าง


๑.การศึกษามหาสติปัฏฐาน ควรศึกษาตั้งแต่ ๗ ขวบขึ้นไป
หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน อานาปานปัพพะ ประโยชน์แก้จิตที่วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน และวิตก
หมวดอริยาบท ประโยชน์ ทำให้เจริญสมาธิมั่นคงขึ้น
สัมปชัญญะปัพพะ ประโยชน์ทำให้เจริญสมาธิมั่นคงขึ้น
หมวดปฏิกูลปัพพะ ต้องมีสมาธิ มีฌานแล้ว ประโยชน์ตัดราคะ โทสะ
หมวดธาตุปัพพะ ต้องมีสมาธิ มีฌานแล้ว ประโยชน์ตัดคลายทางโลกลง
หันมาเรียนทางธรรมมากขึ้น
หมวดนวสีวถิกาปัพพะ(ป่าช้าเา) มีทวารทั้งเก้า มีองค์ฌาน ประโยชน์ยกจิตจากปุถุชนขึ้นสู่อริยเป็น
โสดาบันบุคคล
๒.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องใช้ฌาน ใช้สมาธิ ประโยชน์ แยกเวทนาออกจากกาย
๓.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องใช้สมาธิ และฌาน ประโยชน์ รู้จิตตัวเอง และผู้อื่น
๔.ธร รมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใช้สมาธิ และองค์ฌาน ประโยชน์ ฆ่ากิเลสโดยตรง ธรรมาเช่น นิวรณ์ธรรม ๕ ขันธ์ห้า อายตนหก โพชฌงค์เจ็ด หมวดสัจจะ เป็นต้น
หลวงปู่ ท่านสอนว่า ทำจิตให้เป็นสุขทุกเวลา นึกถึงความสุขต่างๆ เช่น การทำบุญกุศล การช่วยเหลือผู้อื่น การหลุดพ้น
สอน เดินน้ำ ข้ามห้อย ท่านให้นั่งริมฝั่งแม่น้ำ ให้มองเห็นดิน และเห็นน้ำ ให้เข้าฌาน ทำให้รอบกายเราสว่าง ทำที่นั่งแข็ง ให้นุ่ม ทำที่นั่งนุ่มให้แข้ง ทำอาโบธาตุ ให้เป็นปถวีธาตุ ทำปถวีธาตุ ให้เป็นอาโบธาตุ ทำธาตุน้ำ เป็นธาตุดิน ทำธาตุดินเป็นธาตุน้ำ
ก่อนทำให้ นั่งริมฝั่งแม่น้ำ ให้มองเห็น น้ำ และดิน แล้วให้อธิฐานก่อน แล้วจึงเข้าฌานทำให้รอบกายของเราสว่างไสวอย่างมากมาย ทำที่นั่งแข็งให้นุ่ม ทำที่นั่งนุ่มให้แข็ง อธิฐานธาตุดิน ปถวีธาตุ ให้เป็นอาโปธาตุ ธาตุน้ำ อธิฐานอาโปธาตุ ให้เป็นปถวีธาตุ เวลาทำให้นั่งริมฝั่ง มองให้เห็นน้ำ สามารถเดินข้ามน้ำไปได้
วิชาเหิน ขึ้นเขา ลงเขา ทำที่ไกล ให้เหมือนที่ใกล้ ให้เข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา แล้วอธิฐาน ทำที่ไกล ให้เป็นที่ใกล้
ทำได้แล้ว ให้ทำใจให้สงบ ไม่หลงติดในการเหิน ระงับความตื่นเต้น ดีใจ ให้ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สอน การดำเนินชีวิต อะไรควรทำก่อนทำหลัง สำรวจจิตตัวเอง ลำดับจิตตัวเอง ลำดับการงานที่จะต้องทำ ลำดับวิชาอะไรที่ ควรเรียนก่อน เรียนหลัง ทำประโยชน์ให้แก่สังคมให้มาก
ให้ยอมรับสภาพความเป็นจริง ยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลง ของตัวเอง ที่บรรลุมรรคผล เจอครูบาอาจารย์มากมาย อย่าหลงตัว ประคองจิตตัวเอง ทำความเป็นอยู่ให้ปรกติ ทำให้มาก
การอยู่ในความว่าง(สูญญตา) ดีพักผ่อน แต่วิปัสสนาจะไม่ก้าวหน้า ให้ถอยกลับมา สุข แล้ว เจริญวิปัสสนาต่อ จึงจะก้าวหน้า


วิชาสลายจิต สลายกาย

ประโยชน์หยุดความวุ่นวายภายนอก (สลายจากกายทิพย์ หายตัว)

ท่าน ให้สลายธาตุน้ำก่อน สลายแล้วคอจะแห้ง ต่อมาให้สลายธาตุไฟ ธาตุไฟสลายแล้ว จะรู้สึกหนาว ต่อมาจึงสลายธาตุดิน สลายธาตุดินแล้ว กายจะเบา ต่อมาสลายวิญญาณธาตุ สลายแล้ว จะดับความยึดมั่น ไม่มีร่างกาย ว่างแคว้งคว้าง
ธาตุลม ท่านห้ามสลาย จิตจะอยู่ที่ถุงลม ถ้าสลายธาตุลมต้องมีจิตกล้าแข็ง และกลับมาได้ เพราะสังขารกายเนื้อยังค้างคาอยู่
ปู่ สอน จิตกับอารมณ์อย่าแยกกัน จิตไม่ไปพร้อมกับอารมณ์ กิเลสแซก จิตไปพร้อม กับอารมณ์ กิเลสไม่แซก เรียกว่ามีสติ ประโยชน์ ใช้คุมตัวเอง ดูแลตัวเอง


วิชาตัดขันธ์

ใช้ เมื่อมีเวทนา และข่มทุกขเวทนาได้ ต้องมีจิตสมาธิกล้าแข็ง ลืมทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ ไม่เอาร่างกายแล้ว ตัดจากกายเนื้อ คล้ายวิธีสลายจิต ให้ตัดธาตุน้ำก่อน ตัดธาตุไฟ ตัดธาตุดิน ตัดวิญญาณธาตุ ดับความยึดมั่น ไม่มีร่างกาย ตัดธาตุลมสุดท้ายก่อนตาย
วิชาผ่อนคลายจิต เมื่อจิตกำลังสับสน วุ่นวาย ให้ถอยจิต หายใจลึกๆ พุ้งจิตไปที่พระพุทธเจ้า หรือพระพุทธรูป ดูนิ่ง เฉยๆ จะหายวุ่นวายใจเอง
วิชาสยบทุกขเวทนา ยอมรับทุกขเวทนา ถึงถึงกรรมของตัวเอง เช่น เรามีกรรมเป็นของตัวเอง เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และระลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้า
วิชาโลกุตร ๒๐ ประโยชน์ เป็นที่เกิดแห่งปัญญา เป็นที่สิ้นสุดแห่งสังสารวัฏ เป็นที่บรรลุธรรม ปลงอาบัติ อธิฐานได้ต่างๆ
กิเลสจรมา ให้ใช้จิตดูกิเลสเฉยๆ
ธาตุ โลกุดร ดวงแก้วมนินดำ ธาตุดิน สีเขียว แก้วไพฑูรณ์ ธาตุน้ำ เหลือง แก้วมณีโชติ ธาตุไฟ สีขาว แก้วบุญนาก สีขาว ธาตุน้ำ แก้วธัมราช เหลือง อากาศธาตุ แก้วมโนหอรจินดา ชมพู จิตธาตุ1

สลายอายตนะหก


ตา ธาตุน้ำ เห็นรูปดีก็ดี เห็นรูปทรามก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนสายน้ำไหล
หู ธาตุลม ฟังเสียงที่ดีก็ตาม เสียงที่ชั่วก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนลม พัดผ่านไป
จมูก ธาตุดิน ได้กลิ่น หอมก็ตาม ได้กลิ่นเหม็นก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนดินสลายไป
ลิ้น ธาตุน้ำ ได้ลิ้มรสดีก็ตาม ได้ลิ้มรสไม่ดีก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนสายน้ำไหลไป
กาย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สัมผัสดีก็ตาม สัมผัสชั่วก็ตาม ให้ทำจิตสลายธาตุทั้ง ๔
มโน(ใจ) อากาศธาตุ รู้ธรรมดีก็ดี ธรรมชั่วก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนอากาศสลายหายไป
ใช้น้ำสิโณทก

ให้ เอาขันน้ำ ตั้งตรงหน้า เอานวหอระคุณ คือ อิติปิโสฯลฯ ภควาติ ตั้งที่ ๙ (ปลายจมูก)ก่อน แล้วมาที่ ๑(สะดือ) มาที่ ๒ (เหนือสะดือ) มาที่ ๓ (หทัย) แล้วไปที่ ๕ (ท้ายทอย) มาที่ ๖ (กลางกระหม่อม) แล้วมาที่ ๗ (ระหว่างคิ้ว) ถึงที่ ๘ (ระหว่างตา) เอาตรงนั้น แล้วเพ่งลงที่น้ำสิโณทก ให้ทำ ๒-๓ ที่
ถ้าจะใช้ สิ่งใดก็ได้ทุกอัน ตามแต่อธิฐาน ใช้ทางเมตตามหานิยม ใช้ปัดรังควาน
วิชาดูแลจิต ดูแลกาย

 

 



วิชาระวังจิต ระวังกาย



วิชา ดูแลจิต ดูแลกาย ให้ทำจิตเป็นสมาธิ ถึงองค์ฌานก็ได้ แล้วปล่อยจิตออกไป กำหนดจิตไปที่หทัย ให้หายใจเบาๆ ให้ดูนิมิต เป็นวงกลมสีขาว จะสว่างขึ้น สว่างขึ้น ที่หทัย แล้วค่อยๆเลื่อนวงกลมสีขาว ที่หทัย ลงมาที่สะดือ เป็นจุดที่สอง ให้ค่อยๆเคลื่อน วงกลมสีขาวที่หทัย มาช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน ให้มีสติรู้ได้ทั้งนิมิตดวงกลมสีขาว และลมหายใจ เมื่อนิมิตวงกลมสีขาวนั้น มาถึงที่สะดือแล้ว ให้ตั้งสมาธิอยู่ที่นาภี(สะดือ) ประมาณคำหมากหนึ่ง(สอง-สามนาที) พอจิตสงบนิ่ง เข้าที่ดีแล้ว ก็ให้ตั้งสัจจะอธิฐานในใจว่า…….
ข้าพเจ้า ขอเรียนพระกัมมัฏฐาน วิชาดูแลจิต ดูแลกาย ขอพระยามารทั้งหลาย อย่าได้มารบกวน ข้าพเจ้า ในตอนนี้เลย



อธิ ฐานเสร็จ แล้วให้ปล่อยจิตให้ว่าง ทำใจให้สบาย ให้โปร่ง ให้โล่ง หายใจเข้า-ออก ลึกๆช้าๆ วิชานี้มีจิตเป็นใหญ่ มีจิตเป็นหัวหน้า มีจิตเป็นผู้นำ


เมื่อจิตสงบแล้ว สติจะตามรู้ได้เท่าทันอารมณ์ วิชาจะอยู่ได้ เฉพาะผู้ที่ปรารถนาที่จะเรียนเท่านั้น หากผู้ไม่ปรารถนาจะเรียน วิชาก็จะไม่อยู่ด้วย วิชานี้ต้องมีจิต ตั้งมั่น แน่วแน่ตัวรู้ ตัวรับรู้ ต้องรู้ให้จริง ไม่มีอุปาทาน ดูแลลมหายใจ ว่าเย็น หรือร้อน ลมหายใจถี่ หรือห่าง เบา หรือแรง จิตต้องรู้ได้ละเอียด ประณีต ลึกซึ้ง


การดูลมหายใจ เข้า-ออกนี้มีพระสาวก ของพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมาก ที่เรียนวิชาดูลมหายใจของตัวเอง รู้กิเลส รู้ธรรม และบรรลุธรรม ไปมากมายแล้ว
ดูจิต แบ่งออกเป็นสองฝ่าย จิตฝ่ายดี จิตฝ่ายชั่ว กรรมฝ่ายดำส่งผล จิตก็ตกอยู่ในอำนาจกรรมนั้น กรรมฝ่ายขาวส่งผล จิตก็ตกอยู่ในอำนาจกรรมนั้น ถ้าจิตฝ่ายชั่วเริ่มมีอำนาจ เกิดขึ้นทีละดวง ทีละดวง จิตก็จะบังคับให้กายลุกขึ้นทำความชั่วต่างๆ จิตจะบังคับให้กายแข็งกระด้าง วจีแข็งกระด้างขณะนั้นอาสวะทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ รุมอยู่ในตัวและจิตทั้งสิ้น กรรมฝ่ายชั่วเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เขาจะค่อยดับไปทีละดวง ทีละดวง


กรรมฝ่ายดีก็จะค่อยเกิดขึ้น ทีละดวง ทีละดวง ก็จะรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เขาจะตั้งอยู่ แล้วจะค่อยเปลี่ยนแปลงไป เขาเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตดี กายก็จะดีด้วย ลมหายใจก็จะเย็น สม่ำเสมอ จิตก็จะว่างจากอาสวะกิเลสมารบกวน จิตฝ่ายดี คิดทำดี ทำบุญทำทาน


ดู ลมหายใจ เมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบ ก็จะเฉยๆไม่รู้สึกอะไร รู้สึกแปลกใจต่างหาก ลมหายใจเย็นสงบ จิตก็สงบด้วย จิตก็จะไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ใดๆ ดูอะไร รู้เห็นอะไร จิตก็จะรู้จักรูปนาม เกิด-ดับ นั้นได้ จะไม่รู้สึกผูกพันเลย ไม่รู้สึกคล้อยตามด้วย


ถ้า จะเรียนวิชานี้ ต้องเอาจริง เอาจังกับจิต ต้องรู้ทันอารมณ์ กาย เวทนา จิต ธรรม วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา กิเลสตัวใดมาก็รู้ ทุกสิ่ง ทุกอย่างในโลกล้วนไม่แน่นอน อย่าไปติดอะไรแม้แต่ความสุข ทุกอย่างป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา อย่าทำไปตามอารมณ์ ถ้าทำตามอารมณ์ จะโดนหลอกลวง ถ้ารู้ทัน รู้ความจริงแล้ว จะไม่สะเทือน
การระวังจิต ระวังกาย กายเป็นบ่าว ให้ระวังจิต จิตดีอย่างเดียว จิตสบายอย่างเดียว กายก็ดี กายก็สบาย


วิชาหนีมนต์


ให้ ฝึกให้เห็นอักขระสามตัว ภาวนาว่า นะเยปะรัง ยุตเต ให้เห็นอักขระ อัง(ขอม) อยู่ระหว่างคิ้ว อักขระ อิง อยู่กลางกระหม่อม อักขระ อิ อยู่ท้ายทอย
เอา อัง มาติดกับ อิง อยู่หน่อยหนึ่ง จึงนำอักขระสองตัว(อัง อิง) ไปสู่ อิ แล้วจึงยกแต่ สูญเปล่า(สมาธิเปล่า ไม่เอาอักขระมา) คือสมาธิมาตั้งที่ ๗ (ระหว่างคิ้ว) อย่าเอาอักขระสามตัวมาเลย ถ้าสัตรูอยู่หน้าไว้หน้า ถ้าอยู่หลังเอาไว้หลัง อยู่ขวาไว้ขวา อยู่ซ้ายไว้ซ้าย
ประโยชน์ กันปีศาจ กันคุณไสย กันมารเข้าสิง
อุเบกขา

อหัง กัมมัสโก โหมิ เรามีกรรมเป็นของตน สุขก็เป็นของตัว ทุกข์ก็เป็นของตัว (เวทนา ทั้งหมด)ให้อยู่กลางๆเป็นอุเบกขา
อหัง กัมทายาโท โหมิ เรามีกรรมเป็นมรดก มรกดกรรมคือ กรรมดี กรรมชั่ว ให้ทำจิตเป็นอุเบกขา
อหัง กัมโยนิ โหมิ เรามีกรรมเป็นกำเนิด กรรมผูกมัดเรามาตั้งแต่ ปฏิสนธิ พร้อมเรา มีรูปสวยงาม จากกรรมดี รูปไม่สวย กรรมไม่ดี ให้ทำจิตเป็นอุเบกขา
อหัง กัมพันธู โหมิ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์ของกรรมคือ กิเลส กรรม วิปาก ให้ทำจิตอุเบกขา
อหัง กัมปฏิสรโณ โหมิ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กาย อาศัยจิต รูปอาศัย ธาตุ และจิตด้วย ทำอุเบกขา
แก้ ให้ขาดรสราคะ จะให้ขาดรส ราคะ ปฏิสนธิ อย่าให้กายชีวิตเนื่องกัน ยกชีวิตให้พ้นกาย คือยกจากที่ ๒ (สะดือ)ไปสู่ที่ ๓(หะทัย) ไม่ถึงที่ ๓ ก็ได้ พอพ้นที่ ๒
เข้าธาตุทั้ง ๔ แก้สารพักโรคทั้งปวง ได้สิ้น โรคปุราณ ก็แก้ได้ แต่ช้าหน่อย ไม่ต้องภาวนา ให้อธิฐาน ให้แผ่ซ่าน เข้าไปทางสายเลือด ทุกอนุของกาย
อาราธนาว่า ข้าขอเข้าธาตุทั้ง ๔ อินทรีย์ทั้ง ๕ โพชฌงค์ทั้ง ๗ ขอให้ระงับจิต ระงับกายให้สบาย ข้าจะขอเข้าเป็นนิคคหะที่ ๑ ข้าจะขอเข้าเป็นปัคคาหะที่ ๑
อันนิคคหะ คือข่มลงไปในที่ ๑ (สะดือ) อันปักคาหะ คือ ยกจากที่ ๑(สะดือ) มาที่ ๒ (เหนือสะดือ) มาที่ ๓ (หทัย) ทำไปจนกว่าจะได้สุข
แก้ปวดศรีษะ เส้นกำเริบ ธาตุวิปริต ให้ตั้งแต่ที่ ๙ (ปลายจมูก)มาที่ ๑ (สะดือ) แล้วอธิฐานว่า
ข้า ขอเข้าธาตุทั้ง ๔ อินทรีทั้ง ๕ โพชฌงค์ทั้ง ๗ อธิฐานแล้วจึงมาที่ ๒ (เหนือสะดือสองนิ้ว) จึงชุมนุม ธาตุทั้ง ๔ อินทรีทั้ง ๕ โพชฌงค์ทั้ง ๗ ในที่ ๒(เหนือสะดือ) นั้น แล้วแบ่งสมาธิออกตามฐานเท้าทั้งสองข้าง แล้วยกแต่ที่ ๒(เหนือสะดือ) ไปถึงที่ ๓ (หทัย) ถึงหทัยแล้ว ขอจะขอสัมปยุตธาตุทั้ง ๔ โพชฌงค์ทั้ง ๗ ในที่ ๓ นั้นเล่า แล้วจึงแบ่งสมาธิออกไปตามเท้าทั้งสองข้าง แล้วยกสมาธิไปสู่ที่ ๔(คอกลวง) ให้เป็นสุขหน่อยหนึ่งแล้วจึงยกไป ๙(ปลายจมูก) ๘ ระหว่างตา ๗ ระหว่างคิ้ว ๖ (กลางกระหม่อม) ๕ (ท้ายทอย) มาที่ ๔(คอกลวง) แบ่งสมาธิออกไปมือสองข้าง
ถ้าโรคไม่หนัก อย่าเข้าธาตุ อย่าชุมนุมธาตุ อย่าแบ่งธาตุ


องค์ธรรมจุด นวหอรคุณ ๙ จุด


๑. สะดือ องค์ธรรมคือ พระนาคี
๒.เหนือสะดือ องค์ธรรมคือ ธาตุดิน
๓.หทัย องค์ธรรมคือ พระพุทโธ
๔.สุดคอกลวง องค์ธรรมคือ พระธรรมมา
๕.โคตรภูท้ายทอย องค์ธรรมคือ ธาตุลม
๖.กลางกระหม่อม องค์ธรรมคือ พระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์
๗.ระหว่างคิ้ว องค์ธรรมคือ สงฆ์ผู้เป็นใหญ่
๘.ระหว่างตา องค์ธรรมคือ ธาตุไฟ
๙.ปลายจมูก องค์ธรรม ธาตุน้ำ
สัมปยุตธาตุ ๑.สะดือ ๒.เหนือสะดือ ๓.หทัย ๔. อุนาโลม
สัมปยุตปฤกษ์ กลางหทัย เลื่อนมากลางอก
คว่ำจักร แผ่บารมีธรรมจักรลงล่าง จุดอุณาโลม จุคไหล่ขวา จุคไหล่ซ้าย จุดเหนือสะดือ ทำสมาธิดู สี่ทิศ ลงล่างแผ่บารมี สู่นรกภูมิ
หงาย จักร แผ่บารมีธรรมจักร ขึ้นเบื้องบน จุดสะดือ จุดเหนือสะดือ จุดหทัย จุดอุณาโลม สงเคราะห์ผู้อื่น แผ่ให้ผู้มีคุณ ครูบาอาจารย์ พบพระพุทธเจ้า พบสหายธรรม แผ่เมตตา
จันทกลา ลมซ้าย ยับยั้งมาร เวลาลมซ้ายออก สุริยกลา แผ่บารมีให้มาร ปราบมาร
ชัก คลองจักษุ ไม้หวั่นไหว ในกิเลสภายนอกที่มายั่ว ตามีธาตุน้ำมาก ตาเห็นรูปที่สวย รูปที่ชอบใจ ทำให้ระงับเหมือนสายน้ำไหลไป ตาเห็นรูปที่ชั่ว รูปที่ไม่ชอบใจ ทำให้ระงับเหมือนสายน้ำไหลไป


วิชาดูแลจิต ดูแลกาย

ให้ ทำจิตให้ว่าง แล้ววางไว้ที่หทัย ดูที่หทัย แล้วเลื่อนลงมาที่ กลางสะดือ แล้วอธิฐานว่า ข้าพเจ้าจะขอเรียนพระกัมมัฏฐาน ดูแลจิต ดูแลกาย ขอมารทั้งหลาย อย่ามารบกวน ข้าพเจ้าในเวลานี้เลย แล้วนั่งดูความว่างที่สะดือเฉย ต่อมาให้พิจารณาธรรม แล้วประเทืองปัญญา
วิชาระวัง จิตระวัง กาย กายเป็นบ่าว ของจิต ถ้าจิตใจสบาย กายก็สบาย จิตเป็นสุข กายก็เป็นสุข ไม่นอนกระสับกระส่าย
เปรียบเทียบ

วิชาสลายจิต สลายกาย วิชาตัดขันธ์ วิชาทำอิทธิฤทธิ์

หนีความวุ่นวายโลกภายนอก หนีทุกข์เวทนา จากกายเนื้อ ทำฤทธิ์ได้ต่างๆ

ให้ตัดจากกายทิพย์ ต้องมีสมาธิจิตกล้าแข็ง ลืมทุกสิ่งฯ มีมโนมฤทธิ์ เป็นต้น


๑. สลายธาตุน้ำก่อน(คอแห้ง) ๑.สลายธาตุน้ำ ๑.สลายธาตุน้ำ
๒.สลายธาตุไฟ (หนาว) ๒.สลายธาตุไฟ ๒.สลายธาตุไฟ
๓.สลายธาตุดิน (หนักเบา) ๓.สลายธาตุดิน ๓.สลายธาตุดิน
๔. สลายวิญญาณธาตุ ๔.สลายวิญญาณธาตุ ๔. ห้ามสลายวิญญาณธาตุ
ดับความยึดมั่น ลืมทุกสิ่งทุกอย่างได้ วิญญาณธาตุรู้แจ้งอิทธิ
ไม่มีร่างกาย ไม่เอาร่างกาย ทางทวารทั้งหก
๕. ห้ามสลายธาตุลม(จิตอยู่ถุงลม) ๕. สลายธาตุลมสุดท้าย ก่อนตาย ๕.สลายธาตุลม-อาธาตุ
เพราะสังขารยังมีอยู่ ถ้าขันธ์ยังอยู่กลับมาได้


วิชาธาตุดวงแก้ว ๔ ดวง


นะ แก้วมณีโชติ อาโบธาตุ น้ำ (หัว)
มะ แก้วไพฑูรณ์ เตโชธาตุ ไฟ (ใจ)
อะ แก้ววิเชียร วาโยธาตุ ลม (หลัง)
อุ แก้วปัทมราช ปถวีธาตุ ดิน (ปาก)
เสก ต่อแตนใช้ใบมะขาม หรือใบไม้อะไรก็ได้ เป็นใบไม้ใต้เกราะกำบัง ใบบนต้นที่ถูกกำบัง เสกด้วย มะ ธาตุไฟ ตามด้วยธาตุลม คือ มะ อะ อุ นะ เป็นต่อแตนแล
ทำน้ำมนต์ใช้ได้ทุกอย่าง ให้ทำตอนยามสาม ยามสี่ สงัดนักแล เสกแผ่ด้วยอำนาจแห่งเมตตา ใช้ได้ทุกอย่าง ทำลายทุกอย่าง ไม่ว่าเป็นความ สะเดาะเคราะห์ ผีเข้า เป็นไข้ เป็นต้น รดน้ำมนต์เย็นด้วยเมตตา อธิฐาน ขอให้น้ำที่เย็น เย็นเข้าถึงจิตใจผู้รับ เย็นขั้วหัวใจแล
เป่าให้เย็น ทั่วสารพางค์กาย และลมออกทวารแล ต้องประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ ๑. จิตผู้เป่าต้องบริสุทธิ์ ๒.จิตผู้รับต้องดี ๓.พระคาถาดี เวลาเป่าให้อธิฐานถ้าคนผู้นี้มีบุญ หรือมีกุศลส่งแล้ว ขอให้รับการเป่าคาถานี้ได้ หรือขอให้เกิดเวลาจิตเขารับได้ จะมีอาการขนพองสยองเกล้าฯ




การใช้อักขระ ๒๗ ตัว


๑. นะ ใช้เรียกฝน ใช้ทางเมตตา นอ นี้ใน ว่าหามิได้ รูปร่างบ่เป็น
๒. โม มหาละลวย นิยมชมชอบ คนนิยม โม ว่าอ่อน บ่ห่อนแข็งเข็ญ
๓. พุท พระปัตติมาร ตรัสได้ทุกตัว ทำได้ทุกอย่าง , ตรัสรู้เห็นประเสริฐนักหนา
๔. ท หนักให้เบา เบาจิต เบากาย
๕. ยะ ตัววิญญาณ การเคลื่อนที่ไปของธาตุ ใช้ลงคนที่ซึมเศร้า คนง่วงหงาวหาวนอน คุยแล้วไม่สนใจลงได้ คนสนใจจ้องเขม็งไม่ต้องลง
๖. ทา ตรีเพช ปลุกเสกให้มั่น
ทอ ทา ทอ ทม สี่ตัวอุดม ทรงเป็นอัตตรา
๗. สิ เพ็ชน่าทั่ง ตังลง ตัวคุม อักขระ สิ ว่าแข็ง เรี่ยวแรงตัวกล้า ว่ามั่นคง
๘. ทอ หนูหมารสะดม เมตตามหานิยม เหนียว ลงเครื่องยนต์
ออ ว่าเห็นตรง บ่ได้มืดมัว
๙. อะ ตัวงาม ตัวดีมีสิ่งไม่ดี เขียนอักขระ อะ ลงไป เป็นสิ่งดีหมด
๑๐. อา พระยาราชสีห์ ลงคุมครองผู้ใหญ่ ข้าราชการดี อา ว่าหนา ว่าเล่น มาไม่ถึงอยู่ข้างนอก
๑๑. อิ – มิ พระยาราช อักขระ ตัวกัน ของไม่ดี กันของชั่วร้าย
( ท.ทา ท.ทม ) ลงเรื่องเกี่ยวกับการเจรจา การทูต ทนาย ทางความ
๑๒. อี อิ อี เรี่ยวแรงตัวกล้า
๑๓.อึ อื คือไว้ภายในกายา คุ้มครอง ป้องกัน อันตรายภายในภายนอก ลงให้ทหาร
๑๔.อื
๑๕.อุ อู หาที่เสมอไม่ หาที่สุดมิได้ ถือไว้ให้แน่ จักได้กุศล ถ้าจักภาวนายิ่งกว่าฝูงคน ลงค้าขาย ใช้เรียกอะไร เรียกคนก็ได้ เพิ่มพูลขึ้น ต้องการอะไรมากๆ
๑๖.อู
๑๗. ฤ ตัวมา ตัวโอม ตัวเป่า อยู่ในใส้
๑๘. ฤา ตัวไป ลงท้าย ว่าตรงมา
๑๙. ฦ ใช้ได้ไม่เปล่า ใช้เมตตา ว่าได้
๒๐. ฦา ไปทั้วจักรวาลย์ กันภัย ฦ ฦา ว่ารู้ ลือไปทั่วทั้ง ๘ ทิศสา
๒๑. เอ แอ กุมภัณลับหอก ตัดรอนสิ่งไม่ดีให้ขาด
๒๒. แอ ตัวงดแล
๒๓.ไอ มีตะบะ
๒๔.ใอ พระยาราชสีห์
ใอ ไอ กล่าวเรื่องราว กล่าวกลอน ว่ากลัว ว่าอย่า
๒๕. โอ โหร อง บันลือ หัวทุกทีว่ามีอารมณ์ ควบคุมอารมณ์
๒๖. เอา อำ ให้งดไว้ก่อนพิจารณาให่แน่
๒๗. อัง
อะ ปราบศัตรู ไม่มีคู่สู่ ๔ ทวีป ปราบศัตรูในล้ำโลกา

พุทธานุสสติ


ปีติ ๕ ทำธาตุ ยุคล ๖ ทำธาตุ สุขสมาธิธาตุ พุทธานุสติ ธรรมมานุสสติ สังหานุสสติ ภาวนาเป็นอนุโลมปฏิโลม ใช้นิ้วเรียกสติกลับ
ตั้งจุดอานาปาน เป็นอิทธิฤทธิ์
๑.สะดือ ตั้งเป็นตุณหิ แต่สมาธิเปล่า ๑ บาท ๕ นาที แต่ละจุด ตั้งสมาธิเปล่า ๕ นาที บริกรรม ๕ นาที ทุกๆที่
๒.เหนือสะดือ ๒ นิ้ว อิติปิโสภะคะวา
๓.หทัยประเทศ นะ โม พุท ธา ยะ เรียงแถวชั้นนอกนี้จะถอย บริกรรมออกมาได้บ้าง ไปไว้หน้าบ้าง
๔.สุดคอกลวง นะจังงัง โมจังงังพุทละลาย ธาคลาย ยะห่ามิตาย หายบัดเดี่ยวใจ แก้อับจน
๑๐ ท้ายทอยยะทาพุทโมนะ มหาละลวย
๕.โคตรภูมิท้ายทอย นะวาคะภะโสปิติอิ อิทาเรนะ โอนะทา นะปิดตา โม มิเห็น
๖.อัช ดากาษ บนกระหม่อม นะโมพุทธายะ นะจังงัง โมจังงัง พุท สิทธิกำบัง ลับอยู่ ยะหายไป (๖มา ๗ หว่างคิ้ว เดชะหายลับศูนย์ อัง อะ อะ ศูน ศูน อิ แล้วว่า อิททาเรนะ โอนะทา นะปิดตา โมมิเห็น ปัญญาศูน ธาตุนิพพานังสัมปยุตตัง จะมาจับไปไว้ ๙ หนหลัง หนหน้าอย่าเปลี่ยนเลย
๗.อิสวาสุ เมตตา
๘.ทิพย์ศุนย์หว่างคิ้ว อีงอะอะ
๙..มหาศูนย์หว่างจักษุ ธาตุนิพพานัง
๑๐.จุลศูนน้อยปลายนาสิก
๔-๓-๖-๗-๘ หายตัว
๑-๒-๓ ดำเนินธาตุ
๔ กันคุณไสย
๕ กำบังภายนอก
๖ เมตตา
๑๐ งวยงง
อาการสามสิบสอง
ใช้รักษาโรค ๓๒ ชนิด
ธาตุ ดิน ๒๐ เกศา ผม โลมา ขน นะขา เล็บ ทันตา ฟัน ตะโจ หนัง มังสัง เนื้อ นะหารูเอ็น อัฏฐิ กระดูก อัฏฐิมิญชัง เยื้อในกระดูก วังกัง ม้าม หะทะยัง หัวใจ ยะกะนัง ตับ กิโลมะกัง พังผืด ปิหะกัง ไต ปัปผาสัง ปอด อันตัง ใส่ใหญ่ อันตุคุนัง ใส่น้อย อุททะริยัง อาหารใหม่ กะรีสัง อาหารเก่า มัตถะรุงคัง สมองศรีษะ>>
ธาตุน้ำ ๑๒ ปิดตัง น้ำดี เสมหัง เสลด ปุพโพ หนอง โลหิตัง เลือด เสดท เหงือ เมโท มันข่น อัสสุ น้ำตา
วะสา มันเหลว เขโฬ น้ำลาย สิงหานิกาน้ำมูก ละสิกาไขข้อ มูตตัง น้ำมูต>>
กสิณ๑๐

๑.ปฐวี หม้อใหม่ เดินน้ำ
๒.อาโป น้ำใส ดำดิน
๓.เตโชเนื้อไป รักษาโรค
๔.วาโย ลมข้าวเปลือก บังหวน
๕.นีลัง เขียว
๖.ปิตัง เหลือง
๗.โลหิตัง แดงดอกชบา
๘.โอทาตะ ขาวน้ำเงิน
๙.อาโลก ขาวเหมือนเงาน้ำต้องแดด ทำให้สว่าง
๑๐.อากาศ เปล่าไม่มีอันใด ผ่านฝากำแพง


อสุภกรรมฐาน ๑๐


๑.อุทธุมาตะกะ ซากผีพอง ทำใหญ่ ทำมาก
๒.วินิลกะ ซากผีเขียว กำบัง
๓.วิปุพพกะ ซากผีน้ำหนองไหล กำบัง เป็นน้ำท่วม
๔.วิทฉิททกะ เขาสับฟัน เป็นท่อนๆ ผีขาดสองท่อน แบ่งตัว แยกร่าง
๕.วิกขายิตะกะ กา หมา แร้ง กัดกินซากผี เสกเป็นแร้ง เป็นหมา ไล่ข้าศึก
๖.วิกขิตตกะ แยกเป็นท่อน หัวขาด ตีนขาด แยกมากๆ
๗.หตวิกขิตตกะ ขาดกระจัดกระจาย เขาเชือดเลือดทั้งตัวผี
๘.โลหิตกะ เขาเชือดเลือดทั้งตัวผี
๙.ปุฬุวะกะ หนอนกินซากผี ตามทวารทั้ง ๙
๑๐.อัฏฐิกะ ปรากฏ แต่กระดูกขาว ปากประกาศิต
๗-๘-๙-๑๐ เป็นอนุโลม ปฏิโลม เป็นวาจาสิทธิ์ ถอยหลัง เล็กใหญ่
หตวิกขิตตกะ โลหิตกะ ปุฬุวกะ ถึงอัฎฐิกะ เข้าปฐมฌาน แล้วตรึกไป คือพูดเสียงที่เกิดในใจ
ตรึก(นึกความเป็นไป แล้ววางเฉย) แล้วจึงพูดออกมาเป็นวาจา ให้เป็นธรรมชาติ เป็นมัชฌิมา
จึงเป็นประกาศิตแล
๑-๑๐ แก้ปัญหา แก้ความ ทำน้ำมนต์ ใช้เทียนขี้ผึ้งหน้าผี ด้ายมัดผี ล้างหมดทำนิมิตจึงถึงกระดูก
ให้เป็นกระดูกผุหมดกระจายหายไปตามลม
๑๐-๑ ชนะหมด ล้างหมด แก้คุณใส ทุกชนิด แก้กระทำ
๑-๑๐, ๑๐-๑ แก้คุณใส
๑-๕ แก้อาถัน อาเพศ
๕-๑ แก้ที่อาถัน
๑-๕,๕-๑ เปิดกรุ
๕-๑๐ แก้บ้า
๑๐-๕ กันพายุ กันลม เสกด้วย เห เห ปฏิเสวามิ กันไฟ เสกนกคุ้ม กันลม กันฟ้า เสกลูกสะกด
๕-๑๐, ๑๐-๕ เมตตาเป่าเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง

 

วิธีรักษาโรคตามแบบพระกรรมฐานมัชฌิมา;

 

 


ในนี้เพียงแต่ตัดย่อใจความมาเท่านั้นนะครับห้ามเดินจิตเองโดยไม่มีอาจารย์กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับควบคุมเด็ดขาดเพราะจะเป็นอันตรายได้






วิธี รักษาโรคตามแบบพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ นี้มีความอัศจรรย์เป็นอย่างมากผูู้สนใจฝึกต้องเรียนรู้จากพระอาจารย์กรรมฐาน มัชฌิมาเท่านั้นและผู้ที่จะใช้วิชานี้ได้ต้องเรียนรู้พระกรรมฐานผ่านถึงห้อง ขั้นสูงแล้วเท่านั้นจึงจะมีผลสัมฤทธื์ที่ดีขึ้นมาได้

ที่นำมาตัดตอน เผยแพร่เพื่อรักษาองค์ความรู้แบบโบราณไว้และเพื่อชักจูงใจกุลบุตร กุลธิดาทั้งหลาย ให้สนใจในกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ นี้และรักษากรรมฐานดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาไว้สืบๆไป

พระนวหรคุณ 9 ที่
และ
วิธีรักษาตัวเอง
ของ
สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร สุก ไก่เถื่อน
บัดนี้จะกล่าวในปกิณกะกถา แก้ในพระนวหรคุณที่ตั้ง มี ๙ ที่



๑.อัชชดากาษเบื้องต่ำ (สะดือ)
๒.บนนาภี นิ้วหนึ่ง
๓.ห้องหทัยวัตถุ
๔.ห้องสุดคอกลวง
๕.โคตรภูท้ายทอย
๖.อัชชดากาษ เบื้องบน (กระหม่อม)
๗.ทิพยสูญหว่างคิ้ว
๘.มหาสูญหว่างจักษุ
๙.จุลสูญน้อยปลายนาสิก
ที่ ทั้ง ๙ จุดนี้ เป็นทางระงับโทษต่างๆ เป็นทางที่จะซ่อนเร้นเวทนาต่างๆ เมื่อใกล้จะดับสูญ จะเป็นที่พึ่ง แก้ไข ระงับการป่วยไข้ อาพาธทุกขเวทนาต่างๆ ตามลัทธิบูรพาจารย์ ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาแต่ปางก่อน
พระ โยคาวจรผู้พากเพียร ได้ปฏิบัติสมถะกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ชำนาญวสีดีแล้ว ให้ยกเอานิมิตที่ปรากฏในที่ตั้งพระกรรมฐานนั้นก็ดีด และองค์พระปีติ ๕ องค์ใดองค์หนึ่ง ที่ได้ชำนาญนั้นก็ดีและองค์พระธาตุให้เป็นอารมณ์ จึงยกเอานิมิตเอาไปไว้ในที่ตั้ง ๙ แห่ง ตามเหตุตามผล จะได้แก้ไขเจ็บไข้ทุกข์เวทนา จะให้ระงับโรคาพาธ โทษต่างๆ ได้ ให้รู้บาปธรรม คือ อกุศลจิต ๑๔ ตัว
บาปธรรม ๑๔ ตัว

อกุศลเจตสิก ๑๔ ตัว
ให้พรโยคาวจรเจ้าผู้พากเพียร รู้จักบาปธรรม อกุศลเจตสิก ๑๔ ตัวนี้ให้เข้าใจ จะระงับโทษได้
โมโห หลง
อโนตตัปปัง มิกลัวแก่บาป
โลโภ อยากได้ด
มาโน มานะ
อิสสา ริสษา
กุกกุจจัง กินแหนงใจ
มิทธัง หลับง่วง

   อหิริกัง มิละอายแก่บาป
อุทธัจจัง สะดุ้งใจ ฟุ้งซ๋าน
ทิฏฐิ ถือมั่น
โทโส โกรธ
มัจฉริยะ ตระหนี่
ถีนัง หดหู่
วิจิจฉา ลังเลสงสัย

นี้บาปธรรม อกุศลเจตสิก ๑๔ ตัว
กิเลสบาปธรรมทั้ง ๑๔ ตัวนี้ เมื่อเกิดขึ้นในตัวเราจะทำให้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ เกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้


รูป แสดงจุทีตั้งนวหรคุณ ๙ จุด

ที่ ๑. เป็นที่ระงับเวทนาทั้งปวงแล
ที่ ๒. เป็นที่เกิดแห่งบาปธรรมทั้งปวง ตั้งที่ ๒ ที่ ๓ เกิดกำลังนัก อันห้องพระพุทธคุณนั้น คือระหว่างที่ ๓ มาถึงที่ ๒ นั้นเป็นชุมนุมธาตุ
ที่ ๓. เป็นที่ปฏิสนธิ กุศล และ อกุศลสัมปยุตธาตุ
ที่ ๔. เป็นที่หลับ ที่ขาดรส ที่ภังคะ ที่นิโรธสัจ ร่วมกัน
ที่ ๕. เป็นที่ซ่อนเวทนาทั้งปวง ทั้งขาดบาปธรรม เมื่อจะอาสันนกรรม ดับพิษงู ฝีทั้งปวง
ที่ ๖. เป็นที่อดใจ เป็นขันติ ความอดทน โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม
ที่ ๗. เป็นที่ประหารแห่งโทษทั้งปวง เป็นตบะเดชะด้วย
ที่ ๘. เป็นที่เกิดปัญญาเห็นโทษ
ที่ ๙. เป็นที่นำแห่งความยินดีทั้งปวง และนำปฏิสนธิแห่งสัตว์


แก้ธาตุกำเริบวิบัติ

ถ้า ธาตุทั้ง ๔ กำเริบก็ดี จะแก้ให้ยกจิต ประกอบด้วยนิมิต ลงไปไว้ที่อัชชดากาษเบื้องต่ำ คือ สะดือ ก่อนที่เดียว จึงอธฐานจิต ชุมนุมธาตุทั้ง 4 อินทรีย์ทั้ง 5 โพชฌงค์ 7 อย่าให้รายออกตามที่นั้นเลย ให้อธิฐานซึ่งธาตุทั้ง 4 อินทรีย์ทั้ง 5 โพชฌงค์ 7
ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
อินทรีย์ทั้ง 5 คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
โพ ชฌงค์ 7 คือ สติสัมโพชฌงวค์ ธัมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชเงค์ ลงในที่อันเดียวกันนั้นเถิด ฯ ครั้นจะรายตามที่ตั้งขึ้นมา ธาตุซึ่งกำเริบนั้น และ โรคที่กำเริบนั้น ก็จะเคลื่อนตามโรคที่ขึ้นมานั้น จึงห้ามมิให้รายขึ้นมา ถ้าว่าจะหายใจก็ดี ให้เอาสติกดรักษาลง ไว้ที่อัชชดากาษเบื้องต่ำ คือสะดือ มิให้ลอยขึ้นมาจนได้ จนกว่าโรคนั้นจะสงบลง
(จบ แก้ธาตุกำเริบวิบัติ)

แก้โทสะ โมหะจิตต์ เกิดวิตกหนัก

ถ้า โทสะจริตได้เกิดโทสะหลง เกิดวิตกหนักก็ดี จะคลายลง ให้เอา เจตสิกกับจิตอารมณ์ที่แต่งให้เป็น กุศล อกุศล อัพยากฤต เป็นต้น กลางๆ ทั้งปวงประมวลลงมาที่ 1 จึงอธิฐานให้ระงับจึงยกไปสู่ที่ 5 เมื้อจะไปนั้นอย่าให้ขึ้นทางตรงทางเก่านั้นจะฟุ้ง ให้ขึ้นชิดสันหลัง จิตไม่ฟุ้ง นี้แก้วิตก แก้โทสะจิตต์ โมหะจิตต์แต่ที่เบาๆ นั้น ครั้นถึงที่ 5 แล้วให้ตั้งอยู่หน่อยหนึ่งจึงถอยไปที่ 9 แล้วปลายสวาสดิ์ไปให้ไกล แล้วเอาสติกลับลงไปตั้งที่ 1 นั้นเล่า ทำให้ได้ 2 – 3 หน จึงจะได้ความสุขนั้น
ถ้าให้บังเกิดร้อนนักอย่างเดียว จะให้คลายลง ให้ประมวลเจตสิก ตามอย่างเมื่อครั้งแรก แต่เมื่อจะขึ้นจากที่ 1 ไปสู่ที่ 5 นั้น อย่าพึ่งขึ้นตามสันหลังก่อนให้ขึ้นตามทางกลาง จาก 1-2-3-4 สามทีก่อน จึงให้หนี ขึ้นไปทางชิดสันหลังไปสู่ที่ 5 เมื่อจะกลับลงมาทางที่ 1 นั้นให้กลับลงมาทางชิดสันหลังทางเดียวกันนั้นให้ทำอีก 2 ครั้ง รวมเป็น 7 ครั้งด้วยกัน ถ้าความร้อนนั้นมิหยุด ก็ให้รู้ว่าอาสันกรรมจะมาถึงแล้ว ก็ให้ซ่อนอยู่ในที่ อนุโลมนั้นเถิดฯ

ถ้าจะใช้น้ำสิโณทก

ถ้าจะ ใช้น้ำสิโณทกให้เอาน้ำตึงซึ่งหน้า แล้วเอาพระนวหรคุณทั้ง 9 (อะสังวิสุดลปุสะพุภะ) ให้ตั้งที่ 9 ก่อน แล้วไปที่ 1-2-3 แล้วไปที่ 5-6-7 ครั้นถึงที่ 8 ให้เอาตรงที่ 8 แล้วลงน้ำสิโณทกนั้น ให้ทำ 2 – 3 หนเถิด ถ้าจะใช้สิ่งใดก็ได้ทุกอัน ตามแต่จะอธิฐานเถิด ทำเหมือนกันสิ้น
แก้เป็นวัณโรค
ถ้า เป็นวัณโรคจะให้เคลื่อน ให้เอาหัวแม่มือกดเพดานบน บริกรรมว่า สูญๆ ให้เต็มกลั่นแล้ว น้ำลายที่ติดหัวแม่มือนั้น ทาที่วัณโรคนั้นสัก 2 – 3 ครั้ง บริกรรมว่า สูญๆ หายแล
แก้ลมขึ้น
ถ้าลมขึ้นเบื้องบนให้เดิน จงกรม แล้วปรายสวาสดิ์ คือหายใจออก ไปไกลเที่ยวให้เต็มเหนื่อยจงได้ จะขึ้นหนักเท่าไรพึงตั้งที่ 1 ชักที่ 2 ไปที่ 3 ห้องหทัยวัตถุ ขึ้นไปข้างไหนให้ชัดกวาดข้างนั้น เถิดฯ


แก้ขัดยอก

ถ้าขัด ยอกขาให้เพลียไปก็ดีให้ตึงก็ดี จะแก้ให้นอนหงายก็ได้ นั่งเหยียดเท้า นั่งพิงพนักก็ได้ ให้ตั้งที่ 9 ให้ขาดก่อน จึงส่งไปลงที่ปลายเท้า เอาขึ้นมาปลายเสีย แล้วให้ส่งไปปลายเท้าใหม่เล่าแล้ว จึงขึ้นมาประหารเสียที่ 7 เล่าให้ทำเวียนอยู่ที่นี้กว่าโรคจะหายนั้น
จะบำเพ็ญทาน
ถ้าจะบำเพ็ญทานสิ่งใดให้ตั้งที่ขาดบาปธรรม จึงได้ผลานิสงส์มาก ขาดบาปธรรมคือที่ 5
จะใช้พระคาถา
ถ้าจะใช้พระคาถาบริกรรมทั้งปวงนั้น ให้เอาพระคาตั้งที่ 9 พร้อมจิต จึงเอาสมาธิวิถีทับลงเถิด

 



รูปแสดงที่ตั้ง 9 แห่ง

ถ้า ปวดศรีษะหนักก็ดี เป็นโรคปัจจุบัน โรคบุราณ โรควิปริตทั้งปวง แม้เวทนา ยังพอแก้ไขได้อยู่ ยังมิได้แตกร้าวจะให้แก้ธาตุให้ตั้งที่ 1 โรคไขออหทวาร ถ้มิออกให้นรอนหงายลง เอามือกุมขัดสมาธิยกเท้าขึ้น เอาปัญญาส่งไปทวารเถิด ครั้นออกทวารแล้ว จึงเลื่อนตั้งที่ 2 เป็นที่ชุมนุมธาตุในที่ตั้งนั้นเอง ครั้นสุขแล้วจึงชักลงไปที่ 1 แล้วไขออกทวารเล่า แล้วขึ้นมาตั้งที่ 3 ชักลงไปที่ 1 แล้วไขเสียเล่าให้ขึ้นมาตั้งที่ 2 ให้เป็นสุขแล้วทำฌานทั้ง 4 เถิด ถ้าโรคนั้นหนักแก้ไม่หาย จึงยกหนีไปอยู่ที่ 5 และอนุโลมจนกว่าจะพ้นจากเวทนานั้น ให้ธาตุทั้งปวงดับก่อน ให้ชีวิตดับต่อเมื่อภายหลัง อย่าให้ระคนปนด้วยธาตุ จึงไม่มีความเวทนาครั้นตั้ง ธาตุ 4 สัมยุตด้วยชีวิตจะบังเกิดเวทนา ครั้นยกจิตไปตั้งที่ 5 และที่อนุโลมแล้ว ธาตุทั้งปวงสัมปยบุมิถึงเลยหาความเวทนาจะเบียดเบียนเมื่อจะอาสันกรรมนั้นมิ ได้ แม้โรคนั้นเบาให้เอาลงสันหลังลงไปชิดที่ 1 จึงชักที่ 2-3 ลงไปที่ 1 อันนี้แก้โทษเบาเล็กน้อยง่ายดี ถ้าจะแก้โรคทั้งปวง ถ้าจะแก้โรคทั้งปวง จำปรายสวาสนั้นด้วยถ้าไม่ปลายมักเกิดโรค
แก้ไข้หนัก
ถ้าไข้หนักให้ ผลักอารมณ์นั้นขึ้นข้างเคียวคอไปอนุโลม แต่ผลักเปล่านั้นช้าๆ ให้มือกุมศรีษะอย่างพิงพนักอารมณ์ไปเร็ว กุมแต่มือเดียว อย่าให้ลมถูกลิ้นไก่ไหว ค่อยระลายลมแต่เบาๆ

ปีติ 8 ประการ
แก้ขัดเบา แก้โรคเกิดในกายต่างๆ ทำให้เลือดลมเดินสะดวก



ตั้งหทัยแล้วลงไปที่ 1 แล้วกลับมาขึ้นตั้งปิติสัมโพชฌงค์ ที่หทัย แล้วคลุมจากหทัยไปที่ศรีษะก่อน จึงลงมาทั่วตัวจนถึงเท้า
โลมาปิติ
สังฆปิติ
ปัพพวัณณปิติ
สุขปิติ
   มหาโลมาปิติ
มหาสังฆปิติ
มหาปัพพวัณณปิติ
มหาสุขปิติ
   คลุมแต่ผิวหนัง
คลุมในเนื้อ
คลุมในเส้นเอ็น
คลุมในกระดูก

แก้ขัดเบา แก้โรคเกิดในกายต่างๆ ทำให้เลือดลมเดินสะดวก
ครั้น คลุมลงมาถึงคอแล้ว ให้คลุมลงไปในเส้นเอ็นจนถึงเท้า แก้ไข้จับ โรคต่างๆ ก็ได้ ถ้าขัดเบาให้ลงไปตามทวารเบานั้นเถิด ถ้าโรคบังเกิดในผิวหนัง บังเกิดในเนื้อในเส้นเอ็น และ กระดูกก็ดีให้ย้ายไปตามฐานโรค บังเกิด นั้นพิเศษนักแล
จะขาดบาปธรรม
อันจะขาดบาปธรรมนั้นให้ตั้งที่ 7 ก่อน ถ้าไม่หายไปที่ 6 ถ้าไม่หายไปที่ 5 หายสิ้นแลตั้งที่ 7 อย่าตั้งลงที่แท้ ให้เคียงลงไปที่ อา นั้น ถ้าตั้งที่ 6 ให้ตั้งที่ใต้ที่นั้นลงมาหน่อยหนึ่ง คือ ที่ อึ นั้น

ปลูกรสอาหาร แก้อดอาหาร แก้กระวนกระวาย แก้อัสวาสดิ์ 2 อย่าง


ถ้า จะปลูกรสอาหาร ให้ตั้งถัดที่ 4 ขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ตั้งแต่ปลายลิ้นเข้ามากลางแล้วมาต้น ให้เป็นสุขทั้ง 3 ที่แล้ว ให้ข้าวแก่คนไข้เถิด
แก้กระวนกระวาย แก้อดอาหาร
ถ้าอดอาหารให้โรโทโร ทาอยู่ จะแก้ให้หายให้เอาสมาธิตั้งที่ปลายนาสิกสิ้นแล้ว ชักเขามากลางลิ้น จึงอธิฐานตั้งธาตุทั้ง 4 เข้าสัมปยุตในที่นั้น จึงเอาจิตชักทั้งสี่ทิศเข้ามาที่กลางลิ้นนั้น แล้วจึงเลือนขึ้นไปต้นลิ้นนั้นเล่า แล้วชักไปที่ 5 นั้นเถิด หายอยากรสอาหาร แก้กระวนกระวาย ทั้งชุมนุมธาตุเกิดกำลัง
แก้อัสวาสดิ์ 2 อย่าง
อัสวา สดิ์นั้นเป็น 2 อย่าง คือ อัดลงไปตั้งที่ 2 และที่ 3 นั้น จำนั่งเงยหน้าขึ้นด้วย จึงมีเจือกันนั้นอย่างหนึ่ง อัดขึ้นคือภังคะ ดับ ให้ขาดที่นั้น ขึ้นไปตั้งที่นั้น จำนั่งก้มหน้าลงสักหน่อยและย่อกายด้วยจึงมีเจือกันอย่างหนึ่ง อันอัดนี้อย่าให้เจอกันได้เลยทีเดียววิเศษนัก และยิ่งกว่าทั้งปวง แลถ้าอัดขึ้นที่ 4 ถึงจุอยู่ช้าก็หาโทษมิได้ อันอัดขึ้นถึงที่ 5-6-7 นั้น ถ้าหาวิตกเจือมิได้ ถึงจะอยู่ช้าเท้าใดก็ดี แม้วิตกยังเจืออยู่จะอยู่พ้น นาที 1 มิได้ จะฟุ้งเสียแลที่หลับ ที่ขาดรส ที่ภังคะ ที่นิโรจสัจร่วมกัน ที่ตื่น ที่ปลูกรส ที่สมุทัยร่วมกัน

1.อัชชดากาษเบื้องบน


ถ้า จะเข้าจักร สุกิตติมา นั้นให้ออกแต่สมาธิเปล่าก่อน ครั้นเจนเข้าที่แล้วจึงออกสุกิตติมาตามอย่างก่อนนั้น แล้วจึงให้ตั้งจักรที่ 5 คือ 1-2-3-4-6 ครั้นครบทั้ง 5 แล้ว จึงให้คลี่ออกเป็นบาท เป็น นาที เล่า อันเป็นบาทนั้นคือ อันเป็นนาทีอันแต่ละที่นั้น บริกรรมให้จนจบ พระคาถาจงทุกที่ทั้ง 8 ที่นั้นเล่า

สุกิตติมา
สุภาจาโร
สุสีลวา
สุปากโต
ยสัสสิมา
วสิทธิโร
เกสโรวา
อสัมภิโต
   อยู่ที่ 1
อยู่ที่ 2
อยู่ที่ 3
อยู่ที่ 4
อยู่ที่ 6
อยู่ที่ 7
อยู่ที่ 8
อยู่ที่ 9

ฌานโลกุตร 19 คือ โลกุตตะรังฌานัง



ให้ ถอด โลกุตตรัง จิตตัง ฌานัง ออกเป็นพิเศษ เป็นที่เพ่ง ที่เดิน ที่พัก ในที่ตั้งลมคือ ที่ 1 อัชชดากาษเบื้องต่ำ สะดือ ที่ 7 คือทิพยสูญหว่างคิ้ว แล้วทำให้เป็นอนุโลม ปฏิโลม
ถ้าตั้งมิอยู่ลอยขึ้นมาก็ดี เลื่อนออกมาข้างหน้าก็ดี จะตั้งให้อยู่ให้ตั้งตีนครุ ดังนี้ก่อนจึงให้ตั้งลงกลางตีนครุนั้น มิเลื่อนมิลอยเลย อยู่ได้ที่แล จะตั้งที่ใดให้ตั้งตีนครุที่นั้น จงทุกๆ ที่เถิด ฯ



จะทำปิติ ประวัติตั้งแต่ที่ 4 เวียนซ้ายแต่ช้าลงไปที่ 1 แล้วหยุด จึงขึ้นตรงมาเอาที่ 4 แล้วจึงเวียนขวาลงไปจนถึงที่หนึ่งเล่า แล้วเข้ามาอยู่ในที่ 1 นั้น เมื่อเวียนข้างในแต่ให้คลาดออกมาข้างนอกด้วยเหมือนคลุม ถ้าเป็นสุขแล้วก็เอาเถิด ถ้ายังไม่สุขให้ทำอย่างนี้อีก 2 นาทีกว่าจะหาย ถ้ามิหายชักสู่ที่ 5 ลงมาสู่ที่ 9 แล้วปรายสวาสดิ์หายใจออกไป จึงขึ้นเอาที่ 8-7-6-5 ให้ตั้งอยู่ในที่ 5 นั้นเที่ยว 2-3 นาทีแก้สะท้านร้อน หนาว เมื่อยขบ
แก้เส้นยอกขัดขวาง
ถ้าเส้นยอกขัดขวางอย่างปัตคาตก็ดี จะให้หาย ให้สูบลม่เข้าไปแต่เบาๆ แล้วกุมไว้ที่คอแต่เบาในลมนั้นค่อยตึงกระสายไปสักหน่อย ถึงที่เจ็บขัดยอกนั้นคลาย ให้ปรายสวาสดิ์หายใจออก ไม่ปรายมักเกิดโรค จามออกมาทีไรฉวยเอาลมนั้น สูบไว้ทุกทีตั้งสมาธิเกิดที่ 5 นั่งก้มคอสักหน่อยจึงจะมิเจือกันแล
แก้ธาตุทั้ง 4 ดับสูญ

ถ้าธาตุ ทั้ง 4 ดับแล้วก็ดีผัดไปได้อีก 7 วัน ถ้าสูญให้สูบลมเข้ามาด้วยหีบ ก่อนแล้ว เอามือปิดข้างหีบไว้ สูบเอาข้างหับเข้ามาแต่ในปรานเดียว ข้างจันทสูบหับก่อนแล้วจึงหีบ (จันทกลา ลมซ้าย สูรย์กลาลมขวา แล้วเอา อะอุทธัง ไปสู่ อเหฏฐา แล้วเอา อา ยก อเหฏฐา ขึ้นมาสู่ อัง ก่อน จงยกไปสู่อัง ให้ติดกัน ถ้ามิไปสู่ อัง ก็ให้ไปสู่ อา เถิด อันสูบเข้ามานี้เป็นชุมชุมธาตุให้พร้อมข้างภายใน กว่าสมาธิจะตั้ง แล้วแก้ธาตุด้วยแล
แก้ลงท้อง
ถ้าลงท้องหนักให้ตามสันหลังไปที่ 1 จึงชักแต่ที่ 1 ลงไปทวารเบื้องต่ำ ถึงแล้ว ให้กำอารมณ์ขึ้นมาที่ 1 แล้วเอาอารมณ์ขึ้นมาสู่ที่ 2 พิจารณาดูมีความสุขแล้วเอาเถิด ถ้ายังให้กุมอารมณ์ขึ้นมาที่ 3 ถ้ามิหาย นั่งนอนก็ดี ให้สติกำอารมณ์ไว้ในที่ 2-3 นั้นกว่าจะคลายทีเดียว
รูปภาพแก้ให้ขาดรสราคะ สูบลมเข้า แก้โรคเขาอื่น

ถ้า จะให้ขาดรสราคะปฏิสนธินั้น อย่าให้กายกับชีวิตนั้นเนื่องกัน ให้ยกชีวิตขึ้นไปเสียให้พ้นกาย คือให้ยกที่ 2 ขึ้นไปอยู่ ที่ 3 ก็ได้แม้มิถึงที่ 3 แต่พอด้นที่ 2 สักหน่อยหนึ่งก็ได้ แล้วชักเอารสราคะในที่อยู่คือที่ 1 ไปเผาเสียในที่เจ็ดนั้นเถิด
สูบลมเข้า
ถ้า สูบลมเข้ามาเท่าใด ก็ให้ปลายออกไปเท่านั้น ไว้มักเกิดโรค ถ้าปรายออกไปมากแล้ว ให้สูบเข้ามาไว้บ้าง อันลมออกมากนั้น จะให้โทษสิ่งใดนักนั้นหามิได้ แต่สมาธิมีสิ่งเดียวนั้นแล
แก้โรคเขาอื่น
อัน จะแก้โรคเขาผู้อื่นนั้น ให้ตรวจน้ำให้ก่อน ถ้าไม่หายจึงให้ชุมนุมธาตุอินทรีย์ และโพชงค์ ถ้าไม่หายยกไปที่ขาดบาปธรรม ที่ตัวเราเอง ถ้าจิตนั้นมีความกรณุณาผู้ไข้นั้นพักอยู่ อารมณ์นั้นย่อมท้ออยู่ จะทำการมิเป็น ให้ปลงอารมณ์เป็นอุเบกขา ให้ขาดจากความรัก ความกรุณาก่อน จึงทำการเป็น ครั้นแก้แล้วให้ปลายสวาสดิ์ หายใจออกทุกครั้ง แล้วนั่งเป็นสุขในที่ 9 ทุกครั้ง จะมิเสียตัว ถ้ามิทำดังนี้ พลอยเสียตัวมีมากแล้วให้ว่า โอกาเส ติฏฐาหิ ปรายสวาสดิ์แล้วตั้ง ที่ 7 ให้มันสิ้นไปแล
รูปภาพสูญแตก

ลักษณะ สูญแตกนั้นดังดั่งเสียงปืน อันสูญร้าวดังดั่งคั่วข้าวตอก ถ้าแตกร้าวในที่ 2-3 ได้แก่ตัว ในที่ 7 ได้แก่ผู้มีพระคุณทั้งปวง แตกในที่ 8 ได้แก่พี่น้อง แตกในที่ 9 นั้นได้แก่บุตรทาริศาย์ทั้งปวง ถ้าร้าวแต่ลำบาก ถ้าแตกตายแต่ว่าช้า 30 วันบ้าง 15 วันบ้าง ถ้านิมิตกองเพลิงซึ่งหน้าตายเร็ว 6-7 วันแล
ภังคะ
ครั้นกินอาหารแล้วให้กลืนน้ำ 3 ที แล้วให้ภังคะ (ดับ) ในที่รสอาหาร ในที่ 4 หน่อยหนึ่งแล้วชักลงไปที่ 7 นั้นเถิด ให้ทำจงทุกวัน ถึงกินของแสลงก็หาโทษมิได้ อันภังคะคือให้ตั้งสมาธิอยู่กับที่ อย่าให้เลื่อนลงไปตามน้ำที่กลืนนั้น แล้วนำไปที่ 7
นั่งจุกหู
นั่งจุกหูนั้นให้ตั้งที่ ภ คำหมากหนึ่งก่อน แล้วยกขึ้นมาปิดหูข้างขวาก่อนครั้นตึงแล้ว ลงไปที่ 3 อยู่คำหมากหนึ่ง แล้วยกขึ้นมาปิดหูข้างซ้าย ครั้นตึงแล้วจึงยกไปที่ 3 เถิด

แก้ธาตุผูก บอกให้ผู้อื่นแก้ไข้ แก้ไข้กินอาหารมิได้

ถ้า ธาตุผูก 9 วัน 10 วัน จะแก้ให้เอาสมาธิไปตั้งที่ 2 ที่ 3 ที่ 1 แล้วเอาลงไปตั้งทวารที่ประตูนั้นแล้วจึงเอาจิตปรายออกไป ตามทางทวารนั้น 2-3 ที่ให้เอาอารมณ์ตั้งที่ประตูไว้จะลงช้าจน 3 คำหมากถ้าเบาขัดให้ยกไปตามทางนั้นก็ได้
บอกให้ผู้อื่นแก้ไข้
อันจะบอก ให้ผู้อื่นที่ไม่ได้เรียนพระธรรม จะหักเวทนานั้นให้บริกรรม อรหัง ก่อนโรคนั้นจึงระงับเร็วต่อไกลจึงบริกรรมด้วย อนัตตา ถ้าเวทนามีกำลังนักก็ดี ให้กรวดน้ำให้แก่เจ้ากรรมนายเวรให้คนไข้ยึดขันน้ำแล้วแผ่เมตตา นี้ระงับเวทนาเร็วนัก ถ้าแก้ผ้าให้ว่าโทษเกิดในกายทวาร ถ้าโทษนั้นเกิดในใจให้ว่าโทษเกิดในมโนทวาร ขอพระธรรมเจ้าจงมาประหารเสียซึ่งโทษให้บริสุทธิ์ ด้วยเดชคุณแก้ว 6 ประการจงมาเป็นที่พึ่งแก้นี้เถิด
แก้ไข้กินอาหารมิได้
ถ้าไข้มิได้แตก ร้าว กินข้าวมิได้ 9-10 วันก็ดี เดินเหินได้อยู่จะแก้ให้ทำอารมณ์ อุเบกขา เป็นอารมณ์ตั้งในที่เกิดรส ถัดที่ 4 ไปมาหน่อยหนึ่งเอาสมาธินำไปที่ 7 มาที่ 1 ชักไปยังที่ 2-3 ตั้งอยู่ที่ 4 เป็นที่สุดทีเดียวที่หลบเวทนานั้นอย่างเก่า
ออกบัวบานพรหมวิหาร

ถ้า จะออกบัวบานพรหมวิหาร ครั้นตั้งจักร ด้วยสุขีแล้ว จึงออกแต่สุขี แต่ในภูมิไป ทุติยะถึงทุติยออกด้วย อเวรา แต่ทุตยะนั้นออกขึ้นตรงหน้าถึง พรหมโลก จบ อเวรา จึงคลุมแต่พรหมโลกลงมาเอาขอบจักรวาลให้เห็นขอบจักรวาลอยู่ พอจบ อเวรา แล้วจึงช้อนลงไปตามศิลาปฐพี รอบลงไปเอาอเวจีด้ย อเวรา จบหนึ่งเล่า กลับมายังภูมิ บริกรรมด้วยสุขีสักคำหมากหนึ่ง (จบบัวบาน)
ห้ามแก้โรคทั้งปวง

อัน จะแก้โรคทั้งปวงเขานั้นทำแต่ตัวเอง ครั้นแก้ผู้อื่นจะเสียตัวด้วยโรค ผู้ใดบอกให้ตัวเขาแก้ตัวเขาเอง แต่ที่ได้เรียนด้วยกัน จะแก้เขานั้นอย่าทำเลย
ถ้าจะยาตราไป

ถ้าจะยาตราไปที่แห่งใดๆ ก็ดี ให้ตั้งสัจจบารมีต่อคุณพระพุทธเจ้าก่อน เอาปัญญาพิจารณาเหตุว่าคุณพระพุทธเจ้าจะเป็นที่พึ่งได้แต่เหตุ 3 ประการ คือ อุปเฉทกรรม-อุปปิลกรรม-ปัจจุบันกรรม นี่คุณพระพุทธเจ้าช่วยได้เป็นเที่ยงแท้ แต่โบราณกรรมสิ่งเดียวนี้ คุณพระพุทธเจ้าช่วยมิได้เลยเป็นเที่ยงแท้ อันกุจะไปบัดนี้จะรู้ว่ามีกรรมสิ่งใดมิรู้ได้ ถึงว่าเป็นบุราณกรรมแล้วก็ดี ก็จะเอาชีวิตแรกเอาพระนิพพานเถิด อย่าถือทิฏฐิว่ากูได้เรียนพระธรรมเป็นที่พึ่งแล้ว จะกันอันตรายได้นั้น อย่าให้ไวอารมณ์อย่างนี้ (คือทิฏฐิ) เอาตัวรอดมิได้เลย ให้ปลงต่อความตายแล้ว จึงไปเถิดหาอันตรายมิได้
แก้จิตต์หยาบ

ถ้า จิตหยาบจะแก้ให้ละเอียด ให้ทำฌานโลกอุดร ทั้ง 4 นั้น ให้ลงข้างหน้าขึ้นข้างหลัง แล้วลวงทางกลางให้ทำ 4-5 ครั้ง กว่าจิตจะละเอียดนั้น
แก้หวัดไอ

แก้หวัดให้ตั้งที่ 9 ก่อน แล้วไปที่ 8-7-6 ครั้นถึงที่ 5 ให้รวยลง ไปแผ่นดินเหล็กขึ้นมาที่ 1 แล้วลงไปแผ่นดินเหล็กเล่า ขึ้นลงอยู่แต่ที่นี้ให้ล่วงนาทีก่อน นาที 1 หกปราณ ปราณหนึ่ง 10 อักษร ครั้นล่วงนาทีแล้วไขลงทวารเบื้องต่ำ ถ้าไม่หายให้ร้อยลงไปไขเล่าทำไปดังนี้ ให้ได้ 2-3 ที่กว่าจะคลาย อย่าขึ้นมาข้างบนเลย
ตื่น – หลับ

ตั้งที่ใต้คอกลวงนั้นหน่อยหนึ่ง ที่ขื่อกระดูกคอเป็นที่ระงับเหตุทั้งปวง ตั้งที่นั้นเป็นที่ทดลอง ที่คอนนอนกรนนั้นดู แล้วถึงที่หลับ – ตื่น
เจริญพรหมวิหาร

ถ้าจะ ทำพรหมวิหารแก่ผู้มีเวรนั้น ให้กระทำแก่ผู้มีเวรอันมีคุณนั้นก่อน คือให้ตั้งในภูมิด้วย สุขี คือ ให้สงบอยู่แต่ในภูมิ ก่อนแล้วจึงจะไป ทุติยะ แล้วไป จตุถ ไปปัญจม แล้วไป ทุติยะ เล่า เข้ามายังภูมิให้สงบสักหน่อยหนึ่ง ด้วยสุขี แล้ว จึงออกไปยังทุติยะ ด้วย สุขเล่า ครั้นเมื่อจะออกไปยังผู้มีเวรนั้น ให้ออกด้วยพระคาถานี้
อเวราโหนตุ อัพยาปัชฌาโหนตุ อนีฆาโหนตุ สุขอัตตานัง ปริหรันตุ สุขี สัตว์ๆ สุข โหนตุ สุขีๆ กัมมัสสโก
ครั้น เมื่อถึงผู้มีเวรแล้วให้บริกรรมด้วยสุขี ให้สงบหน่อยหนึ่งจึงกลับเข้ามายัง ทุติยะ ด้วยอเวราเล่า แล้วจึงเวียนซ้ายเป็นปฏิโลมด้วยสุขีเล่า แล้วเข้ามายังภูมิให้สงบ เมื่อจะออกไปยังผู้มีเวรทั้งปวงนั้นให้กระทำแก่ผู้มีเวรทั้งปวงนั้นเรียงกัน อยู่ก่อน จึงเอาแต่ภูมิมาทุตยด้วย สุขี แล้วจึงออก ทุติยะ ไปด้วย อเวรา จนทุกคนกว่าจะสิ้นผู้มีเวรกัน ถ้าเป็นการเร็วก็อย่าเรียงตัว อเวรา เลยให้ร้อยตลอดไปด้วยสมาธิ ให้สิ้นผู้มีเวรทั้งปวงทีเดียวแล้ว ให้กลับมายังภูมินั้นเล่าด้วย อเวรา เล่าแล้วนำไปยังที่ 7 ทิพยสูญหว่างคิ้ว แล้วให้กลับมายังภูมิ ให้สงบในภูมิสักคำหมากหนึ่ง แล้วเอาเถิด
ออกสังกระลึกกระนัย

เครื่องจองจำ

ถ้า จะออกสังกระลึกกระนัยให้ออกต่อหน้าผู้มีเวรที่เดียว แล้วกลับตรงเข้ามาอย่างเมื่ออกทีแรกนั้น ถ้าออกบัวบานนั้น ให้ออกแต่ภูมิไปยังทุติยะ ด้วย สุขี แล้วส่งขึ้นพรหมโลกด้วย อเวรา เล่า แล้วคลุมลงมใาเอาขอบจักวาลด้วยอเวรา แล้วรวบลงเบื้องต่ำไปถึงอเวจีด้วย อเวรา แล้วกลับไปยังภูมิด้วย อเวรา เล่า ให้สงบอยู่ในภูมิ สักคำหมากหนึ่งแล้วเอาเถิด
แก้ธาตุหย่อน

ถ้า ปฐวี อาโป เดิมนั้นหย่อน จึงให้ร้าวเป็นเกล็ดด้วย เตโช วาโย จะลั่นมิตลอด ถ้าจะแก้ให้ชุมนุมธาตุก่อน แล้วอธิฐาน เตโช วาโย ตั้งก่อน แล้วจึงเอา ปฐวี อาโป ช้อนข้างบน คือที่ในภูมินั้นแล้วจึงยกธาตุทั้ง 4 นั้นขึ้นมาชุมนุมในหทัยเล่า แล้วจึงเข้าอินทรีย์ โพชฌงค์ ทับลงเล่า สักคำหมากหนึ่ง 2-3 คำ หมากแล้วจึงประมวลเข้ามาให้สิ้นด้วยประการทั้งปวง คือ ธาตุทั้ง 4 อินทรีย์ 5 โพชฌงค์ 7 มาตั้งในที่ 4 นั้น เล่า สัก 1-2-3 คำหมาก แล้วจึงยกแต่ที่ 9 นั้นไปยังผู้ใช้นั้น ให้ตั้งอยู่ในภูมิสักคำหมากหนึ่ง แล้วจึงยกประหารเสียในที 7 หาตัวเองนี้เล่าให้ทำ 2-3 ครั้ง แล้วทำเหมือนเมื่อแรกมานั้น ครั้นออกมายังตัวเรานั้นอย่าประหารเลย ให้คลุมลงให้ทั่วกายอย่างคลุม โลมาปิติ นั้น แต่เมื่อจะคลุมนั้นให้นึกว่าด้วยเดชพระพุทธเจ้าขอเอาให้ อาโป ปฐวีธาตุ ที่หย่อนนั้นขอให้พร้อมกัน ขอให้เป็นปรกติธาตุ อย่ามีอันตรายเลย
รูปภาพแสดงแก้ธาตุทั้ง 4 ให้ระงับจิตระงับกาย

แก้ปวดศรีษะ แก้พบสัตว์ร้าย
ข้า จะขอเข้าธาตุทั้ง 4 อินทรีย์ทั้ง 5 โพชฌงค์ทั้ง 7 ขอให้ระงับจิตตระงับกายให้สบาย จะขอเข้าเป็นนิคคหะที่ 1 จะขอเป็นปัคคาหะที่2 อันนิคคหะคือข่มลงไปถึงที่ 1 และปัคคหะคือยกแต่ที่ 1 มาที่ 2-3 ให้ทำไปจนกว่าจะได้สุขนั้น นี้แก้โรคสารพัด ทั้งปวงได้สิ้นทุกประการ าอย่างบุราณแก้โรคทั้งปวงด้วยกันแต่ช้า
แก้ปวดศรีษะ
ถ้า ปวดศรีษะหนักก็ดี เส้นกำเริบก็ดี ธาตุวิปริตก็ดี โรคอันหนักจะแก้ให้คลายนั้นให้ตั้งแต่ที่ 9 ลงไป เอาที่ 1 แล้วจึงอธิฐานว่า ข้าขอเข้าธาตุทั้ง 4 อินทรีย์ทั้ง 5 โพชฌงค์ทั้ง 7 แล้วจึงยกมาที่ 2 จึงขอชุมนุมธาตุทั้ง 4 อินทรีย์ทั้ง 5 โพชฌงค์ทั้ง 7 นั้นในที่ 3 นั้นเล่าแล้วจึงแบ่งสมาธิชักออกตามเท้าทั้ง 2 นั้นเล่า แล้วยกสมาธิขึ้นมาสู่ที่ 4 ให้เป็นสุขหน่อยหนึ่งแล้วจึงยกไปที่ 9-8-7-6-5 แล้วจึงชักมาสู่ที่ 4 แล้วจึงแบ่งสมาธิไปมือทั้ง 2 ข้างให้ทำไปกว่าจะคลาย ถ้าโรคนั้นมิหนัก ก็อย่าให้เข้าธาตุอินทรีย์ เลยให้แบ่งแต่สมาธิออกก็ได้ อย่าชุมนุมสัมปยุตอย่างแบ่งธาตุนั้นเลย อย่างหนึ่งเร็ว แต่จำศึกษาให้เจนก่อนจึงจะแบ่งได้
ที่ตั้ง 9 แห่งนี้อย่างหนึ่ง

สำหรับผู้สงสัยวิธีปฏิบัติมัชฌิมากรรมฐานแบบลำดับ









    *กรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สืบต้นสายมาจากพระราหุลเถระเจ้าซึ่งเรียนมาจากพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก ผู้ชำนาญทางกรรมฐานแบบต่างๆ แลท่านได้รวมเป็นการศึกษาแบบกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ

    *สมเด็จพระสังราช สุก ไก่เถื่อน (สมเด็จพระญาณสังวรมหาเถรเจ้า) องค์บรมครูวิปัสสนาจารย์ เป็นผู้สืบทอดสายวิชชาประจำกรุงรัตนโกสินทร์

    *พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ฝ่ายเถรวาท  ถือคติตามพระธรรมวืนัย และพระธรรมปฏิบัติ พระอรหันตสาวก

    *แนวการปฏิบัติสายวิชชาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ แบบแผนเดิม มีขั้นตอนลำดับหมวดหมู่จากสมถะ (หยาบ) ไปสู่ขั้นวิปัสสนา (ละเอียด)

   * องค์คุณของการนอบน้อม เริ่มจากพระศรีรัตนตรัยสูงสุด (พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา) และคูณครูบาอาจารยืสืบ ๆต่อ ๆ กันมา

   * วิถีการบอกกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ แบบดั้งเดิม จะต้องได้รับการดูแลตรวจสอบสภาวะจิต โดยครูบาอาจารย์ผู้รู้ ที่สุดแห่งสายวิชชา คือ อัปปมัญญาเมตตาเจโตวิมุตติ หรือเรียก การออกบัวบาน(สายวิชชาพระกรรมฐานมิชฌิมา แบบลำดับ - แท้- จะไม่ได้มีการมุ่งเน้นญาณอภิญญาใดใด)

    *จริยประเพณี ไม่ว่าจะมีสาขาแตกสายไปที่ใดใด  ครูบาอาจารย์โบราณ จะให้ความเคารพความสำคัญที่สุดแห่งศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ (วัดพลับ - ราชสิทธาราม)

    *ณ ศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ วัดพลับ อยู่ ระหว่างการฟื้นฟู จัดเป็นตำหนักพิพิธภัณฑ์พระกรรมฐาน เก็บรักษาสิ่งของสำคัญ เช่น ไม้เท้าพระราหุลเถระเจ้า เครื่องอัฐบริขารครูบาอาจารย์ ฯลฯ ซึ่งเดิมเคยเป็นที่ประทับทรงธรรมในล้นเกล้าพระเจ้าอยู่หัวฯ อาทิ ร.๑ ร.๒ และ ร.๓ ปัจจุบัน

    *ปัจจุบันมีพระครูสิทธิสังวร (วีระ ฐานวีโร) เป็นผู้สืบทอดสายวิชชาพระกรรมฐาน องค์ปัจจุบัน

สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อนพระอาจารย์ของสมเด็จพุฒาจารย์ โต







สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน
พระอาจารย์ของสมเด็จโต พรหมรังสี


สมัย เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พระอาจารย์โต พรหมรังสี) ท่านบวชเป็นพระภิกษุใหม่ ๆ ยังไม่มีสมณศักดิ์ใดๆ นั้น ท่านเรียนพระปริยัติจนแตกฉานที่วัดมหาธาตุ สนามหลวง โดยมีพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน เป็นพระอาจารย์ วิธีการเรียนของท่านก็แปลกกว่าวิธีของพระภิกษุรูปใด ๆ นั่นคือ ท่านจะกำหนดล่วงหน้ามาว่า วันนี้ท่านจะเรียนจากหน้าไหนถึงหน้าไหนในหนังสือ พอมาถึงสำนักเรียน ก็จะเปิดหนังสือออกแล้วแปลไปเรื่อยโดยไม่ติดขัดจนจบหน้าที่กำหนดไว้ ต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระสังฆราชสุกฯ พอจบท่านก็กราบแล้วกลับวัดระฆัง


สมเด็จพระสังฆราชสุกฯ มีรับสั่งว่า'

“ขรัวโต ลูกศิษย์เธอ เขามาแปลหนังสือให้ฉันฟัง เขาไม่ได้มาเรียนหนังสือกับฉันหรอก”

นี่ แสดงถึงภูมิปัญญาของสมเด็จโตฯ ว่าเลิศเพียงใด และเมื่อไม่ได้ข้ามฝั่งไปเรียนพระปริยัติแล้ว ท่านก็เรียนด้วยตัวเองของท่านเองโดยวิธีพิศดารคือ ตอนสายของทุกวัน หลังจากเสร็จกิจทำวัตรแล้ว ท่านจะถือหนังสือเข้าไปในพระอุโบสถวัดระฆัง ไปถึงก็วางหนังสือกับพื้น แล้วกราบพระประธาน ๓ ครั้ง จากนั้นก็หยิบหนังสือออกมากาง เปิดหน้าที่กำหนดไว้แล้วแปลเรื่อยไปจนจบ ท่านก็ปิดหนังสือก้มกราบพระประธาน ๓ ครั้ง แล้วกลับขึ้นกุฏิ ท่านแตกฉานในพระปริยัติอย่างยิ่ง แต่ท่านไม่เคยคิดเข้าสอบเอาเปรียญ แต่กลับมุ่งศึกษาทางด้านวิปัสสนาธุระ ซึ่งสมัยก่อนผู้ที่ศึกษาทางด้านนี้ก็มักจะมีชื่อเสียงทางด้านวิปัสสนาธุระ ที่เต็มไปด้วยคาถาอาคม มีอภินิหารมหัศจรรย์ที่แสดงออกด้วยอิทธิวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ที่ท่านได้สร้างกันขึ้น

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาสถิตที่วัดมหาธาตุ จะแตกฉานทางด้านคันถธุระหรือทางด้านปริยัติ ส่วนฝ่ายซ้ายจะสถิต ณ วัดป่าแก้ว ซึ่งเชี่ยวชาญทางวิทยาคม มีเวทมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสมัยนั้น มีเกจิอาจารย์สำคัญที่มีชื่อจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ อาทิ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สมเด็จพระวันรัต (วัดป่าแก้ว) ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นต้น

ซึ่งการศึกษา ด้านวิปัสสนาธุระของพระภิกษุสงฆ์ไทยนั้น ได้สืบทอดมาจนถึงรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงโปรดส่งเสริมการศึกษาทางด้านนี้มาก (สายวิชชากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ) ได้เจริญรุ่งเรื่องที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๒ สมเด็จโตฯ ผู้สร้างพระเครื่องพระสมเด็จอันเลื่องลือยิ่งนักนั้น ท่านก็ได้ศึกษาด้านวิปัสสนาธุระมาอย่างเชี่ยวชาญ ท่านเก่งทั้งทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระ เรียนพระปริยัติจนไม่มีอาจารย์สอนได้ และเก่งวิปัสสนา ซึ่งหาได้ยากยิ่งในพระภิกษุรูปเดียวกัน เพราะปกติทั่วไป มักจะเก่งคนละอย่าง ไม่มีพระภิกษุรูปใดที่เก่งทั้ง ๒ ด้านเฉกท่าน

พระอาจารย์ที่สอน วิทยาคมให้แก่สมเด็จโตฯ องค์แรก ตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่ก็คือ พระอริญญิก (แก้ว) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร พระอาจารย์องค์ต่อมาคือ สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน ที่ท่านได้สมญานามนี้ เพราะท่านสามารถแผ่เมตตาจนกระทั่งไก่ป่าที่เปรียวและตื่นง่าย เชื่องเป็นไก่บ้านเข้ามาจิกข้าวที่ท่านเสกให้กินได้ สมัยนั้นสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน มีชื่อเสียงเลื่องลือมาก ท่านทรงเป็นพระกรรมวาจารย์ของ รัชกาลที่ ๒ และเป็นอุปัชฌาจารย์ของ รัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงผนวชเป็นสามเณรด้วย

คัดจาก : หนังสือ “ประวัติสมเด็จโตฯ” จากบันทึกของมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโยธา (สอน โลหนันท์) และหนังสือ “อภินิหาร สมเด็จโตฯ” โดย ฟ้า วงศ์มหา, ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ

คำปรารภ

การ ศึกษา พระประวัติสมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน (สุก) หรือสมเด็จพระญาณสังวรมหาเถรเจ้า องค์บรมครูวิปัสสนาจารย์ ประจำยุครัตนโกสินทร์ องค์ปฐมเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม (พลับ) นี้ ได้คุณประโยชน์ที่สำคัญ ๔ ประการ คือ

๑. ได้ทราบความเป็นมาของพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ฝ่ายเถรวาท ซึ่งถือตามคติที่พระอรหันต์พุทธสาวก ที่ได้วางหลักพระธรรมวินัย และธรรมปฏิบัติ เป็นแบบแผนไว้เมื่อครั้งตติยสังคายนา และนับถือแพร่หลายในประเทศ ไทย พม่า ลังกา ลาว และกัมพูชา และพระอาจารย์ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ตั้งแต่พุทธกาล มาจนถึงยุคของสมเด็จพระสังฆราช (สุกไก่เถื่อน) หรือสมเด็จพระญาณสังวรมหาเถรเจ้า อีกทั้งจะได้ทราบถึงความเสื่อม และความเจริญ ของพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของแต่ละยุค

๒. ได้ทราบความเป็นมาของหลักการเจริญพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ตามแบบอย่างหินยาน ฝ่ายเถรวาท ที่นักปราชญ์ราชบัณฑิต ทั้งฝ่ายบรรพชิต และคฤหัสถ์ แต่โบราณกาล และที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมกันสังคายนาสืบทอดบุคคลไว้ ในปีพระพุทธศักราช ๒๓๖๔ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

๓. ได้ทราบแนวทางการปฏิบัติของพระสงฆ์ ตั้งแต่พุทธกาล มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๘๕ ว่าการศึกษาคันถธุระ วิปัสสนาธุระ มีความเป็นมาอย่างไร

๔. ได้ทราบถึงพระประวัติความเป็นมา ทั้งการศึกษาคันถธุระ วิปัสสนาธุระ วัตรปฏิบัติ และชีวประวัติ ของสมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน (สุก)หรือสมเด็จพระญาณสังวรมหาเถรเจ้า ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามา จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไว้ เป็นแนวทางศึกษาปฏิบัติ ของพระสงฆ์ในปัจจุบันอีกด้วย
สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน (สุก) วัดราชสิทธาราม หรือที่โบราณเรียกกันในนามว่า “วัดพลับ” นั้น ทรงมีพระเกียรติคุณแผ่ไผศาลไปทั่วสารทิศว่า “ทรงเชี่ยวชาญวิปัสสนาธุระอย่างดีเลิศ” ตลอดยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์เพราะพระองค์ท่านได้นำหลักการปฏิบัติ พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ มาจากกรุงศรีอยุธยาแล้วทรงสั่งสอน ศิษยานุศิษย์ ทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์ ผู้มีศรัทธาในการบำเพ็ญภาวนาวิปัสสากรรมฐาน และเป็นผู้มีบุญญาธิการที่คู่ควรกัน ณ วัดราชสิทธาราม (พลับ) แห่งนี้ เป็นการสืบทอดแนวทาง พระสุปฏิปันโน ไว้เป็น มรดกธรรม ประจำกรุงรัตนโกสินทร์สืบไป

สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน(สุก) ได้ทรงถวายแนวทางปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับเบื้องต้น ๓ ห้องแรกคือ พระปีติธรรมห้า พระยุคลธรรมหก พระสุขสมาธิธรรมสอง แด่พระเจ้าแผ่นดินไทยถึง ๔ รัชกาล คือ

๑. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ครั้งเสด็จมาทรงทบทวนพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เมื่อประมาณปี พระพุทธศักราช ๒๓๓๖

๒. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เมื่อครั้งทรงผนวช ปีพระพุทธศักราช ๒๓๓๑ ครั้งดำรงพระราชอิสริยะยศเป็น เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร(ฉิม)

๓. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๓ ครั้งทรงผนวช และทรงจำพรรษาที่วัดราชสิทธาราม ๑ พรรษา ปีพระพุทธศักราช ๒๓๕๑ ครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็น กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์

๔. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงผนวชเป็นสามเณร(พ.ศ. ๒๓๖๐) ครั้งดำรงพระราชอิสริยะยศเป็น พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฏ

พระ บาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรงผนวชทั้งสามพระองค์ มีสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) ทรงเป็น พระราชกรรมวาจาจารย์ และพระราชอุปัชฌาจารย์ ผนวช แล้วทรงถวาย พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ตลอดระยะเวลาที่ทรงผนวชอยู่นั้น โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ ตำหนักเก๋งจีน และพระตำหนักจันทน์ เป็นที่ประทับเจริญพระกรรมฐานมาตลอด
พระตำหนักเก๋งจีน และพระตำหนักจันทน์ เป็นสถานที่ประทับเจริญพระกรรมฐาน ของทั้งสองพระองค์ ยังปรากฏเป็นอาคารถาวรวัตถุจนถึงทุกวันนี้
ยัง มีพระราชานุสาวรีย์คือ พระเจดีย์สององค์ องค์ซ้ายมีจารึกอักษรขอมอ่านได้ว่า พระสิราสนเจดีย์ องค์ข้างขวาอ่านได้ว่า พระสิรจุมภฎเจดีย์ เป็นเจดีย์แบบลังกา ทรงเครื่องมีปูนปั้นเป็นสังวาลย์ พาดถึงแท่นบัลลังก์ และลายปูนปั้นตามปล้องไฉน ลวดลายละเอียดงดงาม ฐานเจดีย์เส้นผ่าศูนย์กลาง ๘.๒๕ เมตร สูงประมาณ ๒๐.๐๐ เมตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มุมกำแพงทั้งสี่มีเจดีย์องค์เล็กๆเป็นบริวารมุมละองค์

ส่วนพระบรม วงศานุวงศ์ ข้าราชการ ผู้ใหญ่ ผู้น้อย รวมทั้งพระสงฆ์ พระเถรานุเถระ ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่ได้ทรงเป็น และได้เป็นศิษย์ รับการอบรม พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ จากสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) มาด้วยกันทั้งนั้น

ปฏิปทาพิเศษ ของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) ปรากฏว่า ทรงเมตตา กรุณาธรรมได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถแผ่เมตตาเรียกไก่ป่า ให้มารวมกันเป็นฝูง เข้ามารอรับอาหารจากพระหัตถ์ได้ด้วย

แนวปฏิบัติ พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ตามพุทธวิธี ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) ได้ทรงนำมาเผยแพร่ และได้แพร่หลายมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้นั้น แม้ชาวพุทธในประเทศใกล้เคียงกันแต่ก่อนเช่น ลาว เขมร พม่าแถบเมืองมอญ ญวนตอนใต้ และลังกา เป็นต้น ก็ได้ถือหลักปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ แบบเดียวกันนี้ในครั้งนั้น

ครั้งต่อมาภายหลัง แนวปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เริ่มแตกกระจาย ออกไปเป็นสายต่างๆ ด้วยความไม่รู้ เป็นไปตามคติคำสอนของพระอาจารย์ แต่ละท่าน แต่ละสำนัก ซึ่งมีค่านิยมที่แตกต่างกันจึงมีข้อผิดเพี้ยนไปจาก พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของเดิม ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชศรัทธาอย่างแรงกล้า ในการทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ให้เจริญ และมั่นคงยิ่งๆขึ้นไป จึงทรงอาราธนา สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) ให้เป็นองค์ประธานในการทำสังคายนาบุคคลผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ พร้อมด้วยคณาจารย์ที่ล้วนทรงเป็น และเป็นศิษย์ที่ได้ศึกษา พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ มากับพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) มาแต่กาลก่อน ภายหลังพระมหาเถรเหล่านั้น เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต และพระอริยะสงฆ์ ได้ร่วมประชุมสังคายนาร้อยกรอง คงแบบแผนเดิมไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๔ แล้วสืบทอดมาโดยไม่ขาดสาย จนกระทั้งบัดนี้

ขอเหล่าท่านพระเถรา นุเถร นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ชาวพุทธทั้งมวล ผู้มีศรัทธาในการบำเพ็ญสมถะ วิปัสสนากรรมฐาน และเคารพบูชาใน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้งองค์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) ได้เมตตาช่วยกันทนุบำรุง พุทธวิธี เจริญพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ อันเป็นแบบแผนเดิมแท้ไว้เป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา สืบไปตราบเท่านานเถิด
การรวบรวมแก้ไข และ ปรับปรุงข้อมูล หลักฐาน ตำนาน เนื้อหาสาระ ภาษา พร้อมรูป และ สีสรรของเล่ม ในการจัดพิมพ์ครั้งที่ ๕ ต้องใช้เวลานานถึง เกือบ ๒๐ ปี ด้วยเหตุ ๓ ประการ
๑. ตำนานการสืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ค้นหาได้ยาก

๒.พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) สืบค้นหาได้ยากยิ่ง

๓.แนวการปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ มีความละเอียดลึกซึ้ง เข้าใจได้ยาก สำหรับคนในยุคปัจจุบันนี้ เพราะละทิ้งไปนาน
แต่ ที่งานชิ้นนี้สำเร็จตามความประสงค์ได้ ก็ด้วยแรงแห่งมหากุศลจิต อันกอปร ด้วยเมตตาธรรม สามัคคีธรรม และ กตัญญูกตเวทิตาธรรม เป็นต้น ของเหล่า พระมหาเถรานุเถระ พร้อมด้วยเหล่าศิษยานุศิษย์ ทุดเพศ ทุกวัย ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในการบำเพ็ญ สมถะ วิปัสสนาธุระ และ เคารพบูชา สักการะ ในพระพุทธศาสนา และ ต่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) ดลบันดาลให้สัมฤทธิ์ผลได้

ขออนุโมทนาบุญแห่งกุศลจิต และ คุณแห่งกตัญญูกตเวทิตาธรรม ด้วยสายธารแห่งการบริจาค ของสาธุชนอย่างดีเลิศ

พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร
เจ้าคณะ ๕ วัดราชสิทธาราม
โทรศัพท์-โทรสาร –๒ -๔๖๕–๒๕๕๒,๐๘๔-๖๕๑-๗๐๒๓
E:mial weera2548@yahoo.co.th
http://www.somdechsuk.org
http://www.somdechsuk.com


=============================================================

สมเด็จ พระสังฆราช ไก่เถื่อน ทรงมีพระนามเดิมว่า "สุก" ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๒ ปีฉลู จุลศักราช ๑๐๙๕ นับวันเดือนปีตามคัมภีร์จันทรคติประสูติ เวลาไก่ขัน (ช่วงไก่กำลังอ้าปาก)

การ นับเวลาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๒๗๖ นับวันเดือนตามคัมภีร์สุุริยะยาตร์ ภายนอกกำแพง นอกคูเมือง ด้านเหนือของกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ณ.ตำบลบ้านข่อย


บทนำเรื่อง
... ประมาณปีพระพุทธศักราช ๒๕๖-๒๗๔ พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งคณะพระโสมณเถรเจ้า พระุอุตรเถรเจ้า พร้อมพระสงฆ์ทศวรรค เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ คือ ไทย พม่า ลาว เขมร ในปัจจุบันนี้ พระสงฆ์ำ้ได้สืบทอดพระพุทธศาสนา และพระธรรมวินัย สืบกันเรื่อยมา จวบจนปัจจุบันนี้

พระสงฆ์ืที่อยู่วัดใกล้บ้าน เรียกว่าพระสงฆ์คามวาสี
พระสงฆ์ีที่อยู่วัดในป่า เรียกว่า พระสงฆ์อรัญวาสี
พระ สงฆ์ที่อยู่วัดคามวาสี และวัดอรัญวาสี ต้องศึกษาพระธรรมวินัยทั้งปริยัติ และปฎิบัติควบคู่กันไป ไม่มีการแบ่งแยกทางการศึกษา ว่าจะศีกษาทางไหนก่อนหลัง

แต่ถ้าจะศีกษาปฎิบัติต้องไปยังสำนักพระ กรรมฐานหลัก สำนักพระกรรมฐานใหญ่ อันเป็นศูนย์กลางของการปฎิบัติพระกรรมฐานเจริญภาวนา ในยุคต่างๆ เช่น

ยุค สุวรรณภูมิ สำนักพระกรรมฐานหลัก สำนักพระกรรมฐานใหญ่ คือ วัดท้าวอู่ทอง เมืองสุวรรณสังข์ (เมืองอู่ทอง) มีพระโสณเถร พระอุตรเถร เป็นเจ้าสำนัก และเป็นพระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานประจำยุคสุวรรณภูมิ

ยุคกรุงศรีทวารวดี สำนักพระกรรมฐานหลัก สำนักพระกรรมฐานใหญ่ คือ วัดแสนท้าวโคตร กรุงศรีทวารวดี มีพระญานไตรโลกมหาเถรเจ้า เป็นเจ้าสำนัก เป็นศูนย์กลางของพระกรรมฐานในยุคอาณาจักรศรีทวารวดี

สำนักพระกรรมฐานเล็ก คือ
- วัดพญารามศรีทวารวดี
- วัดสุวรรณาราม กรุงศรีทวารวดี ฯ

ยุคศรีทวาราวดี พระอาจารย์กรรมฐานประจำยุค คือ พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า (เพชร)

ยุค สุโขทัย สำนักพระกรรมฐานหลัก สำนักพระกรรมฐานใหญ่ คือ วัดป่าแก้ว มีพระวันรัตมหาเถรเจ้าเป็นเจ้าสำนัก เป็นศูนย์กลางพระกรรมฐาน ในยุคอาณาจักรสุโขทัย

สำนักพระกรรมฐานเล็ก คือ
- วัดป่ารัตนา พระครูญานไตรโลกเป็นเจ้าสำนัก
- วัดสุทธาวาส พระครูญานสิทธิ เป็นเจ้าสำนัก

ยุคสุโขทัย พระอาจารย์กรรมฐานประจำยุค คือ พระญานสุวรรณมหาเถรเจ้า(สิงห์)

ยุค กรุงศรีอยุธยา สำนักพระกรรมฐานหลัก สำนักพระกรรมฐานใหญ่ คือ วัดป่าแก้ว หรือเรียกกันอีกอย่างว่า วัดเจ้าพญาไท พระพนรัตน พระสังฆราช ฝ่ายซ้าย เป็นพระอาจารย์ใหญ่ เป็นเจ้าสำนัก เป็นศูนย์กลางพระกรรมฐาน ในยุคอาณาจักรอยุธยา

สำนักพระกรรมฐานเล็ก คือ
- วัดศรีอโยธยา พระพากุลเถร เป็นเจ้าสำนัก
- วัดโบสถ์ราชเตชะ พระพุทธาจารย์ เป็นเจ้าสำนัก
- วัดโรงธรรม พระญานไตรโลก เป็นเจ้าสำนัก
- วัดกุฎ พระอุบาลี เป็นเจ้าสำนัก
- วัดเจ้ามอน พระญานโพธิ เป็นเจ้าสำนัก
- วัดประดู่ พระธรรมโกษา เป็นเจ้าสำนัก
- วัดกุฎิดาว พระเทพมุนี เป็นเจ้าสำนัก
- วัดสมณะโกฎ พระเทพโมฬี เป็นเจ้าสำนัก
- วัดมเหยงค์ พระธรรมกิติ เป็นเจ้าสำนัก
นับว่าสมัยกรุงศรีอยุธยา มีวัดอรัญวาสี เป็นสำนักพระกรรมฐานมาก เปรียบเทียบได้ว่ามี มหาวิทยาลัยพระกรรมฐานทางพระพุทธศาสนามาก

ยุคอยุธยา พระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานประจำยุค คือ พระพนรัต(รอด) หรือหลวงปู่เฒ่า พระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี

ยุค กรุงรัตนโกสินทร์ มีวัดอรัญวาสีสำนักพระกรรมฐานหลัก สำนักกรรมฐานใหญ่ ๑ วัดคือ วัดราชสิทธาราม (พลับ) สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน (สุก) เป็นเจ้าสำนัก เป็นพระอาจารย์ใหญ่ ประจำยุครัตนโกสินทร์ วัดราชสิทธารามจึงเป็นศูนย์กลางกรรมฐานมัชฌิมา ประจำกรุงรัตนโกสินทร์

สำนักพระกรรมฐานเล็ก คือ
- วัดราชาธิวาส พระปัญญาวิศาลเถร (ศรี) เป็นเจ้าสำนัก

ยุครัตนโกสินทร์ พระอาจารย์กรรมฐานประจำยุค คือ สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน (สุก)
จึงนับได้ว่ายุคกรุงรัตนโกสินทร์ มีมหาวิทยาลัยพระกรรมฐาน ทางพระพุทธศาสนาเพียง ๒ แห่ง

สำหรับ สำนักวัดราชาธิวาสนั้น เมื่อพระปัญญาวิศาลเถร (ศรี) มรณภาพลงแล้ว พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ก็เสื่อมลงเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันหมดไปแล้ว มีแบบแผนใหม่เข้ามาแทนที่ เนื่องจากตั้งอยู่ในที่ใกล้ความเจริญมากกว่า ด้วยความเจริญของสมัยใหม่เข้ามาเร็ว และไม่มีการบำรุงรักษาแบบแผนเดิมไว้

ต่อ มาเหลือเพียงวัดราชสิทธาราม (พลับ) เพียงวัดเดียว ที่รักษาแบบแผน และความเป็นสำนักพระกรรมฐานใหญ่ สำนักพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับเป็นหลักแบบวัดแสนท้าวโคตร ยุคทวารวดี แทนวัดป่าแก้ว ยุคสุโขทัย แทนวัดป่าแก้ว ยุคกรุงศรีอยุธยา ไว้ได้ยาวนานที่สุด

ซึ่งแต่ละยุคมี การศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา เป็นแบบเดียวกัน เป็นทางเดียวกัน จนกระทั่งถึงบัดนี้ โดยมีพระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายกรรมฐานมัชฌิมาสืบทอดมาโดยไม่ขาดสาย ไม่ขาดระยะมาถึง ๑๒ รุ่น บางยุคก็เจริญ บางยุคก็เสื่อมลงบ้าง เป็นไปตามหลักของพระำไตรลักษณ์ พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของกรุงรัตนโกสินทร์นี้ นำสืบทอดมาจากกรุงศรีอยุธยา สู่กรุงรัตนโกสินทร์ โดยการนำมาประดิษฐานของ สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน วัดราชสิทธาราม (พลับ) ซึ่งต่อมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ ในปีพระพุทธศักราช ๒๓๖๔ ทรงมีพระราชดำริว่า พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ของเก่าดั่งเดิม กำลังจะแตกกระจาย ไปเป็นสายต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการศึกษาพระกรรมฐานภาคปฎิบัติจะไม่เป็นระเบียบแบบแผน เป็นลำดับเหมือนแต่ก่อน ว่าพระกรรมฐานไหน ควรเรียนก่อน พระกรรมฐานไหน ควรเรียนหลัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทำการชุมนุมพระอริยสงฆ์สมถะ วิปัสสนา ทั้งนอกกรุงในกรุง ทำการสังคายนาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เพื่อรักษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ มิให้แตกกระจาย สูญหาย ทำให้เป็นปึกแผ่นเหมือนดังแต่ก่อน สังคายนาโดยพระอริยสงฆ์ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ

โดยมี สมเด็จพระสังฆราชญานสังวร (สุก ไก่เถื่อน) เป็นองค์ประธานสังคายนาฝ่ายสงฆ์ เมื่อสังคายนาเสร็จแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระสงฆ์ ปะขาว ชีไปเป็นพระอาจารย์ บอกพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ตามพระอารามต่างๆ พระกรรมฐานมัชฌิมา จึงได้สืบทอดมาจนทุกวันนี้

พระกรรมฐานนั้นมี ๒ ภาค
๑. พระกรรมฐานภาคปริยัติ คือ เรียนรู้ได้ตามพระคัมภีร์ ได้แก่ พระคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระคัมภีร์มูลกรรมฐาน

๒. พระกรรมฐานภาคปฎิบัติ คือ พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สืบทอดมาโดยการประพฤติปฎิบัติ และทรงจำสืบต่อๆ กันมา โดยไม่ขาดสาย เพื่อป้องกันอุปาทานและทางเดินของจิตเสีย

เมื่อเรียนภาคปฎิบัติตาม ขั้นตอนแล้ว จึงจะเรียนพระกรรมฐานภาคปริยัติ คือ การอ่าน พระคัมภีร์วิสุทธิมรรค คัมภีร์มูลกรรมฐาน เพื่อนำความรู้ทางจิต ออกมาเป็นคำพูด เพื่อทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง และอธิบานให้ได้ใจความ


สมเด็จ พระสังฆราช ไก่เถื่อน ทรงเป็นครั้งแรก ของกรุงรัตนโกสินทร์ หลายอย่าง หลายประการ ๑. ทรงเป็นพระอาจารย์ พระองค์แรก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒ ทรงอาราธนามากรุงเทพฯ

๒. ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นที่ พระญานสังวร พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๓. ทรงเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ พระญานสังวร พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๔. ทรงเป็นเจ้าอาวาส พระองค์แรก ของวัดราชสิทธาราม ของกรุงรัตนโกสินทร์

๕. ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระญานสังวร พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๖. ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะ พระองค์แรก ที่นั่งหน้า สมเด็จพระสังฆราช องค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากมีพรรษากาลมากกว่า

๗. ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มาจาก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๘. ทรงเป็นองค์ประธานสังคายนาพระกรรมฐาน พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๙. ทรงเป็นพระสงฆ์และสมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรก ที่ได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่

๑๐. ทรงได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๑. ทรงเป็น พระองค์แรก ที่มีลูกศิษย์ เป็นพระสังฆราชถึง ๕ พระองค์

๑๒. ทรงเป็น พระองค์แรก ที่มีลูกศิษย์ เป็นสมเด็จราชาคณะถึง ๑๐ พระองค์

๑๓. พระเจ้าแผ่นดินทรงให้ช่างปั้นรูปเหมือนของพระองค์เป็น พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๔. ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูง พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๕. ทรงเป็นพระอาจารย์ของพระเ้จ้าแผ่นดินถึง ๔ พระองค์เป็น พระองค์แรก และองค์สุดท้ายของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๖. ทรงเป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๗. ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่พระอัฎฐิธาตุ พระเกศาธาตุ พระอังคารธาตุ แปรเป็นพระธาตุ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๘. ทรงพระราชทานฉัตรเจ็ดชั้น เมื่อคราวออกพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง เป็น พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๙. ทรงได้รับพระราชทาน พัดสองด้าม พัดแฉกใบสาเก ฝ่ายคันถธุระ๑ พัดงาสาน ฝ่ายวิปัสสนาธุระ๑ ครั้งเป็นสมเด็จราชาคณะ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๒๐. ทรงได้รับพระราชทาน พัดสองด้าม พัดแฉกใบสาเก ฝ่ายคันถธุระ๑ พัดงาสาน ฝ่ายวิปัสสนาธุระ๑ ครั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์ จึงถือเป็นประเพณีสืบมา ทรงโปรดพระราชทานสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อมาด้วย มายกเลิกในรัชกาลที่ ๕

๒๑. ทรงพระราชทาน ผ้ารัตประคตพระอุระ (อก) หนามขนุนสีทอง พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๒๒. ทรงพระราชทานของที่ระลึก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงสามพระองค์เป็น พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์
- ทรงถวายพระตะกรุดมหาจักรพรรดิ์ และสมเด็จพระอรหัง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑
- ถวายสมเด็จพระอรหัง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓

๒๓. ทรงเป็นพระสงฆ์ปาปมุต พ้นจากบาปทั้งปวง พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนองค์ที่ ๒ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

ฯลฯ





ทรงอุบัติคู่บารมี


ยุค ปลายกรุงศรีอยุธยา ได้อุบัติบังเกิดคนดี ของศรีอยุธยาขึ้นสองพระองค์ ซึ่งกาลต่อมาปรากฎมีชื่อเสียงโด่งดังในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงมีชื่อเสียงเลื่องลือกล่าวขาน มาจนทุกวันนี้

พระองค์แรก ทรงมีชื่อเสียงทางราชอาณาจักร คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ผู้ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

พระองค์ที่สองทรง มีชื่อเสียงในทาง พุทธจักร คือสมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน (สมเด็จพระญานสังสรมหาเถรเจ้า) องค์ปฐมพระวิปัสสนาจารย์ ประจำยุคกรุงรัตนโกสินทร์

เรื่องราวของพระองค์ท่าน เล่าลือสืบขานกันมานาน สองร้อยปีเศษ ล่วงมาแล้วผ่านมาหลายชั่วอายุคน เรื่องราวของทั้งสองพระองค์ มีทั้งจดหมายเหตุของทางราชการ และจดหมายเหตุของชาวบ้าน คือ คำบอกเล่า จดหมายเหตุของชาวบ้านย่อมมีมากกว่าของทางราชการ เพราะว่าพระองค์ท่านมีลูกศิษย์ ทั้งศิษย์ที่อยู่ในเพศฆราวาส และเพศบรรพชิต ศิษย์ในเพศฆราวาส มีทั้งพระราชวงศ์ผู้น้อย ผู้ใหญ่ ข้าราชการผู้น้อย ผู้ใหญ่ ศิษย์บรรพชิตมีทั้งพระสงฆ์ผู้น้อย ผู้ใหญ่

เรื่องราวของ พระองค์ท่าน ได้เล่าลือสืบขานมากับท่านเหล่านี้ ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายเรื่อง ทั้งสองพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้มีบุญวาสนาบารมี อันได้สร้างสมกันมาแต่อดีตกาลมากมาย และทั้งสองพระองค์ ต่างก็ทรงเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นผู้มีบุญญาธิการ อภินิหารมากมาย หาผู้ใดจะเสมอเหมือนมิได้ ทั้งสองพระองค์ไม่ได้มาแต่บุญบารมีอย่างเีดียว แต่มาพร้อมด้วยสติปัญญาความสามารถ และคุณธรรม ความพากเพียรอันมีในจิตใจที่ตั้งมั่น ทรงสถาปนาความเจริญให้กับ อาณาจักร และ พุทธจักร พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับพระประวัติของ สมเด็จพระสังฆราช (สุกไก่เถื่อน) และธรรมทายาทของพระองค์ท่านทุกองค์ จึงมีเรื่องราวปรากฎมาจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้


สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน ประสูติ ณ.ตำบลบ้านท่าข่อย ภายนอกกำแพงเมือง คูเมืองด้านนอก ทางทิศตะวันออก ของกรุงศรีอยุธยา

ณ วันขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๐๙๕ ซึ่งเป็นปีอธิกมาส ประสูติเวลาไก่ขัน กล่าววา่ เวลาประสูติกาล ไก่ขันนั้น เป็นช่วงเวลา ไก่ กำลังอ้าปากขันอยู่พอดี และเนื่องจากพระองค์ท่าน ทรงมีพระวรรณะขาว ผ่องใส ไปข้างพระบิดาซึ่งมีเชื้อสายจีน พระมารดาบิดา จึงขนานนาม ของพระองค์ท่านว่า สุก ซี่งมีความหมายว่า ขาว ใส หรือบริสุทธิ์

ยามไก่ขันเป็นการนับ เวลา ยามกลางคืน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกะเวลาประมาณได้ ๐๔.๓๕ นาที (เวลาตีสี่ สามสิบห้านาที) และเป็นเวลาที่ ไก่ป่า ไก่บ้าน ไก่วัด กำลังขัน ประจำยามกันอยู่พอดี

และตรงกับเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ วัดใกล้เคียง ตำบลบ้านท่าข่อย ซึ่งมีอยู่หลายวัดในบริเวณนั้น เช่น วัดท่าข่อย (ท่าหอย) วัดพุทไธศวรรย์ วัดโรงช้าง กำลังทำกิจวัตร สวดมนต์ตอนเช้าอยู่พอดี เสียงสาธยายมนต์นั้น ล่องลอยตามลมมาถึง ตำบลบ้านท่าข่อย ซึ่งความเงียบสงัด ทำให้เสียงสาธยายมนต์แว่วมาถึงได้

ยังกล่าวกันอีกว่า เวลาที่พระอาจารย์สุก ประสูตินั้น พระภิกษุกำลังสวดถึงบท ชะยะปริตตัง (บทชัยมงคล) ถึงคำว่า ชะยันโต โพธิยา มูเล พอดี พร้อมกันนั้น ไก่ป่า ไก่วัด ไก่บ้าน ก็ร้องขับขาน รับกันเซ่งแซ่ ผสมผสานกับเสียงสาธยายมนต์ ของพระสงฆ์ จึงนับเป็นฤกษ์ดี เป็นมหามงคลฤกษ์

ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ในขณะใกล้เวลาวันที่พระองค์ท่าน กำลังจะประสูตินั้น ไก่ป่า ไก่วัด ไก่บ้าน ในสถานที่บริเวณใกล้เคียง กับบ้านบิดามารดาของพระองค์ท่าน ได้โผบินมาเกาะ ณ ที่ต้นไม้ใหญ่ ใกล้บ้านมารดา-บิดาของพระองค์ท่าน อย่างผิดปกติกว่าทุกวัน ในตอนเช้ามืดของวันนั้น

ซึ่งเมื่อถึงเวลาเช้ามืดของทุกวัน ไก่ป่า ไก่บ้าน ไก่วัด จะขานขันในทึ่ๆ อยู่ของตนเอง ไม่บินมาในที่ใกล้บริเวณบ้านของพระองค์ท่าน

ครั้น ถึง ยามไก่ขัน ยามที่พระองค์ท่านประสูติ ไก่ป่า ไก่วัด ไก่บ้านทั้งสิ้นในบริเวณนั้น ได้พากันร้องขับขานกันเซ่งแซ่ กลบเสียงพระสงฆ์สวดมนต์เวลาเช้ามืด แต่วันนี้ั ไก่ทั้งสิ้นได้พากันร้องขานขันกันนานกว่าทุกวัน ตามที่เคยได้ยินมาแต่ก่อน นับเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

พระญาติ ข้างฝ่ายพระบิดาของพระองค์ท่าน เป็นเชื้อสายจีน พำนักอยู่ในกรุงศรียอยุธยามาช้านานถึงสามชั่วอายุคนแล้ว คุณทวด เป็นพนักงานเรือสำเภาหลวง ตำแหน่ง นายสำเภา ซึ่งเรียกเป็นภาษาจีนว่า จุ้นจู๋ มียศเป็น ขุน เป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดอยู่ในกรมพระคลังสินค้า คุณทวดของพระองค์ท่าน รับราชการอยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมัย กรุงศรีอยุธยานั้น ทางราชสำนักจ้างชาวต่างประเทศมาเป็นพนักงานเดินเรือสำเภา ค้าขายระหว่างประเทศ มีชนชาวจืน เป็นต้น มาถึงรุ่น คุณปู่ ู่ของพระองค์ท่าน ก็เข้ารับราชการในกรมพระคลังสินค้าเหมือนกัน มียศเป็นขุน ตำแหน่ง นายอากรปากเรือ ซึ่งเป็นอากรสินค้า ขาเข้า อากรสินค้าขาออก ถือศักดินา ๒๐๐ ไร่ คุณปู่ของพระองค์ท่านรับราชการอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ หรือพระศรีสรรเพชรที่ ๘

พระบิดาของพระองค์ท่าน มีพระนามว่า เส้ง เป็นเชื้อสายจีน สืบสายสกุลมาจากคุณปู่ และคุณทวดของพระองค์ท่าน พระบิดารับราชการในกรมพระคลังสินค้า มียศเป็น ขุน ตำแหน่ง นายอากรนา อากรสวน ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พระมารดา มีพระนามว่า จีบ เชื้อสายไทย ญาติทางฝ่ายพระมารดาของพระองค์ท่าน คือ คุณตา รับราชการ มียศเป็น ขุน เป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำแหน่ง นายอากรสวน นายพลากร เก็บค่าสวนผลไม้ ถือศักดินา ๒๐๐ ไร่

บ้านของพระองค์ท่าน นอกจากรับราชการแล้ว พระมารดายังมีอาชีพทำสวน ทำนา ค้าขายข้าว ส่งให้กับกรมพระคลังสินค้า เพื่อส่งขายออกต่างประเทศ

ข้าว นั้นถือเป็นสินค้าต้องห้ามของทางราชสำนัก ทางราชสำนักห้ามมิให้ราษฎรค้าขายข้าว กับชาวต่างประเทศโดยตรง ต้องขายผ่านกรมพระคลังสินค้า นอกจากนั้นทางบ้านของพระองค์ท่าน ยังขายผลไม้ในสวน ขายเครื่องถ้วยชามที่นำมาจากเมืองจีน และจากที่ทำการปั้น เผาขึ้นเอง มีข้าทาสบริวาร คนงานประมาณ ๑๐-๕๐ กว่าคน มีที่สวนและที่นา ประมาณ ๒๐๐-๔๐๐ กว่าไร นับว่าที่บ้านท่านมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย


ทรงพระเจริญชันษา
เมื่อ ทรงพระเจริญชันษาได้ประมาณ ๑๒-๑๔ พรรษา พระองค์ท่านสามารถพูดภาษาจีนได้ เนื่องจากทรงได้ยินพระบิดาเจรจากับข้าราชบริพารทุกวัน และพระบิดาของพระองค์ท่าน ซึ่งมีเชื้อสายจีน สอนให้พระองค์ท่านอ่านด้วย

พระองค์ ท่าน ทรงเจริญวัยขึ้นมา พระมารดา-บิดา ก็ให้พระองค์ท่านไว้จุก ตามธรรมเนียมไทย ข้างฝ่ายพระมารดา ต่อมาเมื่อพระองค์่ท่านทรงมีพระชนมายุย่างเข้าสู่ ๑๓ พรรษา ทางบ้านของพระองค์ท่านก็จัดงาน โสกันต์ คืองานโกนจุก ตามประเพณีไทย และอาราธนานิมนต์พระสงฆ์วัดโรงช้าง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) มาเจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตหารเพล และพระสังฆเถรทำพิธีตัดจุก

ครั้นพระองค์ท่านทรงพระ เยาว์อยู่นั้น ทรงรักการอ่าน การเขียนทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และทรงมีพระปรกตินิสัย รักความสงบวิเวก พระองค์ท่านไม่ชอบเสียงอึกทึกวุ่นวาย ทรงมีพระอุปนิสัยเยือกเย็น เป็นคนเจรจาไพเราะ พูดน้อย อ่อนหวาน แบบคนไทย ติดนิสัยมาแต่ข้างพระมารดา

พระองค์ ท่านทรงชอบความสงบสงัดร่มเย็นของป่าดง บริเวณหลังสวน ไร่นาของบ้านท่าน ติดกับป่าโปร่ง โล่งตลอดไปไกล เลยป่าโปร่งออกไปก็เป็นป่าทึบบ้าง ป่าโปร่งบ้าง เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น หมูป่า ลิงป่า เม่น ชะมด ไก่ป่า กระรอกและวิหกนกกา หลากหลายพันธ์ หลากหลายชนิด ส่งเสียงร้อง เสียงขัน แข่นขันกันเซ่งแซ่เป็นธรรมชาติ น่าอภิรมย์ยิ่งนัก

พระองค์ ท่น ทรงมีพระปรกตินิสัยเมตตาการุณกับสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นพละอุปนิสัยติดพระองค์มาแต่กำเนิดตลอดเป็นนิจกาล บรรดาสัตว์ต่างๆ มี ไก่ป่า นกกา ลิงป่า เป็นต้น แลเห็นพระองค์ท่านเดินมาแต่ไกลแล้ว มักส่งเสียงร้องเซ่งแซ่ หันมาทางพระองค์ท่าน เหมือนจะกล่าวทักทาย บรรดาไก่วัด ไก่บ้าน เห็นพระองค์ท่านแล้ว มักเลียบเคียงส่งเสียงร้อง กุ๊กๆ เข้ามาหาพระองค์ท่านเสมอ ทั้งนี้เป็นด้วยเมตตาจิตของพระองค์ท่านนั้นเอง บรรดาไก่ป้าเป็นพระองค์ท่านเดินเข้าไปในป่า ไก่ป่าเหล่านั้นมักเดินตามไปบ้าง โผบินตามไปบ้าง

ครั้นเมื่อพระองค์ ท่านทรงเดินออกจากป่า กลับบ้าน ไก่ป่าชนิดต่างๆ ก็เดินมาส่งพระองค์ท่านบ้าน บินตามมากับพระองค์ท่านบ้าง พอถึงชายป่าใกล้เขตละแวกหมู่บ้าน บรรดาไก่ป่าเหล่านั้น ก็แลดูพระองค์ท่านอยู่จนสุดสายตา จึงบินกลับเข้าป่าไป ส่วนลิงป่า นกป่า ก็ตามมาส่งพระองค์ท่านด้วย ตามคำโบราณจารย์ ท่านเปรียบองค์หลวงปู่สุก ว่าเหมือนพระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ฐเมตตาบารมี

ทุก ครั้งที่บ้านของพระองค์ท่านมีเสียงอึกกระทึก วุ่นวาย เสียงนี้มาจากการสั่งงานในบ้านของหัวหน้าบริวารคนงาน พระองค์ท่านก็มักเดินหลบเสียงอึกกระทึกอืออึงไปในป่าหลังบ้านแต่พระองค์ เดียว เสมอๆ พระองค์ท่านทรงเดินไปเรื่อยๆ เดินไปห่างไกลจากที่ไร่ ที่สวนและหมู่บ้าน ลุเข้าึถึงป่าโปร่งอันเป็นที่เงียบสงัดสงบ จิตของพระองค์ท่านก็จะสงบวิเวกตามไปด้วย

เมื่อจิตของพระองค์ท่านสงบ วิเวกตาม พระองค์ท่านก็จะทรงประทับนั่งลงตามโคนไม้ในท่านั่งปกติ จิตก็ตั้งมั่น สงบเป็นสมาธิ และทรงแลเห็นรูปทิพย์ของรุกขเทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ จากสมาธิจืตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

บาง ครั้งพระองค์ท่านทรงเห็นนิมิต ว่าพระองค์ท่านอยู่ในเพศสามเณรบ้าง อยู่ในเพศสมณะบ้าง แต่ครั้งนั้นยังทรงพระเยาว์อยู่ จึงยังทรงไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ดีนัก (หรือท่านจะเข้าใจไม่อาจทราบได้ เนื่องจากพระองค์ท่านทรงมีสมาธิจิตสูง) และเมื่อพระองค์ท่านจะดำเนินไป หรือทรงดำเนินกลับจากป่า มักจะมีไก่ป่า นก กา บินตามพระองค์ท่านไปเสมอๆ เช่นเคย ด้วยได้รับกระแสแห่งเมตตาจิตของพระองค์ท่าน ดุจพระสุวรรณสามโพธิสัตว์

ในป่านั้นพระองค์ท่านมักจะได้พบปะกับพระ สงฆ์สัญจรจาริกธุดงค์ ซึ่งมาปักกลดพักแรมอยู่ ณ บริเวณนั้นเสมอๆ พระองค์ท่านทรงเห็นภาพพระธุดงค์นั้นจนเคยชิน และถึงตอนรุ่งเช้าพระสงฆ์รุกขมูลนั้นจะเดินออกจากชายป่า มารับอาหารบิณฑบาตในหมู่บ้านของพระองค์ท่านเสมอๆ ทุกครั้ง บางทีก็มีพระสงฆ์รุกขมูลมาจากที่อื่นด้วย พระองค์ท่านทรงได้เห็นบ่อยๆ ณ ที่บริเวณนั้น ซึ่งเป็นที่เงียบสงบห่างไกลผู้คน ไม่พลุกพล่าน

พระ สงฆ์รุกขมูล สามารถเดินมาบิณฑบาตโปรดสัตว์ในหมู่บ้านท่าข่อยได้โดยสะดวก เพราะไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านนัก ที่บ้านของพระองค์ท่าน พระบิดา-มารดาของท่าน ออกใส่อาหารบิณฑบาตตอนเช้าพระสงฆ์ทุกวัน มิได้ขาด มิได้เลือก ไม่เจาะจงพระสงฆ์ บางครั้งพระองค์ท่านก็ทรงร่วมใส่อาหารบิณฑบาตด้วย

วัน หนึ่งพระองค์ท่านทรงเดินเข้าไปในป่าโปร่งหลังสวนหลังบ้านท่านอย่างที่เคยไป ทุกครั้ง แต่ครั้งนั้น พระองค์ท่านโสกันต์ คือโกนจุกแล้ว ณ ที่บริเวณแห่งนั้น พระองค์ท่านได้พบพระภิกษุเถรผู้เฒ่า เพิ่งกลับมาจากสัญจรจาริกธุดงค์รูปหนึ่ง มาปักกลดพักผ่อนอยู่ ณ บริเวณนั้น

เมื่อ ท่านเดินมาถึง พระภิกษุเถรผู้เฒ่าผู้นั่งคอยอยู่ในกลด ก็กล่าวทักทายท่านขึ้นก่อนว่า เออข้าฯ นั่งคอยเอ็ง อยู่ที่นี่มาตั้งนาน หลายชั่วยามแล้ว

พระองค์ท่านเห็นแล้ว ก็จำได้ว่าพระภิกษุเถรผู้เฒ่านั่นคือ ท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย)วัดที่อยู่ใกล้หมู่บ้านนั้นเอง เนื่องจากพระมารดา-บิดาของท่าน ไปทำบุญทุกวันพระที่วัดท่าข่อยเสมอๆ อีกทั้งท่านขรัวตาทองก็เป็นญาติท่านด้วย และก็มักมารับอาหารบิณฑบาตที่บ้านท่านเป็นประจำทุกเช้า โดยทางเรือ

ท่าน ขรัวตาทองได้กล่าวกับพระองค์ท่านต่อไปว่า ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องไปเรียนหนังสือกับข้าฯ ที่วัด พระองค์ท่านเองก็มีความประสงค์ที่จะไปเรียนหนังสือที่วัดเหมือนกัน เพราะพระองค์ท่านมีความใฝ่ใจในการศึกษาเล่าเรียน ท่านขรัวตาทองได้กล่าวต่อไปอีกว่า พรุ่งนี้เพลาเช้า ข้าฯ เข้าไปบิณฑบาตที่บ้านเจ้า ข้าฯ จะบอกกับพ่อแม่ของเจ้าเอง

เวลานั้น ท่านขรัวตาทอง เพิ่งกลับจากสัญจรจาริกธุดงค์ เพราะเป็นเวลาเกือบจะเข้าพรรษาแล้ว ได้มาปักกลดพักผ่อนอิริยาบทอยู่ ณ บริเวณแห่งนั้นตั้งใจจะรอคอยพบพระองค์ท่าน (ปู่สุก)

กล่าวว่า ท่านขรัวตาทองผู้นี้ท่านมีความเชี่ยวชาญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน แบบลำดับ มีญานแก่กล้า จึงสามารถทราบได้ว่าพระองค์ท่านมักจะมาที่บริเวณนี้บ่อยๆ ท่านขรัวตาทองจะมาปักกลดที่นี่ทุกปี ปีนี้ท่านขรัวตาทองจึงปักกลดคอยพบพระองค์ท่าน ไม่ไปให้ถึงวัดท่าข่อย (ท่าหอย) เลยทีเดียว

พอรุ่งเช้า ท่านขรัวตาทองก็เข้ามาบิณฑบาตโปรดสัตว์ที่บ้านมารดา-บิดาของพระองค์ท่าน มารดาบิดาของท่านแลเห็นพระภิกษุเถรชราผู้นี้แล้ว ก็แสดงอาการดีใจ ยกมือขึ้นนมัสการท่าน เพราะจำได้ว่า คือ ท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย ที่เคยเคารพนับถือกันมากและคุ้นเคยกันมานาน มารดา-บิดาของพระองค์ท่าน ก็กล่าวกับท่านขรัวตาทองว่า ท่านกลับมาจากรุกขมูลแล้วหรือ โยมจะนำลูกชายไปฝากเรียนหนังสือกับท่านขรัวเฒ่า

ท่านขรัวตาทอง กล่าวว่า ข้าก็ตั้งใจจะมาบอกโยมให้นำลูกชายไปเข้าเรียนหนังสือ เมื่อมีใจตรงกันทั้งสองฝ่ายดังนี้ ก็เป็นอันตกลงที่จะนำลูกชายไปฝากวัด เพื่อเรียนหนังสือ








สมัย กรุงศรีอยุธยานั้น วัด คือที่อบรมสั่งสอนกุลบุตร ครูที่อบรมสั่งสอน คือ พระสงฆ์พระสงฆ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความรู้แตกฉานมากมายหลายด้าน เด็กที่ได้เล่าเรียนหนังสือก็จะมีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้น ยังไม่นิยมให้เด็กผู้หญิงไปเรียนหนังสือที่วัด เพราะครูที่สอนหนังสือ เป็นครูพระสงฆ์ จึงไม่เหมาะสมที่เด็กผู้หญิงจะไปเรียน

ครั้นถึงวัน พฤหัสบดี ข้างขึ้น เวลาแม่แลง (การนับเวลากรุงศรีอยุธยา) มารดาบิดา ได้นำดอกไม้ธูปเทียน ตามประเพณีไทย นำเด็กชายสุก ไปฝากตัวเรียนหนังสือ กับท่านขรัวตาทอง ณ วัดท่าข่อย ริมคลองท่าข่อย(ท่าหอย)
กาลต่อมาเด็กชาย สุก ก็ได้บรรพชา เป็นสามเณร อยู่ที่วัดท่าข่อย ริมคลองบ้านข่อยนั้นเอง โดยมีท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งนับเป็นพระอาจารย์ พระองค์แรก ของพระอาจารย์สุก
พระขรัวตา คือพระสงฆ์ที่คงแก่เรียน แตกฉานในวิชาการทางพระพุทธศาสนาต่างๆ เรียนรู้วิชาการทุกอย่างไว้มาก มีพรรษายุกาลมาก เชี่ยวชาญสมถะวิปัสสนากรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ มีความรู้ความสามารถ ในการสอน อ่าน-เขียน อักขระขอม-ไทย ในการบอกหนังสือจินดามณี ในการบอกหนังสือคัมภีร์มูลกัจจายน์ (หนังสือเรียนไวยากรณ์บาลี) มีความรู้ยาสมุนไพร เป็นต้น
ท่านขรัวตาทองเป็นพระสงฆ์ ที่มักน้อย มีความสันโดษ ไม่มีสมณะศักดิ์ อีกทั้งท่านยังเป็นผู้มีกายสงบ มีจิตสงบ กายของท่านจึงผ่องใสดั่งทอง เพราะกายสงบ ตาของท่านผ่องใส เหมือนตาเด็ก เพราะจิตสงบ เรียกว่า กายสงบแบบอริยะ จิตสงบแบบอริยะชนทั้งหลาย มักเรียกขานนามของท่านว่า ท่านขรัวตา

พระสงฆ์สมัยอยุธยาท่านมีความ รู้ทั้งทางปริยัติ และปฏิบัติ สม่ำเสมอกัน สมัยนั้นจึงมักนิยมเล่าเรียนศึกษาทั้งปริยัติ และปฏิบัติ ควบคู่กันไป โดยไม่แยกศึกษาอย่างใด อย่างหนึ่งก่อน การศึกษาปริยัติ ปฏิบัติควบคู่กันไป จะทำให้เข้าใจปริยัติได้อย่างลึกซึ่ง ความขวนขวายในการศึกษาพระพุทธศาสนา จึงมีทั้งสองทางเสมอกัน

ท่านขรัวตาทอง ทางการคณะสงฆ์ เรียกขานท่านว่า พระอธิการทอง สถิตวัดท่าข่อย (ท่าหอย) ท่านขรัวตาทอง มีชนมายุอยู่มาหลายรัชกาล และอยู่มาจนถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา
ท่านขรัวตา ทอง ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์บอกพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับพระองค์แรก ของพระอาจารย์สุก ครั้งบรรพชาเป็นสามเณร อยู่ ณ วัดท่าข่อย (ท่าหอย)

ประวัติท่านขรัวตาทอง ท่านบรรพชา-อุปสมบทอยู่วัดโรงช้าง ย้ายมาอยู่วัดท่าข่อย ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าข่อย ท่านศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สืบต่อมาจาก พระครูวินัยธรรมจ้อย วัดท่าเกวียน กรุงศรีอยุธยา พระครูวินัยธรรมจ้อย พระองค์นี้ ท่านเป็นศิษย์ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ มาจากพระพนรัต (แปร) วัดป่าแก้ว กรุงศรีอยุธยา พระพนรัต(แปร) ท่านมีพระชนชีพอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าเสือ พระพนรัต (แปร) ท่านมีชีวิตอยู่มาจนถึง พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ

ตามตำนาน กล่าวว่าท่านขรัวตาทอง ท่านเป็นพระอนาคามีบุคคล เป็นพระอริยบุคคล คู่ที่สาม ในพระพุทธศาสนา ได้มรรคสาม ผลสาม อภิญญาหก
ประวัติ วัดท่าข่อย (วัดท่าหอย) วัดท่าข่อยเป็นวัดประจำตระกูลของมารดา-บิดาพระอาจารย์สุก คุณทวดของพระองค์ท่าน สร้างไว้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นวัดที่มีแต่เขตสังฆาวาส ไม่มีเขตพุทธาวาส วัดท่าข่อย เป็นวัดบริวารของวัดโรงช้าง

วัดท่าข่อย มีพระเจดีย์ที่เก็บอัฎฐิธาตุ บรรพบุรุษ ในตระกูล ของพระอาจารย์สุก ซึ่งเป็นประเพณีนิยมในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่นิยมสร้างวัดประจำตระกูล เพื่อเก็บอัฎฐิธาตุของบรรพบุรุษ และมีไว้ให้ลูกหลาน ได้วิ่งเล่น กัน จะได้ใกล้ชิดพระศาสนา วัดราษฎร์ ตั้งอยู่ใกล้วัดหลวง วัดไหน ก็จะเป็นวัดบริวารของวัดหลวง วัดนั้น วัดบริวารของวัดหลวง จะไม่สร้างพระอุโบสถ(ปัจจุบันวัดท่าหอย เป็นวัดร้าง)
วัดท่าข่อย จะมีบริเวณวัด เป็นคูเล็กๆ ล้อมรอบวัด บริเวณหน้าวัด ติดกับคลองท่าข่อย (คูจาม)

วัด ท่าข่อย อยู่หลังวัดพุทไธศวรรย์ เยื้องไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑ - ๓ เส้น และวัดท่าข่อยนี้ อยู่หลังวัดโรงช้าง เยื้องไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑-๓ เส้น

ถ้า มาจากแม่น้ำหน้าวัดพุทไธศวรรย์ ล่องเรือมาทางทิศตะวันตกประมาณ ๑ เส้น เลี้ยวขวาเข้าคลองบ้านข่อย(คลองคูจาม) ไปประมาณ ๒-๓ เส้น ก็ถึงท่าน้ำ วัดท่าข่อย (ท่าหอย)

ถ้ามาจากแม่น้ำหน้าวัดโรงช้าง ล่องเรือขึ้นมาทางทิศตะวันออกประมาณ ๑ เส้น เลี้ยวซ้ายเข้าคลองบ้านข่อย (คลองคูจาม) ไปประมาณ ๒-๓ เส้น ก็ถึงท่าน้ำ วัดท่าข่อย (ท่าหอย)

วัด ท่าข่อย อยู่ห่างจาก วัดพุทไธศวรรย์ และวัดโรงช้าง เป็นระยะทางเกือบเท่าๆกัน สองวัดนี้อยู่ริมแม่น้ำป่าสักทั้งสองวัด พระอาจารย์สุก บรรพชาเป็นสามเณร อยู่วัดท่าข่อย เนื่องจากเป็นวัดประจำตระกูล และอยู่ไกล้ละแวกบ้านท่าน และท่านขรัวตาทอง ก็สนิทคุ้นเคยกันเพราะเป็นญาติ ซึ่งบางแห่งว่า เป็นญาติข้างบิดา

ต่อ มาภายหลัง เมื่อพระอาจารย์สุก จะทรงบรรพชา-อุปสมบท ทรงไปบรรพชา-อุปสมบทที่วัดโรงช้าง เพราะอดีตเจ้าอาวาสวัดโรงช้าง เคยเป็นพระอุปัชฌาย์ ของคุณทวด และเจ้าอาวาสวัดโรงช้าง องค์ปัจจุบัน ก็เคยเป็นพระอุปฌาย์-อาจารย์ ของคุณปู่ และพระบิดาของพระองค์ท่าน ซึ่งทั้งคุณทวด คุณปู่ และพระบิดา อุปสมบทบวชเรียน และศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ อยู่วัดโรงช้าง มาแต่ก่อน

วัด ท่าข่อย เป็นชื่อเดิมของวัด วัดท่าหอย วัดท่าข่อย - วัดท่าหอย จึงเป็นวัดเดียวกัน แต่สมัยกาลนานมา หลังกรุงศรีอยุธยาล่มสลายลงแล้ว จนกระทั่งพระเจ้าตากสิน กู้อิสรภาพคืนมาแล้ว ทรงมาสร้างกรุงธนบุรี คนไทยที่เคยตั้งบ้านเรือน อยู่อาศัยใกล้บริเวณวัดท่าข่อย ครั้งกรุงศรีอยุธยามาแต่เดิมนั้น ได้ล้มหายตายจากไปเป็นส่วนมาก ไม่มีใครได้กลับมาตั้งถิ่นฐานในที่เดิมนี้อีก มีแต่คนรุ่นใหม่ได้ย้ายมาตั้งบ้านเรือนในบริเวณวัดท่าข่อย
ต่อมาถึงสมัย กรุงธนบุรีผู้คนแถบนี้ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐาน บ้านเรือนอยู่ทางฝั่งกรุงเก่ากันหมด ผู้คนทั้งหลายจึงเริ่มลืมเลือน ชื่อเดิมของวัดท่าหอย (ท่าข่อย) เพราะเป็นวัดราษฎรเล็กๆไม่มีชื่อเสียง ต่อมาบริเวณใกล้วัดท่าข่อยกลายเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของพวกแขกจาม กล่าวว่าพวกแขกจาม เป็นเชลยศึกครั้งกรุงธนบุรี สำเนียงพวกแขกจาม พูดสำเนียงเร็ว จึงเรียกขานนาม ท่าข่อย เพี้ยนเป็น ท่าหอย

แต่นั้นมา วัดท่าข่อย จึงเรียกขานนามกันใหม่ว่า วัดท่าหอย แต่นั้นมา วัดท่าข่อยนี้ เป็นที่เรียนหนังสือ ครั้งแรกของพระอาจารย์สุก เป็นที่บรรพชาเป็นสามเณร ครั้งแรกของพระอาจารย์สุก เป็นที่ฝึกเจริญสมาธิครั้งแรก ของพระอาจารย์สุก และเป็นวัดที่พระอาจารย์สุก ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เป็นครั้งแรก ในสมัยอยุธยา และสมัยธนบุรี

วัดท่าหอย ครั้งกรุงศรีอยุธยา ยังเป็นราชธานีอยู่นั้น มีแต่เขตสังฆาวาส คือมีกุฏิสงฆ์อยู่ประมาณ ๕-๖หลัง กับศาลาบำเพ็ญกุศลขนาดย่อมๆ ๑ หลังเท่านั้น
แต่ก่อนนั้นเวลาทำสังฆกรรม เช่น อุปสมบท ต้องไปอุปสมบทวัดใหญ่ๆ เช่น วัดโรงช้าง วัดพุทไธศวรรย์ วัดราชาวาส เป็นต้น
ส่วน เขตพุทธาวาส ในวัดท่าข่อย เช่น พระอุโบสถ มาสร้างขึ้นภายหลัง ครั้งเมื่อพระอาจารย์สุก มาเป็นพระอธิการ วัดท่าหอย ครั้งที่สอง สมัยกรุงธนบุรี

ประวัติคลองบ้านข่อย คลองบ้านข่อย เป็นชื่อเดิมของคลองคูจาม ถึงสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี คลองบ้านข่อยเกิดตื้นเขิน เรือ แพ ล่องไปมาไม่สะดวก พวกแขกจามที่ตั้งบ้านเรือน อยู่ในบริเวณนั้น ใช้เรือ แพ สัญจรทางน้ำไปมา ไม่สะดวก จึงเกณฑ์พวกพ้อง แขกจามด้วยกัน ช่วยกันขุดลอกคลองบ้านข่อยขึ้นใหม่ ให้ลึกกว่าเก่า แต่นั้นมาคลองบ้านข่อย จึงได้ใช้สัญจรไปมา ได้โดยสะดวก และ คลองบ้านข่อย จึงได้เรียกขานนามกันใหม่ว่า คลองคูจาม ส่วนคลองตะเคียนนั้น อยู่เหนือคลองคูจามขึ้นไปอีกคุ้งหนึ่ง สมัยนั้นคลองเดียวกันตลอดสาย เรียกชื่อต่างๆกันไปตามชื่อหมู่บ้าน ตามชื่อตำบล ถ้าขุดคลองผ่านหมู่บ้านไหน ตำบลไหน ก็เรียกชื่อคลองที่ผ่านหมู่บ้านนั้น ตำบลนั้น ตามชื่อหมู่บ้านนั้น ตามชื่อตำบลนั้น เช่นผ่าน วัดตะเคียน ก็เรียก คลองตะเคียน เป็นต้น

กล่าว ว่า เมื่อท่านขรัวตาทองกลับมาจากรุกขมูลครั้งนั้น อีกเหลือเวลาอีก เกือบเดือนก็จะเข้าพรรษาแล้ว ท่านขรัวตาทอง ดำริว่าสังขารชราภาพมากแล้ว จะไม่ออกธุดงค์อีก

สามเณรสุก มาอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านขรัวตาทองครั้งกระนั้น ท่านขรัวตาทอง มักเล่าเรื่องราว ประสพการณ์ต่างๆเกี่ยวกับสัญจรจาริกธุดงค์ให้สามเณรสุกฟัง เสมอๆ
ต่อมาสามเณรสุก ดำริอยากจะออกไปธุดงค์บ้าง ท่านขรัวตาทองก็ทราบความดำรินี้ ของสามเณรสุก ด้วยเจโตปริยะญาณ โดยจะขอตามท่านขรัวตาทองไป
แต่ ท่านขรัวตาทอง เวลานี้ไม่คิดออกธุดงค์แล้ว แต่ท่านมีความเมตตาตาสงสาร สามเณรสุก ที่อยากจะออกธุดงค์ ไปป่าบ้าง ท่านขรัวตาทอง ท่านก็เล็งเห็นอุปนิสัย ของสามเณรสุก ว่ามีวาสนาบารมีมาทางเนกขัมมะ
อยู่ มาวันหนึ่ง ก่อนเข้าพรรษาประมาณ ๑๐วัน ท่านขรัวตาทองเรียก พระอาจารย์แย้ม มาบอกฝากวัดไว้สักสาม- สี่วัน แล้วเรียกสามเณรสุก มาบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปตามป่าเขา สักสามสี่วัน แล้วท่านขรัวตาทอง ก็กล่าวสอนพระอาจารย์สุกว่า เวลาไปป่า รู้เห็นอะไร ให้ทำเฉยๆเสีย อย่าไปทักทาย มองดูเฉยๆ
ท่านขรัวตาทอง ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่ทรงอภิญญา ท่านแบกกลด สะพายบาตร ถือไม้เท้าเบิกไพร เถาอริยะ แล้วหันมาบอกกับสามเณรสุกว่า ตามข้าฯมาอย่าสงสัย อย่ายั้งนะ ชั่วเวลาไม่นานนัก ท่านขรัวตาทอง ก็พาสามเณรสุก มาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ในป่านั้นสามเณรสุก ได้ยินเสียงไก่ป่า ร้องขันขานกันเซ่งแซ่ แลเห็นไก่ป่าโผบินมาเดินอยู่ใกล้ๆท่าน สามเณรสุก นั่งพักตรงไหน ไก่ป่า ก็มารุมล้อมท่านทุกครั้ง ท่านขรัวตาทองเห็นแล้ว ก็ทราบว่า สามเณรสุก บำเพ็ญเมตตาบารมีมามาก

ถึงเวลาเย็น พระอาทิตย์อัศดงค์แล้ว ท่านขรัวตาทอง ปักกลด และสอนให้สามเณรสุก ปักกลด เมือปักกลดเสร็จแล้ว ท่านขรัวตาทอง ก็นั่งแผ่เมตตาอยู่ในกลด พร้อมกันนั้นก็สอนให้สามเณรสุก แผ่เมตตาด้วย เวลานั้นใกล้ค่ำแล้ว ไก่ป่า ก็พากันกลับขึ้นไปบนคาคบไม้ จนหมดสิ้น
และคืนนั้นท่านขรัวตาทอง และสามเณรสุก ก็พักแรม ในป่าแห่งนั้นหนึ่งคืน ถึงเวลากลางคืน มีสัตว์ร้าย เช่นเสือโค่ง เสือดาว มานอนใกล้กลด ขรัวตาทอง และสามเณรสุก แต่สามเณรสุก เห็นแล้ว ก็ไม่กลัว และไม่เอ่ยปากถาม ท่านขรัวตาทอง ทำตามท่านขรัวตาทอง กล่าวสอนทุกประการ

ถึง ตอนเช้าไก่ป่า พากันร้องขันขานกันเซ่งแซ่ และพากันโผบินมารุมล้อมรอบกลด ท่านขรัวตาทอง และสามเณรสุก ขรัวตาทองพาสามเณรสุกออกบิณฑบาต ที่บ้านชาวป่า ฉันอาหารแล้ว ท่านก็พาสามเณรสุก ออกเดินสัญจรจาริก ต่อไป
เช้าบางวันก็ ได้อาหารบิณฑบาต จากชาวป่า เช้าบางวันไม่เจอบ้านผู้คน ท่านขรัวตาทอง ก็มายืนถือบาตร และเปิดฝาบาตรอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่สักครู่หนึ่ง ก็ปิดฝาบาตร แล้วเดินกลับมาที่กลด
ท่านขรัวตาทอง ก็บอกกับสามเณรสุกว่า ในบาตรมีข้าวทิพย์ของรุกขเทวดา แต่สามเณรสุก มองดูในบาตรแล้ว ไม่เห็นมีข้าวสักเม็ด เห็นมีแต่บาตร เปล่าๆ ท่านขรัวตาทอง จึงบอกให้สามเณรสุกกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ แล้วมองดูในบาตร สามเณรก็มองเห็นข้าวทิพย์ในบาตร
ท่านขรัวตาทอง จึงกล่าวกับสามเณรสุก อีกว่า ข้าวทิพย์ เป็นของละเอียด ฉันไม่ได้ ต้องทำให้เป็นของหยาบเสียก่อน โดยใส่น้ำลงในบาตร จึงฉันได้ ว่าแล้วท่านขรัวตาทอง ก็เอาน้ำจากกา มาเทลงในบาตรเกว่งไป เกว่งมาสักครู่หนึ่ง พร้อมกับสวดพิจารณาอาหารไปด้วย สวดเสร็จแล้ว ท่านก็ดื่มน้ำในบาตร ดื่มแล้ว ท่านขรัวตาทอง ก็ส่งให้สามเณรสุกดื่มกินน้ำในบาตร

กล่าวว่า สามเณรสุก ดื่มน้ำในบาตรนั้นแล้ว ก็อิ่มทั้งวัน ไม่รู้สึกหิวกระหายเลย ท่านขรัวตาทอง และสามเณรสุก จึงเดินป่าอยู่อีก สามสี่วัน แล้วท่านก็พาสามเณรสุก กลับถึงวัดท่าหอย ด้วยเวลาไม่กี่ยาม กล่าวว่าท่านขรัวตาทองมาด้วย อภิญญาจิต(ย่นระยะทาง) หรือที่เรียกว่า อิทธิวิธญาณ
พระอาจารย์สุก ท่านบรรพชา เป็นสามเณร ในครั้งนั้น พระองค์ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้ ท่านขรัวตาทอง ผู้เป็นอุปฌาย์ อาจารย์ ซึ่งตอนนั้น พระอาจารย์ของท่านทุพพลภาพ ชราลงมากแล้ว
สามเณรสุก ได้ผลัดเปลี่ยนกับ สามเณรองค์อื่นๆคอยดูแลปรนนิบัติพระอาจารย์ ช่วยต้มน้ำร้อนบ้าง ชงน้ำชาบ้าง ถูกุฏิบ้าง กวาดกุฏิบ้าง เวลากลางวัน พระองค์ท่าน ทรงเล่าเรียนหนังสือภาษาไทย คัมภีร์จินดามณี กับขรัวตาทอง สามเณรสุก ท่านมีศักดิ์ เป็นหลานท่านขรัวตาทอง

เวลากลางคืน ท่านขรัวตาทอง ก็สอนให้พระองค์ท่านนั่งเจริญภาวนาพระกรรมฐาน โดยการสำรวมจิต ตั้งสมาธิจิตไว้ที่ ใต้นาภี สองนิ้วมือ เป็นพื้นฐานขั้นแรกของการตั้งสมาธิ แต่การตั้งสมาธิ ของพระองค์ท่านครั้งยังเป็นสามเณรน้อยๆอยู่นั้น พระอาจารย์ของพระองค์ท่าน สอนให้พระองค์ท่านนั่งเจริญสมาธิเพื่อไว้เป็นพื้นฐานเท่านั้น แต่สามเณรน้อยๆ มีนิวรณ์ธรรมน้อย ไม่หนาแน่น ไม่กระจาย จิตจึงข่มนิวรณ์ธรรมได้รวดเร็ว จิตจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว จึงเป็นสาเหตุให้ สามเณรสุก มีพื้นฐานทางสมาธิภาวนา ตั้งแต่นั้นมา
กล่าว ว่า สามเณรสุก ทรงสำรวมจิต เจริญสมาธิในครั้งนั้น และด้วยบุญบารมี ของพระองค์ท่านที่ได้สั่งสมมาช้านาน จิตของพระองค์ท่านก็บรรลุถึงปฐมฌาน ในวิสุทธิธรรมขั้นแรกๆ

ท่านขรัวตาทอง พระอาจารย์ของพระองค์ท่าน ตรวจดูสมาธิจิตสามเณรสุก ทราบเหตุการณ์นี้แล้ว ก็รู้ว่าสามเณรสุก เป็นผู้มีบุญบารมี ในเนกขัมมะ จะเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคต แต่ท่านขรัวตาทอง ก็ไม่ได้สอนอะไรให้พระองค์ท่านเพิ่มเติมมากนัก เกรงว่าท่านจะมีความขวนขวายน้อยในการศึกษาปริยัติธรรม และเล็งเห็นว่าสามเณรสุก ยังเล็กอยู่ ท่านขรัวตาทอง เพียงแต่บอกให้สามเณรสุกนั่งสำรวมจิต ให้เป็นสมาธิ ไปอย่างเดียวบ่อยๆ เสมอ จะได้ไม่เสื่อมจากสมาธิ

ต่อมาสามเณรสุก ทรงมีพระชนมายุย่างเข้า ๑๖ - ๑๘ พรรษา ท่านขรัวตาทอง พระอาจารย์ของพระองค์ท่าน เห็นว่าสามเณรสุก พอจะมีความรู้ ลึกซึ่ง เรื่องสมาธิขึ้นบ้างแล้ว
ท่านขรัวตาทอง จึงเริ่มบอกพระปีติ ๕ พระยุคล ๖ พระสุขสมาธิ ๒ ประการ และพระอานาปานสติบ้าง แต่มิได้ให้เข้าสะกดกรรมฐานเท่านั้น ด้วยตั้งใจไว้ว่า ให้สามเณรสุก ได้เข้าอุปสมบทเป็นภิกษุภาวะก่อน จึงจะให้ปฏิบัติสมาธิเป็นเรื่อง เป็นราว เป็นแบบแผนที่หลัง และท่านขรัวตาทอง ก็ทราบว่าสังขารของท่าน จะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงตอนที่สามเณรสุก เข้าอุปสมบท

ตอนนั้นเอง ท่านขรัวตาทอง ก็สอนให้สามเณรสุกอ่าน และเขียน อักษรขอม อักษรไทย จนพระองค์ท่าน มีความรู้มากขึ้น
ท่าน ขรัวตาทอง เล็งเห็นว่า กาลข้างหน้าเมื่อสามเณรสุก เข้าอุปสมบทเป็นภิกษุภาวะแล้ว เวลานั้นจะมีพระมหาเถราจารย์ ชี้แนะพระกรรมฐานมัชฌิมา ให้กับสามเณรสุกเอง

ความเป็นมาของหนังสือ คัมภีร์จินดามณี เป็นพระคัมภีร์สอนภาษาไทย ที่แต่งขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้แต่งคือ พระยาโหราธิบดี นักปราชญ์ และกวีเอก สมัยกรุงศรีอยุธยา พระยาโหราธิบดี ท่านเป็นบิดาของ ศรีปราชญ์ จินตกวี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช
คัมภีร์จินดามณี เป็นคัมภีร์ที่นิยม หรือบังคับให้เป็นแบบเรียนเขียน อ่าน และเป็นคัมภีร์สอนหลักการอ่าน การเขียน ภาษาไทย หลักการแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์กลอน คัมภีร์นี้ เขียนด้วยตัวอักษรไทย นำร่างเค้ามูล ต้นแบบ มาจาก พระคัมภีร์มูลกัจจายน์ คือคัมภีร์เรียนหลักไวยากรณ์ บาลี ของพระสงฆ์






ทรงกตัญญูต่อมารดา - บิดา
กาล เวลาผ่านไป สามเณรสุก ก็สามารถอ่าน เขียน ภาษาไทยได้ จนจบตามหลักสูตรของ คัมภีร์จินดามณี ส่วนการอ่าน เขียน อักขระขอม พระอาจารย์ ของพระองค์ท่าน ก็สอนให้สามเณรสุก เมื่อพระองค์ท่านทรงมีชนมายุย่างเข้า ๑๖ - ๑๘ ปีนี่เอง

หลาย ปีต่อมาที่บ้านของพระองค์ท่าน พี่สาวได้ออกเรือนไป (คือแต่งงาน) สามเณรสุก ท่านมีความสงสารมารดาบิดา เนื่องจากท่านแก่ชราลงมากแล้ว ยังจะต้องมาดูแลกิจการเลือกสวนไร่นาอีก สามเณรสุก จึงมีความดำริที่จะขอลาบรรพชา ออกมาจากสามเณร เพื่อมาช่วยมารดาบิดา ดูแลกิจการค้าขาย เลือกสวน ไร่นา และคนงาน ข้าทาสบริวาร เพื่อตอบแทนพระคุณ ของมารดา-บิดา ไม่อยากเห็นท่านลำบากกาย ลำบากใจ

ถึงปีพระพุทธศักราช ๒๒๙๔ สามเณรสุกมีพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา พระองค์ท่านจึงไปขออนุญาต ท่านขรัวตาทอง พระอุปัชฌาย์ เพื่อขอลาบรรพชา จาก
พระ อุปัชฌาย์เห็นว่าสามเณรสุก มีพี่น้องเพียงสองคน คือพี่สาวและตัวท่าน เมื่อพี่สาวออกเรือนไปอยู่บ้านสามี ตามประเพณีจีน ที่บ้านท่านจึงไม่มีใครช่วยกิจการงานมารดาบิดา ท่านขรัวตาทอง เห็นว่าสามเณรสุกมีความกตัญญูต่อมารดาบิดา ท่านก็อนุญาตให้ สามเณรสุก ลาบรรพชาไป ช่วย มารดา บิดา
เมื่อสามเณรสุก ลาบรรพชา ออกไปนั้น ท่านก็ปรนนิบัติรับใช้มารดาบิดาให้มีความสุข เมื่อทรงว่างจากกิจการงาน พระองค์ท่าน ก็มักจะหลบไปเจริญสมาธิในป่าหลังบ้านเสมอ บางครั้งพระองค์ท่าน ก็ไปวัดท่าหอยนั่งเจริญสมาธิ และทรงเข้าหาท่านขรัวตาทอง เพื่อสอบอารมณ์ จนพระองค์ท่านสามารถเห็นรูปทิพย์ได้ ฟังเสียงทิพย์ได้ เรียกว่าทรงเจริญกรรมฐานในสองส่วนได้ คือเห็นรูปทิพย์ และฟังเสียงทิพย์ แต่ว่าเป็นอย่างโท ต่อมาพระองค์ท่านทรงมีความสามารถ ในการกระทบจิต (ฟังเสียงทิพย์) เป็นอย่างโท ได้อีกด้วย

พระองค์ท่าน ทรงลาบรรพชา ออกไปช่วยมารดา-บิดาดูแลกิจการได้ประมาณ ๒ ปีเศษ ท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) ก็ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ลงด้วยโรคชรา
เมื่อครบร้อยวัน การทำบุญสรีระสังขารของ ท่านขรัวตาทอง พระองค์ท่าน และมารดาบิดา ก็ไปเป็นเจ้าภาพงานปลงศพ ท่านขรัวตาทอง ที่วัดท่าหอย เนื่องจากเป็นพระญาติ

กล่าว ว่า อัฎฐิธาตุ ของท่านขรัวตาทอง แปรสภาพเป็นพระธาตุด้วย ซึ่งอัฎฐิธาตุ แปรสภาพเป็นพระธาตุ ของพระสงฆ์ ครั้งกรุงศรีอยุธยานั้น มีเป็นส่วนมาก ญาติโยมทั้งหลาย ในครั้งนั้นจึงไม่ตื่นเต้นกันมากนัก
ต่อมา คณะสงฆ์ และญาติโยมบริเวณ วัดท่าหอย ได้ทำการบรรจุ พระธาตุ ท่านขรัวตาทอง ไว้ในเจดีย์ ภายในวัดท่าหอย นั้นเอง

เสร็จ งานปลงศพ ท่านขรัวตาทอง วัดท่าหอยแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายในวัดท่าหอย ได้ยกให้ พระอาจารย์แย้ม วัดท่าหอย ศิษย์กรรมฐานอาวุโส ของท่านขรัวตาทอง ขึ้นเป็นพระอธิการ วัดท่าหอย เป็นองค์ต่อมา


ประวัติสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน2


 

 

 

 

 

 


ทรงอุปสมบท
ลุ ถึงปีพระพุทธศักราช ๒๒๙๗ มารดาบิดาของพระองค์ท่าน ชราภาพลงมากแล้วและครั้งนั้นพี่สาวของท่านพร้อมสามี และบุตรของพี่สาว ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านมารดาบิดา เพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้ ดูแลมารดา-บิดา และช่วยดู แลกิจการ การทำสวน ไร่ นา ควบคุมข้าทาสบริวาร และเป็นการแสดงความกตัญญู อันบุตร-ธิดาพึงมีต่อ มารดาบิดา

ครั้งนั้น มารดาบิดาของพระองค์ท่าน เห็นเป็นโอกาสเหมาะ ต้องการให้พระองค์ท่านอุปสมบท บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ตัวพระองค์ท่านเองก็มีความประสงค์ที่จะอุปสมบท บวชเรียน เพื่อทดแทนคุณ มารดา-บิดาด้วย ซึ่งเวลานั้นมารดาบิดาของท่านก็มีความสุขสบายดีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จากการได้พักผ่อน จากการทำมาหาเลี้ยงชีพ เนื่องจากมีธิดาคนโตและสามี มาช่วยดูแล กิจการ และปรนนิบัติรับใช้

ถึงเวลาใกล้เข้าพรรษาในปีนั้น ประมาณต้นเดือนแปด มารดาบิดาของพระองค์ท่าน ได้นำพระองค์ท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์บวชเรียนกับ ท่านพระครูเถรผู้เฒ่า วัดโรงช้าง วัดนี้เป็นวัดใหญ่อยู่นอกกำแพงเมือง ด้านเหนือ ของกรุงศรีอยุธยา และตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแนวเดียวกันกับ วัดพุทไธศวรรย์ ห่างไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๓-๔ เส้น ฝังตรงข้ามกับ วัดโรงช้าง เลยคูเมืองไปทางทิศใต้เป็น ประตูเมือง ชั้นนอก

วัดโรงช้าง เป็นวัดใหญ่ อดีตเคยเป็นที่เลี้ยงช้างหลวง มาแต่โบราณกาล อดีตเจ้าอาวาส วัดโรงช้าง เคยเป็นอุปัชฌาย์-อาจารย์ ของคุณทวด ส่วนเจ้าอาวาสวัดโรงช้าง องค์ปัจจุบัน เคยเป็นอุปัชฌาย์-อาจารย์ ของคุณปู่ และพระบิดา ของพระองค์ท่าน มาแต่กาลก่อน

ประวัติของ ท่านพระครูเถรผู้เฒ่า ท่านมีนามเดิมว่า สี ชาวบ้านเรียกขานนามท่านว่า หลวงปู่สี ท่านเป็นพระครูฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนามที่ พระครูรักขิตญาณ หมายถึง ผู้รักษาความรู้

พระครูรักขิตญาณ (สี) ท่านศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สืบต่อมาจาก พระครูวินัยธรรมจ้อย วัดท่าเกวียน อยุธยา พระครูวินัยธรรม (จ้อย) พระองค์นี้ ท่านเป็นศิษย์พระพนรัต(แปร) วัดป่าแก้ว พระพนรัต (แปร) ท่านมีชีวิตอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าเสือ

กล่าวว่า ท่านพระครูรักขิตญาณ (สี) ท่านเป็นพระอานาคามีบุคคล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาคู่ที่สาม ได้มรรคสาม ผลสาม อภิญญาหก อย่างโท

พระครูรักขิตญาณ (สี) ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชา-อุปสมบท พระอาจารย์สุก และเป็นพระอาจารย์ บอกพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เบื้องต้น เป็นองค์ที่สอง (เป็นการทบทวน) และพระอาจารย์สอนพระบาลี คัมภีร์พระบาลีมูลกัจจายน์เบื้องต้น ให้กับพระอาจารย์สุก ในคราวอุปสมบท บวชเรียนในพรรษาต้นๆ ณ วัดโรงช้างแห่งนี้

กล่าวว่า วันที่พระอาจารย์สุก บรรพชา-อุปสมบทที่วัดโรงช้างนั้น ขณะพระสงฆ์กำลังสวดทำญัตติกรรมจบที่สามเสร็จลง ก็บังเกิดเป็นอัศจรรย์ ปรากฏมีแสงสว่างรุ่งเรือง เหลืองอร่ามพุ่งออกมาทางช่องแสงสว่าง พระอุโบสถที่เจาะช่องไว้ พร้อมกันนั้นก็มีเสียงไก่ป่า ไก่บ้าน ไก่วัด ร้องกันระงมเซ่งแซ่ไปหมด คล้ายเสียงอนุโมทนา สาธุการในบุญกุศล และผู้คนที่มาในงานบรรพชา-อุปสมบท เห็นอัศจรรย์ดังนั้น ก็ยกมือขึ้นอนุโมทนา สาธุการ กันทั่วหน้าทุกตัวตน ด้วยความปีติใจ

กล่าวว่าแสงสว่างนั้น เป็นแสงของเทวดา และพรหมทั้งหลาย มาแสดงอนุโมทนายินดี พระอาจารย์สุก ที่ได้บรรพชา-อุปสมบทในครั้งนั้น
การ เห็นแสงสว่างนี้ เป็นการเห็นด้วยสมาธิจิต เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้น นิยมเจริญภาวนากันมาก จึงมีสมาธิจิตดี จึงสามารถเห็นแสงสว่างนี้ได้
พระ อาจารย์สุก บรรพชาอุปสมบทแล้ว ทรงได้รับพระฉายานามทางพระพุทธศาสนาว่า พระปุณณะปัญญาภิกขุ (ตามหลักพระบาลีมูลกัจจายน์ ของเก่าใช้เป็นคำไทย ซึ่งมีความละเอียดลึกซึ้งมากกว่าปัจจุบัน) อุปสมบทแล้วในพรรษานั้นพระองค์ท่านได้ศึกษาการอ่าน เขียน อักขระขอมไทย เพื่อเป็นการทบทวน และเตรียมพระองค์ ในการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และศึกษา พระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ ซึ่งจารึกพระคัมภีร์ด้วย อักขระขอม ไทย

การ ศึกษาภาษาบาลี คัมภีร์มูลกัจจายน์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่โบราณกาลนั้น กุลบุตรผู้บวชเรียน มีความประสงค์ที่จะศึกษา พระธรรม หรือพระบาลีคัมภีร์มูลกัจจายน์ ต้องเริ่มต้นด้วยการหัดเขียน หัดอ่าน อักษร ขอม ก่อน เพราะพระคัมภีร์พระธรรม และคัมภีร์บาลีจารจารึกไว้ด้วยอักษร ขอม กุลบุตรผู้บวชเรียน จะศึกษาพระคัมภีร์มูลกัจจายน์ หรือคัมภีร์พระบาลีใหญ่ ต้องท่องจำหลักไวยากรณ์ รากศัพท์อันเป็นสูตรมูล ทั้งภาคภาษามคธ และภาคภาษาไทย ล้วนจารจารึกด้วย อักษรขอมทั้งนั้น




ทรงศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมาอย่างเป็นแบบ เป็นแผน
ถึง วันพฤหัสบดี ข้างขึ้น ของวันเข้าพรรษาปีนั้น ซึ่งนับว่าเป็นวันครู อันเป็นวัฒนธรรมประเพณีขึ้นพระกรรมฐานมัชฌิมา มาแต่เดิม ซึ่งต้องไปขึ้นพระกรรมฐานในสำนักหลัก สำนักใหญ่ อันเป็นศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ประจำกรุงศรีอยุธยา คือสำนัก วัดป่าแก้ว
ท่านพระครูรักขิตญาณ (สี) องค์พระอุปัชฌาย์ ของท่าน ได้นำพระอาจารย์สุก ไปกราบสักการะ เข้ามอบตัวต่อพระรัตนไตร ขึ้นพระกรรมฐาน กับ พระพนรัต (แก้ว) วัดป่าแก้ว

ประวัติพระพนรัต (แก้ว) ท่านศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา สืบต่อมากับ พระพนรัต (แปร) พระพนรัต (แก้ว) ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาส วัดป่าแก้ว และเป็นอาจารย์ใหญ่กรรมฐานมัชฌิมา ในปลายรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ท่านดำรงตำแหน่งมาจนถึง ปลายรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

พระพนรัต (แก้ว) ดำรงตำแหน่งเป็นพระพนรัต พระสังฆราช ฝ่ายซ้าย เจ้าคณะอรัญวาสี เป็นองค์สุดท้าย ของวัดป่าแก้ว ท่านศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบ เต็มรูปแบบ และเป็นองค์สุดท้ายที่ใช้ราชทินนามว่า พระพนรัต เมื่อสิ้นพระพนรัต (แก้ว) แล้ว ต่อมา พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงเปลี่ยนตำแหน่งพระพนรัต เป็น พระวันรัต ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะคามวาสี และให้ตำแหน่งพระพุทธาจารย์ (พระพุฒาจารย์) วัดโบสถ์ราชเดชะ เป็นเจ้าคณะกลางอรัญวาสี แทนวัดป่าแก้ว ตั้งแต่นั้นมา

พระ ครูรักขิตญาณ (สี) นำพระอาจารย์สุก ไปขึ้นพระกรรมฐานมัชฌิมา กับพระพนรัต (แก้ว) วัดป่าแก้วครั้งนั้น พระพนรัต (แก้ว) ก็แก่ชราภาพลงมากแล้ว และพระพนรัต (แก้ว) ก็มรณภาพลงในพรรษาปีนั้นเอง

ครั้งนั้นพระอาจารย์ สุก ทรงนำ เครื่องบูชาขันธ์ห้า อันเป็นประเพณี ขึ้นพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับแต่โบราณไปด้วย ขันธ์ห้านี้ประกอบไปด้วย ข้าวตอก ห้ากระทง ดอกไม้ห้าสี ห้ากระทงใบตอง เทียนขี้ผึ้งหนักหนึ่งบาทห้าเล่ม ธูปห้าดอก ใส่ในถาดไม้สี่เหลี่ยมไปทำวัตรขึ้นพระกรรมฐานกับ พระพนรัต(แก้ว) วัดป่าแก้ว ซึ่งเป็นวัดศูนย์กลางกรรมฐานมัชฌิมา ประจำกรุงศรีอยุธยามาแต่เดิม
ทำ วัตรพระ ขึ้นพระกรรมฐานเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระพนรัต(แก้ว) พระองค์ท่าน ทรงเทศขึ้นลำดับธรรมมัชฌิมา ๑ จบตามโบราณประเพณีแล้ว ทรงบอกองค์อาราธนาพระลักษณะพระกรรมฐานเบื้องต้นให้คือ องค์พระลักษณะขุททกาปีติธรรมเจ้า ทรงบอกองค์พระกรรมฐานให้แล้ว พระพนรัต(แก้ว) พระอาจารย์ใหญ่ ทรงมอบตัวพระอาจารย์สุก ให้กับพระครูรักขิตญาณ (สี) อบรมพระกรรมฐานต่อไป

ถึงยุคกรุงรัตน โกสินทร์ พระภิกษุสงฆ์พระอารามต่างๆ ในกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคต้น และยุคกลางต้องมาขึ้นพระกรรมฐานมัชฌิมา กับพระญาณสังวรเถร (สุก) ที่วัดราชสิทธาราม (พลับ) เนื่องจากเป็นศูนย์กลางพระกรรมฐานมัชฌิมา ประจำกรุงรัตนโกสินทร์

การเป็นศูนย์กลางพระกรรมฐานในวัดราชสิทธาราม นั้น เป็นมาตั้งแต่ปีพระพุทธศักราช ๒๓๒๕ มาจนถึงประมาณปีพระพุทธศักราช ๒๔๙๐ ความเป็นศูนย์กลางพระกรรมฐานก็เสื่อมซาลงไป จนเกิดสายพระกรรมฐานใหม่ขึ้นมากมาย ความเป็นหนึ่งเดียวของพระกรรมฐานเกือบหมดไปในกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้ผู้ปฏิบัติสับสนเนื่องจากพระสงฆ์รุ่นหลัง ไม่รักษาแบบแผนดั่งเดิมไว้

การ ศึกษาพระปริยัติธรรม ของพระอาจารย์สุกในครั้งนั้น กลางวันพระอาจารย์สุก ท่านศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม พระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ กลางคืนท่านเจริญจิตภาวนา พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ

ฉันภัตตาหาร เช้าแล้วทุกวัน พระอาจารย์สุก เข้าแจ้งสอบอารมณ์พระกรรมฐาน กับท่านพระครูรักขิตญาณ (สี) ถ้าแจ้งพระกรรมฐานหรือ สอบอารมณ์ผ่าน พระอาจารย์จะให้พระองค์ท่านอาราธนาพระกรรมฐานองค์ที่สอง ต่อไปคือ คือพระลักษณะขณิกาปีติ จนจบขั้นตอนของพระปีติทั้งห้า อันเป็นต้น เป็นราก เป็นเค้า เป็นมูล ของสมาธิ

พระองค์ท่าน ทรงศึกษาเบื้องต้นของพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับจนจบภายในพรรษานั้น พระองค์ท่าน ทรงปฏิบัติได้ พระปีติทั้ง ห้าประการ เข้าสะกดหนึ่งห้อง พระยุคลธรรมทั้ง หกประการ เข้าสะกดหนึ่งห้อง พระสุขสมาธิ สองประการ เข้าสะกดหนึ่งห้อง แต่ละห้องพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับต้อง เข้าสับ พระปีติทั้งห้า ยุคลทั้งหก สุขสมาธิทั้งสอง เข้าคืบ พระปีติทั้งห้า พระยุคลทั้งหก สุขสมาธิทั้งสอง เข้าวัด ออกวัด คือเดินหน้า ถอยหลัง พระปีติทั้งห้า พระยุคลทั้งหก พระสุขสมาธิทั้งสอง แล้วเข้าลูกสะกด พระปีติทั้ง ห้า พระยุคลทั้งหก พระสุขสมาธิทั้งสอง เป็นอันจบสามห้องนี้ เป็นเบื้องต้นของพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เป็นการฝึกตั้งสมาธิ ยังสมาธิ เมื่อสะกดจบสามห้องแล้ว พระอาจารย์ของพระองค์ท่านก็มอบ ลูกสะกด ให้แก่ท่าน หนึ่งลูก ให้พกติดตัว เพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณอยู่เนืองๆ และป้องกันตัวด้วย สติ

การศึกษาพระปีติ ๕ พระยุคล ๖ พระสุขสมาธิ ๒ ประการ และอานาปานสติ ๙ จุด ของพระองค์ท่านครั้งนี้เป็นการทบทวนของเก่าเท่านั้น เพราะพระองค์ท่านเคยเรียนมาแล้วกับ ท่านขรัวตาทอง แต่ครั้งนั้นยังไม่เป็นแบบ เป็นแผนเหมือนครั้งนี้ ครั้งนี้พระองค์ท่าน ทรงปฏิบัติได้รวดเร็ว ปากต่อปาก คำต่อคำ ต่อหน้า ท่านพระครูรักขิตญาณ (สี) เลยที่เดียว

ท่านพระครูรักขิตญาณ (สี) วัดโรงช้าง ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์เถรผู้เฒ่า เป็นพระอริยบุคคล ทรงอภิญญา และท่านยังรอบรู้ และชำนาญใน คัมภีร์มูลกัจจายน์ คัมภีร์โยชนามูลกัจจายน์ พร้อมพระคัมภีร์แปลธรรมบท คัมภีร์มงคลทีปนี ฯ ทั้งบั้นต้น บั้นกลาง บั้นปลาย ท่านเคยเข้าสอบทานพระบาลี แต่สอบไม่ผ่านสามกอง จึงมิได้เป็นเปรียญ แต่ท่านมีความรู้ ความสามารถโดยชอบธรรม
ออกพรรษา ของทุกๆปี ท่านพระครูรักขิตญาณ(สี) จะออกสัญจรจาริกธุดงค์ แสวงหาความสงบวิเวก ไปตาม สถานที่ต่างๆทุกปีมิได้ขาด ถึงแม้เวลาที่สังขารของท่านจะชราภาพลงมากแล้ว ถ้าท่านไม่ออกสัญจรจาริกธุดงค์ ก็เหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง ตอนชราภาพนั้น ท่านพระครูรักขิตญาณ จะต้องสัญจรจาริกไป พระพุทธบาททุกปี เพราะใกล้หน่อย และท่านก็ทรงอภิญญาด้วย การไปมาจึงรวดเร็ว

การบิณฑบาต ท่านพระครูรักขิตญาณ (สี) ท่านถือเป็นกิจวัตรประจำวัน แม้ชราภาพออกไปบิณฑบาตไม่ไหว ท่านก็จะออกมายืนถือบาตรอยู่หน้ากุฏิของท่าน ท่านถือธุดงค์วัตร สามประการ เที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร ๑ นุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร ๑ ฉันมื้อเดียวเป็นวัตรหนึ่ง กล่าวว่าการฉันอาหารมื้อเดียว เป็นไปเองด้วยอำนาจอริยมรรค ที่ท่านบรรลุ คือ อานาคามีผล

ด้านการศึกษา พระปริยัตินั้น พระอาจารย์สุก พระองค์ท่าน ต้องศึกษาอักขระขอมก่อน เพื่อใช้ในการอ่าน การเขียน พระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ เนื่องจากพระองค์ท่าน ทรงมีพื้นฐานด้านการเขียน การอ่านอักษรขอม มาบ้างแล้วพระองค์ท่านจึงศึกษา เรียนรู้ได้รวดเร็ว

พระ คัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ เป็นพระคัมภีร์เรียนหลักไวยากรณ์บาลี เล่มแรกของพระพุทธศาสนาคัมภีร์นี้เขียนด้วยอักษรขอมบาลี ขั้นต้นการศึกษาบาลีมูลกัจจายน์ ซึ่งมีมาติกา ๖๗๓ สูตร ต้องท่องจำหลักไวยากรณ์ ศัพท์ในคัมภีร์มูลกัจจายน์ทั้งหมด ๘ กัณฑ์ คือ สนธิกัณฑ์ ๕๑ สูตร นามกัณฑ์ ๒๑๙ การกกัณฑ์ ๔๕ สูตร สมาสกัณฑ์ ๒๘ สูตร ตัทธิตกัณฑ์ ๖๒ สูตร อาขยาตกัณฑ์ ๑๑๘ สูตร กิพพิธาน ๑๐๐ สูตร อุณาทิกัณฑ์ ๕๐ สูตร

ท่องได้คล่องแล้ว ก็หัดเขียนอักขระ ขอมบาลีมูลกัจจายน์ หัดเรียกสูตร เรียกนาม การศึกษาพระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ ต้องใช้สติสัมปชัญญะ และสมาธิในการจดจำอย่างมาก เนื่องจากต้องท่องแบบ-จำแบบให้ได้ จึงต้องมีสมาธิในการอ่าน การจดจำ การเขียน และเกิดผลพลอยได้อีกหลายอย่าง

ต่อมาพระองค์ท่าน ก็ทรงเรียน พระคัมภร์โยชนามูลกัจจายน์ เป็นพระคัมภีร์อธิบายหลักการต่างๆ ใน พระคัมภีร์มูลกัจจายน์ หรือพระคัมภีร์บาลีใหญ่ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มากขึ้น กล่าวว่า พระคัมภีร์นี้ แต่งขึ้นในสมัยอยุธยา
ต่อมาพระองค์ท่าน ทรงหัดแปลคัมภีร์พระบาลีต่างๆ ขั้นแรกทรงหัดแปลพระปาฎิโมกข์ก่อน แล้วก็แปลคัมภีร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์ธรรมบท คัมภีร์มงคลทีปนี คัมภีร์สมันตปาสาทิกา คัมภีร์พระวิสุทธิมรรค คัมภีร์พระอภิธรรม เป็นต้น พระคัมภีร์เหล่านี้แบ่งออกเป็นสามบั้น หรือสามตอน คือ บั้นต้น บั้นกลาง บั้นปลาย การศึกษาบาลีนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๕–๑๐ ปี จึงเข้าสอบทานปากเปล่าได้ แต่เนื่องจากพระอาจารย์สุก พระองค์ท่านทรงมีพระสติปัญญาดี เฉลียวฉลาด จึงเรียนรู้ได้รวดเร็ว

พระ คัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์นี้ เป็นพระคัมภีร์เรียนบาลีไวยากรณ์ คัมภีร์แรกของพระพุทธศาสนา รจนาโดยพระมหากัจจายน์เถรเจ้า เอตทัคคะผู้เลิศในทางขยายความย่อให้พิสดารได้ เป็นคัมภีร์ที่นิยมใช้เล่าเรียนศึกษากันในกรุงศรีอยุธยา และในตอนต้นของกรุงรัตน์โกสินทร์

พรรษาแรกพระอาจารย์สุก พระองค์ท่านก็สามารถศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับเบื้องต้นได้จนจบ สามห้อง พรรษาที่สอง พระองค์ท่าน สามารถท่องพระปาฎิโมกข์จบได้ พรรษาที่สาม พระองค์ท่านทรงศึกษาพระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ ๙ กัณฑ์ ๖๗๓ สูตรจบ ศึกษาพระคัมภีร์โยชนาบาลีมูลกัจจายน์ จบทุกผูก
พระอาจารย์สุก ทรงอุปสมบทได้สามพรรษาแล้ว ทรงจบทั้งสมถะ-วิปัสสนา
มัชฌิมา แบบลำดับ คือสมถะมีลำดับดังนี้
ปีติ ๕
ยุคล ๖
สุขสมาธิ ๒
อานาปาน ๙ จุด
อาการ ๓๒
กสิณ ๑๐ ประการ
อสุภะ ๑๐ ประการ
ฌานปัญจกนัย
อนุสสติ ๗
พรหมวิหาร ๔
อาหาเรปฎิกูลสัญญา ๑(๑๐)
จตุธาตุววัฎฐาน ๑ อรูปฌาน ๔ (จบสมถะ)

วิปัสสนา มีลำดับดังนี้
ขึ้นวิสุทธิ ๗ ประการ
พระไตรลักษณะญาณ ๓
พระอนุวิปัสสนาญาณ ๓
วิปัสสนาญาณ ๑๐
วิโมกข์ ๓
อนุวิปัสสนาวิโมกข์ ๓
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ สัญโญชน์ ๑๐

พระ อาจารย์สุก จบสมถะ-วิปัสสนาธุระ ที่วัดโรงช้างแล้ว และทรงจบ พระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ หรือพระบาลีใหญ่ ๑ ทรงจบพระโยชนามูลกัจจายน์ ๑ ก็สิ้นความรู้ของท่านพระครูรักขิตญาณ วัดโรงช้าง

ท่านพระครูรักขิต ญาณ (สี) พระอุปัชฌาอาจารย์ ของพระองค์ท่าน จึงนำพระอาจารย์สุก ไปศึกษาพระบาลีชั้นสูงต่อที่ วัดราชาวาส กับพระราชาคณะเถรผู้เฒ่า คือพระธรรมภาวนาเถร หรือหลวงปู่อิน
ท่านพระครูรักขิตญาณ (สี) วัดโรงช้าง ท่านศึกษาพระบาลีมูลกัจจายน์ มาไม่มาก ท่านมีความชำนาญเพียงสองคัมภีร์ คือพระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ หรือพระบาลีใหญ่ ๑ พระคัมภีร์โยชนามูลกัจจายน์ ๑ และคัมภีร์แปลต่างๆ ทั้งบั้นต้น บั้นกลาง บั้นปลาย

ส่วน พระธรรมภาวนาเถร หรือหลวงปู่อิน ท่านเป็นศิษย์ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับอาจารย์เดียวกันกับ พระครูรักขิตญาณ(สี) วัดโรงช้าง หลวงปู่อิน ท่านเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ เจนจบทั้งพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ และเป็นเปรียญด้วย พระครูญาณรักขิต(สี) วัดโรงช้าง จึงนำพระองค์ท่านไปฝากศึกษาพระบาลีมูลกัจจายน์ชั้นสูง ที่วัดราชาวาส
__________________




 

 




พระอริยเถราจารย์ สอนวิชาบังคับธาตุขันธ์

(พรรษาแรก สถิตวัดโรงช้าง ยุคอยุธยา)

พรรษา แรกปีนั้น ขณะที่พระอาจารย์สุก เจริญสมณะธรรมในคืนนั้น พระองค์ท่าน ก็ทรงแลเห็น รูปทิพย์ องค์พระอริยเถราจารย์รูปหนึ่ง เข้ามาหาพระองค์ท่านในสมาธินิมิตแล้ว บอกว่า ท่านได้สมาธิสองส่วนแล้ว ต่อไปข้างหน้า ก็จะมีพระอริยเถราจารย์ในอดีตอีกหลายพระองค์ จะมาสอนทางแห่งการปฏิบัติในรูปแบบต่างๆให้แก่ท่านแล้วพระอริยเถราจารย์ พระองค์นั้น ก็ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ข้าฯชื่อดร อดีตเคยเป็นพระอุตราทิศาจารย์ (ฐานานุกรม) ของพระพุทธโฆษาจารย์ อยู่วัดพุทไธศวรรย์

ข้าฯจะมาสอนเรื่องธาตุขันธ์ โดยวิธีการต่างๆ ท่านกล่าวต่อไปอีกว่า ขอให้ท่านฝึกบังคับ ธาตุขันธ์ จิตของท่าน จะยกสูงขึ้น ประณีตขึ้น และจะมีอานุภาพมากขึ้น จิตจะไม่ตกไปข้างฝ่ายอกุศลกรรม เมื่อท่านสามารถบังคับธาตุขันธ์ได้แล้ว ให้ฝึกแยกธาตุขันธ์ ที่ประกอบไปด้วยมหาภูตทั้งสี่คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จิตของท่านก็จะได้ดำเนินไปทางปรมัตถธรรม ไปสู่มรรคธรรม ผลธรรม ได้ง่าย ต่อจากนั้นให้ท่านฝึกคุมธาตุทั้งสี่ จะทำให้ท่าน มีสติ สมาธิ ที่สมบูรณ์ เข้มแข็งยิ่งขึ้น ต่อจากนั้นพระอริยเถราจารย์ ก็บอกวิธีบังคับธาตุขันธ์ให้แก่พระอาจารย์สุก

ต่อมา พระอริยเถราจารย์ ก็บอกวิธีการแยกธาตุขันธ์ ให้กับพระองค์ท่าน โดยให้แยกธาตุน้ำก่อน เป็นลำดับแรก ต่อมาให้แยกธาตุไฟ เป็นลำดับต่อมา ต่อไปก็แยกธาตุดิน ต่อไปก็แยกอากาศธาตุ แยกแล้วให้พิจารณาว่า กายนี้ไม่เป็นเรา ไม่ใช่เรา เป็นเพียงธาตุเท่านั้น จิตของเราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกาย อันประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ และก็จะไม่มีอะไรอาศัยอยู่ได้ เพียงสักแต่ว่ารู้ไว้เท่านั้น


ทุก วันในพรรษาแรกนั้น พระอาจารย์สุก ทรงบำเพ็ญสมณะธรรมเสร็จแล้ว ก็ทรงมาฝึก การบังคับธาตุขันธ์ การแยกธาตุ และการคุมธาตุขันธ์ คือนำธาตุที่แยกไปแล้วกลับมาที่เดิม ด้วยเอกัคคตาจิต พระองค์ท่านปฎิบัติตามที่พระอริยเถราจารย์ เมตตามากล่าวสอนในสมาธินิมิตทุกวัน จนท่านสามารถ ฝึกฝนตามที่พระอาจารย์มากล่าวสอนได้จนจิตสมาธิของพระองค์ท่านมีอานุภาพมาก ขึ้นไปอีก


พระอาจารย์สุก ทรงมีพระอาจารย์ทั้งข้างนอก ข้างใน พระอาจารย์ข้างนอกคือท่านพระครูรักขิตญาณ(สี) พระอาจารย์ข้างในคือ พระอุตราทิศาจารย์ (ดร) พระรองเรื่อง หรือพระฐานานุกรม ของพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ ในอดีตกาล ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา



ทรงศึกษา วิชา ดำเนินธาตุ ทำลายธาตุ

(พรรษาที่สอง สถิตวัดโรงช้าง ยุคอยุธยา)


พรรษา ที่สอง พระองค์ท่าน ทรงได้พบ กับพระอริยเถราจารย์ อีกพระองค์หนึ่งในสมาธินิมิต ท่านมีนามบัญญัติว่า ขรัวท่านโต ท่านเคยสถิตวัดชายทุ่ง ก่อนสถาปนาเป็นวัดป่าแก้ว ในรัชสมัยพระเจ้ารามาธิบดีที่ ๑ หรือเรียกว่าพระเจ้าอู่ทอง

ขรัวท่าน โตดำรงขันธ์อยู่ ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทองท่านเข้ามาในสมาธินิมิตในครั้งนั้น ท่านมาบอกวิธีการ ให้แก่พระอาจารย์สุกสองอย่าง คือ การดำเนิน ความเป็นไปแห่งธาตุ ๑ การทำลายธาตุ ๑ และสอนให้ไม่หลงติดอยู่ในธาตุ และสอนให้ไม่หลงติดในฤทธิ์ ๑

พระ อริยเถราจารย์ บอกวิธีดำเนินธาตุ ทำลายธาตุ เพื่อให้เกิดฤทธิ์ แก่พระอาจารย์สุก โดยให้บริกรรมดำเนินธาตุ บริกรรมตั้งธาตุ บริกรรมรวมธาตุ เป็นหนึ่งเดียว พระอาจารย์สุกทรงดำเนินการตั้ง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ แล้วสัมปยุตธาตุ ประกอบธาตุทั้ง ๖ เป็นหนึ่งเดียว แล้วให้บริกรรมทำลายธาตุทั้ง๕ ให้สลายไป ยกเว้นวิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นธาตุรู้ ท่านกล่าวว่าทำให้เกิดอิทธิวิธี

ขรัวท่านโต กล่าวต่อไปว่า การดำเนินธาตุ ทำลายธาตุ มิใช่จะทำได้ทุกคนบุคคลไหนมีวาสนาบารมีมาทางนี้ ข้าฯก็จะมาสอนให้เอง เหมือนอย่างที่ข้าฯมาสอนให้ท่านในครั้งนี้

ขรัวท่านโต ยังกล่าวสอนพระอาจารย์สุกอีกว่า ฤทธิ์ทั้งหลายมีเกิด แล้วก็มีเสื่อมไม่เที่ยงแท้แน่นอน ย่อมแปรปรวนไป ถ้าบุคคลใดยังเป็นปุถุชนอยู่ ไม่รู้ความจริงแห่งพระไตรลักษณ์ ย่อมติด ย่อมหลง อยู่ในฤทธิ์ ไม่สามารถหลุดจากกิเลส ไปพระนิพพานได้ ฉะนั้นขอให้ท่านพิจารณาถึงความไม่เที่ยง ตลอดเวลา อย่าไปติด ไปหลงอยู่ในฤทธิ์ให้บำเพ็ญเพียรภาวนา ไปสู่นิพพานเถิด

พระอาจารย์สุก ทรงฟังคำพร่ำสอนของ ขรัวท่านโต พระอริยเถราจารย์ ในสมาธินิมิตแล้ว พระองค์ท่านก็มั่นเพียรทำตามที่พระอริยเถราจารย์บอก และภายในเวลา ๓ราตรี พระองค์ท่านก็บรรลุวิชาดำเนินธาตุ ทำลายธาตุ ได้สำเร็จฤิทธิบางอย่าง แต่ยังเป็นฤทธิ อย่างปุถุชน ยังมีหวั่นไหวบ้าง

ถึงราตรีที่ ๔ ขรัวท่านโต ก็มาปรากฏในสมาธินิมิต ของพระอาจารย์สุกอีก ด้วยท่านทราบว่า พระอาจารย์สุก สำเร็จวิชาดำเนินธาตุ ทำลายธาตุแล้ว และในสมาธินิมิตราตรีนั้น ขรัวท่านโต กล่าวกับพระอาจารย์สุกว่า วิชาดำเนินธาตุ ทำลายธาตุ ที่เป็นไปในทางโลกีย์ ท่านก็สำเร็จแล้ว

ต่อ ไปข้าฯ จะสอนวิชาดำเนินธาตุ ทำลายธาตุ ที่เป็นไปในทางโลกุตรธรรม นำทางท่านไปถึงมรรค ผล นิพพาน ตามคำสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ให้ท่านดำเนินตั้งสภาวะความเป็นไป แห่งปฐวีธาตุ ธาตุดิน ๑ อาโปธาตุ ธาตุน้ำ ๑ เตโชธาตุ ธาตุไฟ ๑ วาโยธาตุ ธาตุลม ๑ อากาสธาตุ ธาตุอากาศ ช่องว่างภายในกาย ๑ วิญญาณธาตุ ธาตุวิญญาณ คือความรู้อะไรๆได้ ๑

พระ อริยเถราจารย์กล่าวสอนต่อไปอีกว่า ในธาตุทั้ง ๖ นั้น ปฐวีธาตุ ธาตุดิน เป็นอย่างไร ปฐวีธาตุ ธาตุดินมี ๒ อย่างคือ ปฐวีธาตุ ธาตุดินภายใน ปฐวีธาตุ ธาตุดินภายนอก

ปฐวีธาตุ ธาตุดิน ๒ อย่างนั้น ปฐวีธาตุ ธาตุดินภายใน เป็นอย่างนี้คือ ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน คือรูปที่มีใจครอง ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ทั้งหมดนี้เรียกว่าธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน รูปในที่มีใจครอง แม้อย่างอื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า ปฐวีธาตุ ธาตุดินภายใน

ปฐวีธาตุ ธาตุดินภายนอก เป็นอย่างนี้คือ ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้างความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายนอก เป็น อนุปาทินนกรูปข้างนอก คือรูปที่ไม่มีใจครองได้แก่ เหล็ก โลหะ ดีบุกขาว ดีบุกดำ เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงินตรา ทอง แก้วมณีแดง แก้วมณีลาย หญ้า ท่อนไม้ กรวด กระเบื้อง แผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา ทั้งหมดนี้เรียกว่า ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นธรรมชาติภายนอก เป็นอนุปาทินนกรูปข้างนอก คือรูปที่ไม่มีใจครอง แม้อย่างอื่นใดมีอยู่ นี้ก็เรียกว่าปฐวีธาตุ ธาตุดินภายนอก

ปฐวีธาตุภายใน ปฐวีธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกันนี้ก็เรียกว่า ปฐวีธาตุ

อาโปธาตุ ธาตุน้ำ เป็นอย่างไร อาโปธาตุ ธาตุน้ำนั้นมี ๒ อย่าง คือ อาโปธาตุ ธาตุน้ำภายใน อาโปธาตุ ธาตุน้ำภายนอก

อาโปธาตุ ๒ อย่างนั้น อาโปธาตุ ธาตุน้ำภายใน เป็นอย่างนี้คือ ความเอิบอาบธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูป เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน คือรูปข้างในมีใจครอง ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ทั้งหมดนี้เป็นความเอิบอาบธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูป เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน คือรูปข้างในมีใจครอง แม้อย่างอื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าอาโปธาตุ ธาตุน้ำภายใน

อาโปธาตุ ธาตุน้ำภายนอก ภายนอก เป็นอย่างนี้คือ ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูป เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนกรูปข้างนอก รูปข้างนอกไม่มีใจครอง ได้แก่ รสรากไม้ รสลำต้น รสเปลือกไม้ รสใบไม้ รสดอกไม้ รสผลไม้ นมสด นมส้ม เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้งน้ำอ้อย น้ำที่อยู่ในพื้นดิน หรือน้ำที่อยู่ในอากาศ เป็นธรรมชาติที่มีความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียวธรรมชาติที่เกาะกุมรูป เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนกรูปข้างนอก คือรูปไม่มีใจครองภายนอก แม้อย่างอื่นใดมีอยู่นี้เรียกว่า อาโปธาตุ ธาตุน้ำภายนอก

อาโปธาตุ ธาตุน้ำภายภายใน อาโปธาตุธาตุน้ำภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกันอย่างเดียวกันนี้เรียกว่า อาโปธาตุ คือธาตุน้ำ

เตโช ธาตุ ธาตุไฟเป็นอย่างไร เตโชธาตุ มี ๒ อย่าง คือ เตโชธาตุภายใน เตโชธาตุภายนอก ในเตโชธาตุ ๒ อย่างนั้น เตโชธาตุภายใน เป็นอย่างนี้คือความร้อนธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่น เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน คือรูปมีใจครอง ได้แก่ เตโชธาตุที่ทำให้ร่างกายเร่าร้อน เตโชธาตุที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม เตโชธาตุที่เป็นเหตุให้เผาไหม้ เตโชธาตุที่ทำให้ของกินของดื่มของเคี้ยวของลิ้มถึงความย่อยไปด้วยดี นี้เรียกว่าความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่นธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่น เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูป รูปมีใจครอง ข้างใน แม้อย่างอื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า เตโชธาตุ ธาตุภายใน

เตโชธาตุภาย นอก เป็นอย่างนี้คือ ความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่นธรรมชาติที่อบอุ่น เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนกรูปข้างนอก คือรูปไม่มีใจครอง ได้แก่ ไฟฟืน ไฟสะเก็ดไม้ ไฟหญ้า ไฟมูลโค ไฟแกลบ ไฟ หยากเยื่อ ไฟอสนีบาต ความร้อนแห่งไฟ ความร้อนแห่งดวงอาทิตย์ ความร้อนแห่งกองฟืน ความร้อนแห่งกองหญ้า ความร้อนแห่งกองข้าวเปลือก ความร้อนแห่งกองขี้เถ้า หรือ ความร้อนธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่น เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนกรูปข้างนอก รูปไม่มีใจครอง แม้อย่างอื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าเตโชธาตุภายนอก

เตโชธาตุภายใน เตโชธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกันนี้เรียกว่า เตโชธาตุ หรือธาตุไฟ

วาโยธาตุ ธาตุลมเป็นอย่างไร วาโยธาตุมี ๒ อย่างคือ วาโยธาตุภายใน วาโยธาตุภายนอก ในวาโยธาตุ ๒ อย่างนั้น วาโยธาตุภายใน เป็นอย่างนี้คือ ความพัดไปมาธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูป เป็นภายในเฉพาะตนเป็นอุปาทินนกรูปข้างใน คือรูปมีใจครอง ได้แก่ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมศัสตรา ลมมีดโกน ลมเพิกหัวใจ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูป เป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน แม้อย่างอื่นใดมีอยู่นี้เรียกว่า วาโยธาตุ ธาตุลมภายใน

วาโยธาตุภายนอก เป็นอย่างนี้คือ ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูปเป็นภายนอกเป็นอนุปาทินนกรูปข้างนอก หรือรูปไม่มีใจครอง ได้แก่ ลมตะวันออก ลมตะวันตก ลมเหนือ ลมใต้ ลมมีฝุ่นละออง ลมไม่มีฝุ่นละออง ลมหนาว ลมร้อน ลมอ่อน ลมแรง ลมดำ ลมบน ลมกระพือปีก ลมครุฑ ลมใบตาล ลมเป่าปากหรือความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูป เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนก แม้อย่างอื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า วาโยธาตุภายนอก

วาโยธาตุภายใน วาโยธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกัน นี้เรียกว่าวาโยธาตุ ธาตุลม

อากาศธาตุ คือช่องว่าง เป็นอย่างไร อากาศธาตุมี ๒ อย่าง คือ อากาศธาตุภายในอากาศธาตุภายนอก ในอากาศธาตุ ๒ อย่างนั้น อากาศธาตุภายใน เป็นอย่างนี้คือ อากาศธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่างธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้องเป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน ได้แก่ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องสำหรับกลืนของกินของดื่มของเคี้ยวของลิ้ม ช่องที่พักอยู่แห่งของกิน ของดื่ม ของเคี้ยวของลิ้ม และช่องสำหรับของกินของดื่มของเคี้ยวของลิ้มไหลออกเบื้องต่ำ หรือ อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้อง เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนกรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าอากาศธาตุ หรือช่องว่างภายใน

อากาสธาตุภายนอก เป็นอย่างนี้คือ อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่าช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้อง เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนกรูปข้างนอก นี้เรียกว่า อากาสธาตุช่องว่างภายนอก อากาสธาตุภายใน อากาสธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกัน กองเดียวกัน นี้เรียกว่า อากาสธาตุ คือช่องว่าง

วิญญาณธาตุ คือความรู้อะไรๆได้ เป็นอย่างนี้คือ จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุ นี้เรียกว่าวิญญาณธาตุ สภาวะธรรม หลักแห่งความเป็นไปเอง

เหล่านี้เรียกว่า ธาตุ ๖ ประการ คือความเป็นไปเอง ๖ ประการ นี้เป็นการดำเนินธาตุ ตั้งธาตุ ฝ่ายโลกุตรธรรม

ขรัว ท่านโต กล่าวสอนต่อไปว่า ข้าฯจะบอกวิธีทำลายธาตุทั้ง ๖ เพื่อกรุยทางไปสู่อมตธรรม ท่านว่าธาตุอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบนั้นมี ๖ ประการ ๖ ประการ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นคือปฐวีธาตุ(ดิน) อาโปธาตุ(น้ำ) เตโชธาตุ(ไฟ) วาโยธาตุ(ลม) อากาสธาตุ(ช่องว่าง)วิญญาณธาตุ ความรู้อะไรๆได้ ธาตุ ๖ ประการ

อัน พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสไว้ชอบแล้ว ก็จิตของท่าน (หมายถึงพระอาจารสุก) เป็นผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ จะพิจารณาอยู่อย่างไรเล่า จึงจะหลุดพ้น จากอาสวะกิเลส ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในธาตุทั้ง ๖อันเป็นภายใน ภายนอกนี้ ฯ

ขรัวท่านโต กล่าวว่า พระพุทธเจ้า ตรัสสอนไว้ว่า ให้ภิกษุทั้งหลาย ครอง ธาตุดินธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ ช่องว่าง วิญญาณธาตุ ธาตุรู้อะไรๆได้ โดยความเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ไม่ให้ครองอัตตา คือความมีตัวตน โดยอาศัย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ ช่องว่าง วิญญาณธาตุ คือความรู้อะไรๆได้ เมื่อท่านครองธาตุโดยความไม่มีตัวตน ท่านจึงจะทราบชัดเจนว่า จิต ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น และจะทราบชัดไปอีกว่าจิตของท่านกำลังจะหลุดพ้น หรือหลุดพ้นแล้ว หลุดพ้น เพราะสิ้นกิเลส ดับคืนกิเลส ละความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทาน โดยอาศัยธาตุทั้ง ๖ และอนุสัย คือความตั้งใจและความปักใจมั่น โดยอาศัยธาตุทั้ง ๖ ได้ จะทำให้ท่านหลุดพ้นโดยเร็วพลัน เสร็จสิ้นคำกล่าวสอน ขรัวท่านโต ก็หายกลับไป จากนั้นพระอาจารย์สุก ก็ทรงออกจากสมาธิ

ครั้ง นั้นพระอาจารย์สุก พระองค์ท่านทรงมีพระสติ สัมปชัญญะ ระลึกถึงคำสอนของขรัวท่านโต อยู่เสมอเนื่องๆว่า การยึดติดธาตุ ๖ และฤทธิ์ต่างๆไม่สามารถนำทางพระองค์ท่านไปสู่ทางพระนิพพานได้ ถ้ายังไปหลงติดอยู่ ตามคำที่พระอริยเถราจารย์สั่งสอนอบรมมา แต่นั้นมาพระองค์ท่านก็ ไม่ทรงติดอยู่ในฤทธิ์ ในอำนาจต่างๆ ทรงเห็นเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน และทรงทบทวนดำเนินการตั้งธาตุ ๖ และทำลายธาตุ ๖ ทั้งทางอิทธิ และทางโลกุตรธรรม

คืนต่อมาขรัวท่านโต ท่านก็มาสอนเรื่องธาตุ ในสมาธิจิตของพระอาจารย์สุกอีกโดยกล่าวว่า สิ่งที่เป็นธาตุยังมีอีก เช่น จักขุธาตุ โสตธาตุ ฆานะธาตุ ชิวหาธาตุ กายธาตุ มโนธาตุ ท่านกล่าวว่าในธาตุเหล่านี้ มีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุอยู่ด้วย

ธาตุไฟ มีมากในจักขุ คือตา เมื่อตาเห็นรูปที่ดีก็ตาม เห็นรูปที่ทรามก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนเปลวไฟ แล็บหายไป ความยึดมั่นถือมั่น ในรูป ที่มากระทบจักขุ ก็จะหายไป

ธาตุลม มีมากในหู ได้ฟังเสียงที่ดีก็ตาม ได้ฟังเสียงที่ชั่วก็ตาม ให้ทำเหมือนลมพัดผ่านไป ความยึดมั่นในเสียงที่ดี และร้าย ก็ไม่มี

ธาตุ ดิน มีมาก ในจมูก ได้กลิ่นที่ดีก็ตาม ได้กลิ่นที่ไม่ชอบใจก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนดินสลายไป ความยึดมั่นถือมั่นในกลิ่น ดี ชั่ว ก็จะสลายไป

ธาตุน้ำ มีมาก ในลิ้น ถ้าลิ้มรสที่ดีก็ตาม ได้ลิ้มรสที่ชังก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนสายน้ำไหลไป ความยึดมั่นถือมั่น ติดในรส ก็สลายไป

ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ มี มากในกาย ได้สัมผัสดีก็ตาม ได้สัมผัสชั่วก็ตาม ให้ทำจิตเหมือน ธาตุทั้ง๔ สลายไป ความยึดมั่นถือมั่น ในสัมผัส ก็จะสลายไป

อากาศธาตุ มีมากในมโนธาตุ และวิญญาณธาตุ รู้ธรรมารมณ์ที่ดีก็ตาม รู้ธรรมารมณ์ที่ชังก็ตาม ให้ทำจิตเหมือนอากาศสลายไป จะทำให้จิตเป็นกลางในสภาวธรรมทั้งที่ดี และไม่ดี จะทำให้ท่านหลุดพ้นจากอายตนะ ๖ และธาตุทั้ง ๖ คลายความยึดมั่น ถือมั่นไปสู่ทางนิพพานแล

คืนต่อมาพระอาจารย์สุก ทรงยกธาตุ ๖ ประการ ขึ้นพิจารณา ไปสู่พระไตรลักษณะญาณ โดยความเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ในธาตุทั้ง ๖ จิตของพระองค์ท่านก็ดำเนินทางไปสู่ภูมิแห่งวิปัสสนากรรมฐาน เจริญทางมรรคธรรม ทางผลธรรม เพื่อถึงเมืองแก้วอมตมหานิพพานธรรม ต่อไป กาลต่อมาพระองค์ท่านก็ไม่ยึดติดอยู่ในธาตุทั้ง๖ และวิชาอิทธิฤทธิ์ ปล่อยวางได้ยิ่งๆขึ้นไป จิตของพระองค์ท่าน ก็หลุดพ้นขึ้นไปเรื่อยๆ










พระอาจารย์สุก
ทรงเข้าสู่ กระแสแห่งพระนิพพาน
(พรรษาที่๓ สถิตวัดโรงช้าง ยุคอยุธยา)


หลัง จากพระอาจารย์สุก บรรพชาอุปสมบทได้ สามพรรษาล่วงแล้ว พระองค์ท่านทรงศึกษาทั้งทางปฏิบัติ และปริยัติ ทางภาคปฏิบัติ พระองค์ท่านทรงศึกษาจบสมถะ-วิปัสสนาในพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ และยังมีพระอริยเถราจารย์ มาสอนเรื่องการ บังคับธาตุขันธ์ จิตของพระองค์ท่านก็ยกสูงขึ้น มีอานุภาพมากขึ้น สอนเรื่อง เดินธาตุ ๖ ทำลายธาตุ ๖ จิตของพระองค์ท่านก็ทรงดำเนินสูงขึ้นสู่วิปัสสนา

ใน พรรษาที่สาม ล่วงแล้ว เพลากลางคืน พระองค์ท่านทรงบำเพ็ญสมณธรรม ในที่สุดแห่งพระวิปัสสนา ในที่สุดพระองค์ท่านก็ทรงเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน ไปตามลำดับคือ อย่างอ่อน ทรงได้พระโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สัตตักขัตตุปรม และอีกไม่นานพระองค์ท่านก็ทรงเข้าสู่พระโสดาบันโกลังโกละ อย่างกลาง ก่อนเข้าพรรษาปีนั้น พระองค์ท่านก็ทรงบรรลุโสดาบันเอกพีชี อย่างประณีต

ความอ่อน กลาง แก่ แห่งอินทรีย์ ๕ ในวิปัสสนา ของอริยบุคคล


พระ โสดาบันนั้น พระพุทธองค์ ทรงตรัสจำแนกไว้เป็นสามประเภท ตามความแก่กลาง และอ่อน ของอินทรีย์ทั้ง ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา หรือกำลังวิปัสสนา แก่ กลาง อ่อน กว่ากัน

พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงความ อ่อนแก่ แห่งอินทรีย์ทั้งห้า ของพระอริยบุคคล ไว้ว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีห้า เหล่านี้คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญิณทรีย์ ๑

เรียงลำดับผู้ได้ โสดาบันปัตติผล ตามความอ่อน กลาง ความแก่ แห่งอินทรีย์ ๕หรือของวิปัสสนา ดังนี้

มี อินทรีย์ ๕ หรือกำลังวิปัสสนาอ่อน บรรลุ พระโสดาบัน สัตตักขัตตุปรม เกิดอีก ๗ ครั้ง (สุกขวิปัสสก ผู้บำเพ็ญ วิปัสสนาล้วน มิได้บำเพ็ญฌาน)

มีอินทรี ๕ หรือกำลังแห่งวิปัสสนาปานกลาง บรรลุ พระโสดาบัน โกลังโกละ เกิดสอง หรือสามตระกูล

มีอินทรี ๕ หรือกำลังวิปัสสนาแก่กล้า บรรลุ พระโสดาบัน เอกพีชี เกิดครั้งเดียว

ผู้ ได้บรรลุโสดาบันแล้ว เรียกว่า เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม ปราศจาก มลทิน เป็นผู้เห็นธรรมแล้ว ถึงธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้ว หยั่งถึงธรรมแล้ว พ้นสงสัยแล้ว ปราศจากคำซักถาม มั่นใจแล้ว ไม่อาศัยคนอื่น ในคำสอนของพระศาสดา

ในพรรษาที่สามนี้ พระอาจารย์สุก ทรงบรรลุพระโสดาบันขั้น ๓ ก่อน คือ สัตตักตตุปรม(ตรี) ต่อมามีอินทรีย์แก่กล้าขึ้น ทรงบรรลุ ขั้น ๒ คือพระโสดาบัน โกลังละ(โท) ต่อมาอีกทรงอินทรีย์ แก่กล้าขึ้นอีก ทรงบรรลุโสดาบัน ขั้น ๑ คือ เอกพีชี (เอก)

พระอาจารย์สุก ทรงสำเร็จ พระโสดาบันนั้น ทรงได้มรรค ๑ ผล ๑ อภิญญา ๖ อย่างตรี และนับว่าพระอาจารย์สุก เป็นพระสาวกที่เกิดจากอกพระสัญพัญญูโคดมเจ้าโดยแท้

มีหลักฐาน ปรากฏใน มุทุตรวัคค์ มหาวารวัคค์ สังยุตตนิกาย, คัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี และพระคัมภีร์อรรถคาถา กล่าวถึงความอ่อนแก่ของอินทรีย์ ของอริยบุคคล ดังนี้

ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ คืออะไรบ้าง คือสัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอินทรีย์เหล่านี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่อินทรีย์ ๕ เหล่านี้แล สม่ำเสมอกันเต็มรอบแล้ว บุคคลผู้นั้นก็เป็นอรหันต์

โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นอนาคา ตติยอันตราปรินิพพายี
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นอนาคา ทุติยอันตราปรินิพพายี
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นอนาคาปฐมอันตราปรินิพพายี
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นอนาคา อุปหัจจปรินิพพายี
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นอนาคา อสังขารปรินิพพายี
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นอนาคา สสังขารปริพพายี
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นอนาคาอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นสกทาคามี

โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นโสดาบัน เอกพีชี
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นโสดาบัน โกลังโกละ
โดยที่อินทรีย์ทั้งหลายอ่อนกว่านั้น เป็นโสดาบัน สัตตักขัตตุงปรม



ธรรมที่พระโสดาบันละได้เด็ดขาด

อกุศลกรรมบถ ๑๐ พระโสดาบันบุคคลละได้ ๖ อย่าง คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ ปิสุณวาจา ๑ มิจฉาทิฎฐิ ๑

อุปกิเลส ๑๖ พระโสดาบันละได้ ๖ อย่างคือ มักขะ ลบลู่คุณท่าน ๑ ปลาสะ ตีเสมอ ๑ อิสสา ริษยา ๑ มัจฉริยะ ตระหนี่ ๑ มายา เจ้าเล่ห์ ๑ สาไถยะ โอ้อวด ๑

นิวรณ์ ๖ พระโสดาบันละได้ ๑ อย่างคือ วิจิกิจฉา อย่างหยาบ

สัญโญชน์ ที่พระโสดาบันละได้คือ สักกายทิฎฐิ ความเห็นว่ามีอัตตา ตัวตน ๑ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) ๑ สีลพตปรามาส ยึดถือใน
ศีลและพรต ในทางงมงาย มีราคะเบาบาง มีโทสะเบาบาง

เมื่อ ละสัญโญชน์ ๓ ได้แล้ว พร้อมกับการถึงพร้อมด้วย ทัสสนะ หมายถึงการเห็นพระนิพพานด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นการเห็นครั้งแรกก่อนอริยมรรค อันดับอื่น

พระอริยโสดาบัน อริยสาวก มีชื่อเรียก และอ้างไว้ในภาษาบาลีหลายคำเช่น
๑. ทิฎฐิสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยความเห็น
๒.ทัสสนะสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ
๓.อาคโต อิมัง สัทธัมมัง ผู้ถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว
๔.ปัสสติ อิมัง สัทธัมมัง ผู้เห็นพระสัทธรรม
๕.เสกเขนะ ญาเณนะ สมันนาคะโต ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยมรรค ญาณขั้นเสกขะ
๖.เสกขายะ วิชชายะ สมันนาคะโต ผู้ถึงพร้อมแล้วมรรควิชชา ขั้นเสขะ
๗. ธัมมะโสตัง สมาปันโน ผู้มาถึงแห่งกระแสแห่งพระธรรม เรียบร้อยแล้ว
๘. อริโย นิพเพธิโก ผู้มีปัญญาแทงทลุ ขั้นอริยะ
๙. อมตัทวารัง อาหัจจะ ติฎฐติ ผู้ยืนพิงประตูอมตะนิพพาน

องค์ ของพระโสดาบัน ๔ อย่างคือ คบหาสัตบุรุษ ๑ ฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑ ทำไว้ในใจซึ่งธรรมของสัตบุรุษ ๑ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ อริยสาวกผู้โสดาบันประกอบด้วยธรรม ๔ อย่าง เป็นผู้ไม่ตกไปในอบายภูมิ ๔ คือ นรก กำเนิดสัตว์ติรัจฉาน เปรตวิสัย ทุคคตินิวิบาต

กระจกเงาส่องธรรม เป็นธรรมสำหรับพระอริยโสดาบันสาวก ใช้ส่องดูตัวเองและพยากรณ์ตัวเองว่า เราสุดสิ้นนรกแล้ว เราสุดสิ้นกำเนิดสัตว์ติรัจฉานแล้ว เราสุดสิ้นเปรตวิสัยแล้ว เราสุดสิ้นทุคคตินิวิบาตแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน ไม่ตกไปในอบายโดยธรรมดา เราเป็นผู้ที่จะได้ตรัสรู้ ในภายหน้าแน่นอนแล้ว ธรรมที่ เป็นกระจกส่องธรรมเหล่านี้คือ อริยสาวกเป็นผู้ประกอบไปด้วย…….
๑. เป็นผู้ประกอบด้วย ความเลื่อมใสมั่นคงใน พระพุทธเจ้า
๒.เป็นผู้ประกอบด้วย ความเลื่อมใสมั่นคงใน พระธรรม
๓. เป็นผู้ประกอบด้วย ความเลื่อมใสมั่นคงใน พระสงฆ์
๔. เป็นผู้ประกอบด้วย ศีลที่น่ารักของพระอริยะ ดำเนินไปเพื่อสมาธิ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมบรรยายที่เป็นธรรมาทาส คือกระจกเงาส่องธรรมดังนี้แล ซึ่งอริยสาวก พึงใช้พยากรณ์ด้วยตนเอง

ท่านกล่าว ไว้ว่า บุคคลที่เป็นพระโสดาบันแล้ว ถ้าปรากฏว่า มีผู้อื่นผู้ใดประมาทพลาดพลั้ง หรือคะนองปาก กล่าวคำตำหนิติเตียน หรือนินทาว่าร้าย(อริยุปวาท) ด่าบริภาษ โดยที่สุดอริยบุคคลโสดาบัน ที่เป็นคฤหัสถ์ ท่านกล่าวว่าห้าม มรรค ผล นิพพาน แม้บุคคลผู้นั้นจะพากเพียรปฏิบัติธรรม อย่างไรก็มิอาจสามารถ บรรลุมรรคผลได้ การติเตียน ด่าบริภาษพระอริยเจ้า จึงมีโทษมาก เกิดความฉิบหาย ๑๐ อย่างคือ

บุคคล ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ ๑ เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ๑ สัทธรรมของบุคคลนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๑ เป็นผู้หลงคิดว่าตนเป็นผู้บรรลุสัทธรรม ๑ ไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ ๑ ถ้าเป็นภิกษุต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ ย่อมถูกโรคเบียดเบียนอย่างหนัก ๑ ถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน ๑ หลงตามกาละ คือตาย ไม่มีสติ ๑ เมื่อตายย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

กรรม ที่บริภาษ ด่าทอ พระอริยบุคคลนี้ เป็นกรรมตัดรอน มรรคผล นิพพาน มิใช่กรรมเก่า แต่เป็นกรรมที่สร้างขึ้นใหม่ และมีผลรุนแรงมาก มีอำนาจตัดรอนกรรมดีอื่นๆในทันใด

วิธีแก้กรรมนี้ ต้องกล่าวขอขมาโทษ แก่พระอริยเจ้า เมื่อพระอริยเจ้า อดโทษไม่เอาโทษแล้ว ก็ไม่ห้ามมรรค ผล นิพพาน กลับคืนเป็นปรกติตามเดิม โดยการขอขมาโทษ

แม้อริยบุคคลโสดาบัน บางท่าน จะมีอาการหรือความเป็นไปภายนอก เช่นความเศร้าโศก และทุกข์โทมนัส ยังแสดงออกมาให้เห็นคล้ายกับปุถุชน แต่ก็เป็นอาการที่เป็นไปชั่วขณะ เมื่อมีสติ หรือมีผู้เตือนให้สติ อาการเหล่านั้นท่านก็ระงับได้ กลับเป็นปรกติตามเดิม โดยมีสติ

แม้บุคคลโสดาบันที่เป็นคฤหัสถ์ ก็ควรทำสามีจิกรรม กราบไหว้ พระภิกษุ สามเณร ที่บวชวันแรก และยังไม่บรรลุมรรคผลใดๆเลย เนื่องจาก เพศของพระภิกษุ-สามเณร เป็นอุดมเพศ เป็นวัตถุที่ควรเคารพบูชา

พระพุทธเจ้าทรงแสดงเปรียบเทียบอานิสงส์ ของพระโสดาบันว่า ประเสริฐกว่าความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ประเสริฐกว่าการไปเกิดในสวรรค์ ประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เพราะ พระเจ้าจักรพรรดิ์ ก็ยังไม่พ้นจากอบายภูมิ การไปเกิดเป็นเทวดา เมื่อหมดบุญกุศลแล้ว ก็อาจไปอบายภูมิได้ แต่พระโสดาบัน เป็นผู้ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาด

ท่านผู้ที่ตั้งอยู่ในโสดาปัตติ มรรค และท่านผู้ที่ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล นับเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งเป็นสาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า คู่ที่ ๑

 





ทรงบรรลุสกทาคามี

(พรรษาที่๓ย่างเข้าพรรษา๔ สถิตวัดโรงช้าง ยุคอยุธยา)

ใน พรรษาที่สาม ย่างเข้าพรรษาที่ ๔ หลังจากพระอาจารย์สุก ทรงเข้าสู่กระแสนิพพาน คือเป็นพระโสดาบันบุคคลแล้ว เนื่องจาก พระองค์ท่าน ทรงมีอินทรีย์ วิริยะแก่กล้า และพระวิปัสสนาญาณแก่กล้า ทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ(ทัสสนะสัมปันโน)คือได้เห็นพระนิพพาน เป็นครั้งแรกแล้ว

พระองค์ท่าน ทรงบำเพ็ญเพียร เพื่อไปสู่มรรค- ผลคู่ที่สองคือ สกทาคามีมรรค-สกทาคามีผล พระองค์ต้องทำความเพียรใน พระวิปัสสนาต่อไป ก่อนที่พระองค์ท่านจะเจริญภาวนา ในมรรคผลเบื้องสูงขึ้นไป พระองค์ท่านทรงอธิษฐานว่า “ ธรรมอันใดที่เกิดขึ้นแล้ว ในขันธสันดาน ของข้าพระองค์ ขออย่าให้เกิดอีก ธรรมพิเศษสูงสุด ที่ข้าพระองค์ ยังมิได้พบ ขอให้ได้พบถึงเทอญ และพระองค์ท่านยังกล่าวอาราธนาต่อไปอีกว่า “ข้าพระองค์ ขอวางพระนิพพาน ไว้กลางดวงหทัย”

เมื่อท่านอธิษฐานดังนี้แล้ว ท่านก็มีความรู้สึกว่า กิเลสอันละเอียด บางอย่าง ถีบตัวใหญ่ขึ้นในใจ ของพระองค์ท่าน และท่านก็ทราบได้ทันทีว่า ท่านต้องใช้สติกำหนดกิเลสตัวนี้ ให้มากๆ

ต่อมาเมื่อพระองค์ท่าน ทรงกระทำความเพียรต่อไป ก็ทรงบรรลุ สกทาคามีมรรค-สกทาคามีผล ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างประณีต ภายในเวลาเดือนเดียว ทรงได้มรรคสอง ผลสอง อภิญญาหก อย่างโท และหมดสิ้นสัญโญชน์ ๓ ประการ พร้อมกันนั้น ราคะ โทสะ โมหะ ก็เบาบางลงด้วย

ทรงบรรลุอนาคามี ตามลำดับขั้น

หลัง จากที่พระองค์ท่าน ทรงพากเพียรบากบั่น อย่างไม่ท้อถอย และทรงบรรลุสกทาคามีมรรค – สกทาคามีผลแล้ว พระองค์ท่าน ก็ทรงทบทวน พระคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังนี้ ว่า………

ท่านผู้มีฉันทะในพระ นิพพาน ซึ่งบอกใครไม่ได้ ท่านได้สัมผัส พระนิพพานนั้นด้วยใจแล้ว และมีจิตไม่ติดในกามทั้งหลายด้วย เรียกว่า เป็นผู้มีกระแสในเบื้องบน

ท่านก็ปฏิบัติตามพุทธดำรัสนี้ ต่อมาไม่นาน พระองค์ท่านก็ทรงบรรลุ อนาคามีมรรค – อนาคามีผล ตามลำดับดังนี้

ครั้งแรก ทรงบรรลุ อุทธังโสโต อกนิฎฐคามี อนาคามี
ครั้งสอง ทรงบรรลุ สสังขารปรินิพพายี อนาคามี
ครั้งที่สาม ทรงบรรลุ อสังขารปรินิพพายี อนาคามี
ครั้งที่สี่ ทรงบรรลุ อุปหัจจะปรินิพพายี อนาคามี
ครั้งที่ห้า ทรงบรรลุ อันตราปรินิพพายี อย่างอ่อน
พร้อมด้วยอภิญญาหก อย่างเอก

ถึง พรรษาที่ ๔ ย่างเข้ามานี้ พระองค์ท่านทรงบรรลุอันตราปรินิพพายี อย่างอ่อนแต่ยังไม่ทรงบรรลุอันตราปรินิพพายี อย่างกลาง และอันตราปรินิพพายี อย่างละเอียดเพราะอินทรีย์ และวิปัสสนินทรีย์ ของพระองค์ท่านยังอ่อนอยู่

กล่าว ว่า บุคคลบรรลุอนาคามีบุคคลแล้ว เมื่อสิ้นชีวิตลง จะไปจุติเป็นพรหม ชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ เป็นที่อยู่ของพระอนาคามีบุคคลโดยเฉพาะ จะไม่กลับมาเกิดในมนุษย์โลกนี้อีกเลย และจะนิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นเอง

กล่าว ว่าครั้งนั้น พระองค์ท่าน ยังไม่ทรงบรรลุอันตราปรินิพพายี อนาคามี อย่างกลาง และอันตราปรินิพพายี อนาคามี อย่างละเอียด พระองค์ท่านจึงเพียรพยายามต่อไปอกุศลกรรมบถ พระอนาคามี ละได้เด็ดขาดอีกสองข้อคือ ผรุสวาจา ๑ พยาบาท ๑ อุปกิเลส ๑๖ พระอนาคามี ละได้อีก ๔ ข้อ คือ พยาบาท ปองร้าย ๑ โกธะ โกรธ ๑ อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ ๑ ปมาทะ เลินเล่อ ๑ นิวรณ์ ๕ พระอนาคามีละได้ด้วยอริยมรรคอีก ๑ คือ กุกกุจจะ ความหงุดหงิดรำคาญใจ

ส่วนพระอนาคามีบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในเพศฆราวาสนั้น ท่านกินอาหารหนเดียว กินอาหารเฉพาะภายในเที่ยงวัน และประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม นุ่งขาวห่มขาว ไม่ใช้ผ้าสี ประพฤติปฏิบัติตน เป็นประจำอย่างนี้ ท่านว่าเป็นไปเองด้วยอำนาจแห่งอริยมรรค ที่ท่านได้บรรลุแล้ว การรักษาอุโบสถศีล จึงไม่จำเป็นต้องสมาทานอีก เพราะเป็นไปเอง
__________________


พระอริยะเถราจารย์ สอนวิชาสลายจิต


(พรรษาที่๓ ย่างพรรษาที่ ๔ สถิตวัดโรงช้าง ยุคอยุธยา)


พรรษา ที่สามพระองค์ท่านทรงบรรลุอนาคามิมรรค อนาคามิผล อย่างหยาบแล้วในคืนนั้นได้มีพระอริยเถราจารย์ พระองค์หนึ่ง เข้ามาปรากฏกายในสมาธินิมิต สอนวิชาสลายจิต ให้กับพระอาจารย์สุก พระอริยเถราจารย์ พระองค์นั้น กล่าวสอนว่าวิชาสลายจิตนั้นมีสามอย่าง ๑. สยบจิตตัวเอง ๒.สะกดจิตตัวเอง ๓. ปลดปล่อยจิตตัวเอง วิธี สยบจิตตัวเอง คือให้ดูว่าจิตของเรา ฟุ้งซ่านด้วยเหตุใดบ้างแล้วสยบจิตไปตามเหตุนั้น เช่น...

ถ้าจิตฟุ้งซ่านด้วยราคะ ก็ให้สยบจิต ด้วยการเจริญอสุภกรรมฐาน หรือพิจารณาร่างกายให้เป็นปฏิกูลสัญญา หรือพิจารณาอนิจจสัญญา ก็จะสามารถสยบราคะได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำ
(สยบ) กามราคะ ทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำ (สยบ) รูปทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำ (สยบ) ภว
ราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำ (สยบ) อวิชชา ทั่งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่ง อิสมิมานะ ทั้ง
ปวงได้

ถ้า จิตฟุ้งซ่านด้วยความพยาบาท ก็ให้สยบจิตด้วยเมตตากรรมฐาน โดยการแผ่เมตตา ให้กับตนเองก่อน แล้วจึงแผ่เมตตาให้กับผู้อื่น ก็จะสามารถ สยบความพยาบาทได้

ถ้า จิตฟุ้งซ่านด้วยความหลง ท่านให้แยกรูป แยกนาม ย่อยรูปเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมคืนไปสู่สภาพธรรมชาติ ก็จะสามารถ สยบความหลงได้ นี้เรียกว่าสยบจิตตัวเอง

พระ อริยเถราจารย์ กล่าวสอนขั้นตอนต่อไปว่า การสะกดจิตตัวเอง คือให้ทำจิตให้ว่าง เป็นอุเบกขา จะเป็นเหตุทำให้สติบริสุทธิ์ เมื่อสติบริสุทธิ์แล้ว อารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็รู้ อารมณ์ทางกายเกิดขึ้น ก็รู้ อารมณ์ทางเวทนาเกิดขึ้น ก็รู้ อารมณ์ทางจิตเกิดขึ้น ก็รู้ อารมณ์ทางธรรม เกิดขึ้น ก็รู้

ถ้าอารมณ์ พยาบาท เกิดขึ้น ก็รู้ รู้แล้วให้สะกดด้วย เมตตา อารมณ์ วิหิงสาเกิดขึ้น ก็รู้ รู้แล้วให้สะกดด้วย กรุณาอารมณ์ อรติ เกิดขึ้น ก็รู้ รู้แล้วให้สะกดด้วย มุทิตาอารมณ์ปฏิฆะ เกิดขึ้น ก็รู้ รู้แล้วให้สะกดด้วย อุเบกขา นี้เรียกว่า สะกดกิเลสตัวเอง

ปลด ปล่อยจิตตัวเอง คือให้จิตดูอารมณ์เฉยๆ ดูกิเลสเฉยๆ เช่นธรรมารมณ์ฝ่ายดีผ่านมา จิตก็ปล่อยผ่านไป ธรรมารมณ์ฝ่ายชั่วผ่านมา จิตก็ปล่อยผ่านไป จิตไม่ไปยึดติดอารมณ์ ให้จิตดูธรรมารมณ์ดี และชั่ว ด้วยสติ แล้ววางเฉย ในธรรมารมณ์ฝ่ายดี และธรรมารมณ์ฝ่ายชั่ว คือให้วางจิตเป็นอุเบกขา

เมื่อสามารถสยบจิตตัวเอง สะกดจิตตัวเอง และปลดปล่อยจิตตัวเองได้แล้ว จึงจะสามารถสยบจิตผู้อื่นได้ สะกดจิตผู้อื่นได้ ปลดปล่อยจิตผู้อื่นก็ได้ด้วย และใช้อบรมสั่งสอนผู้อื่นต่อไป




พระครูรักขิตญาณ (สี) นำพระอาจารย์สุกไปฝากศึกษาพระกรรมฐาน และพระบาลีชั้นสูง ณ สำนักวัดราชาวาส

พระ อาจารย์สุก ทรงศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ จบทั้งสมถะวิปัสสนา และทรงศึกษาพระคัมภีร์บาลีมูลกัจจายน์ คัมภีร์โยชนามูลกัจจายน์ จบทั้งสองคัมภีร์ และทรงแปลพระคัมภีร์ต่างๆทั้งบั้นต้น บั้นกลาง บั้นปลาย จนจบที่วัดโรงช้างแล้ว ก็สิ้นความรู้ของพระอาจารย์ในด้านพระบาลีมูลกัจจายน์ พระอาจารย์สี จึงนำพระองค์ท่านไปฝาก ศึกษาพระบาลีมูลกัจจายน์ชั้นสูง ณ สำนัก วัดราชาวาส ซึ่งอยู่ในกำแพงเมืองชั้นนอก ของกรุงศรีอยุธยา กับท่านพระราชาคณะเถรผู้เฒ่า ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่พระธรรมภาวนาเถร ผู้ถือพัดงาสาน เป็นพระคณาจารย์เอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

พระ ราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ ถือพัดงาสาน จบสมถะวิปัสสนามัชฌิมา แบบลำดับ จะได้รับการยกย่อง หรือแต่งตั้งให้เป็นพระคณาจารย์เอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระด้วย

ใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชาคณะที่ถือพัดงาสาน และเป็นพระคณาจารย์เอก พระองค์แรกคือ พระญาณสังวรเถร (สุก ไก่เถื่อน) วัดราชสิทธาราม (พลับ) องค์สุดท้ายคือ พระสังวรานุวงษ์เถร (ชุ่ม ติสสรภิกขุ)) วัดราชสิทธาราม (พลับ) พระสังวรานุวงศ์เถร(ชุ่ม)ได้รับการ แต่งตั้งเป็นพระคณาจารย์เอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัติ วัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้ได้เสด็จมา ศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ กับพระสังวรานุวงษ์เถร(ชุ่ม) ที่วัดราชสิทธาราม (พลับ) จนจบตามหลักสูตร พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัติ พระองค์ท่านเสด็จมาศึกษากรรมฐาน นอกเวลาราชการสงฆ์ เสด็จมาโดยเรือจ้าง เวลาใกล้ค่ำ เสด็จมาอย่างพระสงฆ์สามัญชน เวลาใกล้รุ่งจึงเสด็จกลับพระอารามที่ประทับ ทรงกระทำอย่างนี้จนจบพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ

ส่วนพระธรรมภาวนา เถร พระอาจารย์ ของพระอาจารย์สุก ครั้งยุคอยุธยานั้นท่านเป็นพระราชาคณะ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ถือพัดงาสาน ท่านมีนามเดิมว่า อิน ชาวบ้านเรียกขานนามท่านว่า หลวงปู่อิน ท่านศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับสืบต่อมาจาก พระพนรัต (แปร) วัดป่าแก้ว กรุงศรีอยุธยา

พระ ธรรมภาวนาเถร (อิน) ท่านศึกษาพระบาลีไวยากรณ์มูลกัจจายน์ แปลพระคัมภีร์ต่างๆ ทั้งบั้นต้น บั้นกลาง บั้นปลาย เบื้องต้น และชั้นสูงอยู่ที่วัดราชาวาส พระธรรมภาวนาเถร(อิน) ท่านเป็นพระอานาคามีบุคคล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีนั้น พระอริยบุคคลมีมาก เพราะพระสงฆ์ประพฤติ ปฏิบัติธรรมกันมาก และเอาจริง เอาจัง ไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก และพระสงฆ์เถระผู้ใหญ่ ก็ประพฤติปฏิบัติตัว เป็นแบบอย่างอนุเคราะห์ชนผู้เกิดภายหลัง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่ประโยชน์ในพระพุทธศาสนา และเห็นแก่กุลบุตรที่จะเข้ามา บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาในภายหน้า

พระธรรมภาวนาเถร(อิน) ท่านเป็นพระอาจารย์ บอกพระบาลีขั้นสูง ให้กับพระอาจารย์สุก ต่อมาพระธรรมภาวนาเถร (อิน) ได้ครองวัดราชาวาส และที่สำนักวัดราชาวาส แห่งนี้ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นสนามสอบทานพระบาลีปากเปล่า ของทางราชการสงฆ์ สมัยกรุงศรีอยุธยาแห่งหนึ่งด้วย

พระอาจารย์สุก พระองค์ท่านทรงศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ชั้นสูงและทรงศึกษาพระบาลีชั้นสูง และทรงสอบทานพระบาลี ณ ที่วัดราชาวาส แห่งนี้พระองค์ท่าน ทรงศึกษาพระบาลีขั้นสูง ณ สำนักวัดราชาวาส แห่งนี้ ในพรรษานี้พระองค์ท่าน ได้ทรงทบทวน พระปาฏิโมกข์ อีกครั้งจนท่องได้คล่อง ขึ้นใจ

พระอาจารย์สุก มาอยู่วัดราชาวาส แล้ว ทรงศึกษาพระคัมภีร์บาลีอีก ๓ พระคัมภีร์คือ คัมภีร์กัจจายน์ พยากรณะ ๑ พระคัมภีร์นยาสะ ๑ พระคัมภีร์ปทรูปสิทธิ ๑ และต่อมาทรงศึกษาอีก๓ คัมภีร์คือ พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา ๑ พระคัมภีร์วุตโตทัย ๑ พระคัมภีร์สุโพธาลังการะ ๑ ต่อมาพระธรรมภาวนาเถร(อิน) เห็นว่าพระอาจารย์สุก มีความรู้ความสามารถ พอที่จะเข้าสอบทานพระบาลีปากเปล่าได้แล้ว หลวงปู่อิน จึงตั้งความหวังไว้กับพระองค์ท่านมาก
__________________










พระอริยเถราจารย์กล่าว เตือนพระสติ

(พรรษาที่๔ สถิตวัดราชาวาส ยุคอยุธยา)


ย่าง เข้าพรรษาที่ ๔ หลังจากพระองค์ท่านบรรลุมรรคผล ถึงอันตราปรินิพพายีอนาคามี อย่างหยาบแล้ว พระองค์ท่านทรงมีพระดำริที่จะปลีกวิเวก ออกสันโดษ เข้าป่าหาความสงบแต่ผู้เดียว

พระอาจารย์สุก ทรงพิจารณาเห็นอยู่ดังนี้ หทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อความคลุกคลี ด้วยหมู่คณะ หรือเพื่อบอกพระธรรมกรรมฐานมัชฌิมา แก่ผู้อื่น

ครั้งนั้น พระอริยเถราจารย์พระองค์หนึ่ง ทราบความวิตก แห่งจิตของพระอาจารย์สุก ด้วยใจของตนแล้ว เกิดความปริวิตกว่า ศาสนาจักเศร้าหมอง อาณาจักรแห่งอนาคตจักฉิบหายหนอ อาณาจักรอนาคตจักวินาศหนอ เนื่องจากพระอาจารย์สุก ทรงน้อมจิตไปเพื่อความขวนขวายน้อย เพื่อความสันโดษ ไม่น้อมใจไปเพื่อการสืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา ในอาณาจักรข้างหน้า

ลำดับ นั้น พระอริยเถราจารย์ ได้หายไปจากพรหมโลก ชั้นสุทธาวาส มาปรากฏ ณ เบื้องหน้าของพระอาจารย์สุก ในสมาธินิมิตคืนนั้น ดุจบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น แล้วกล่าวความนี้แก่พระอาจารย์สุกว่า ขอให้ท่าน มีเมตตาให้กับสรรพสัตว์ ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ด้วย ให้ท่านทำประโยชน์ให้แก่พระศาสนา เผยแพร่พระศาสนา เผยแพร่พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เพราะยังมีบุคคลอีกมาก ที่จะได้มรรค ผล นิพพาน และท่านเองจะเป็นผู้สืบทอดพระศาสนา ต่อไปในภายภาคหน้าด้วย

พร้อมกันนั้น พระอริยเถราจารย์ ชั้นสุทธาวาส ได้กล่าวยกตัวอย่าง เมื่อครั้งท้าวสหัมบดีพรหม มาทูลขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดทรงแสดงธรรม และขอให้พระสุคตเจ้าได้โปรดทรงแสดงธรรม เพราะสัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรม ฟังธรรม ย่อมเสื่อมไปจากมรรคผล ผู้รู้ทั่วถึงธรรม ก็ยังมีอีกมาก

พระอริยเถราจารย์ กล่าวต่อไปว่า ท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลพระพุทธเจ้าดังนี้แล้ว จึงกราบทูลเป็นคาถาต่อไปว่า...

เมื่อ ก่อนธรรมไม่บริสุทธิ์อันคนมีมลทินทั้งหลาย ติดแล้วได้ปรากฏในมคธ ชนบท ขอพระองค์ได้โปรดทรงเปิดประตูแห่งอมตธรรมนี้ ขอสัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หมดมลทินตรัสรู้แล้วตามลำดับ เปรียบเหมือนบุรุษมีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขา ซึ่งล้วนแล้วด้วยศิลา พึงเห็นชุมชนได้โดยรอบฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้ มีปัญญาดี มีพระปัญญาจักษุรอบคอบ ขอพระองค์ผู้ปราศจากความโศกจงเสด็จขึ้นสู่ปราสาท อันสำเร็จด้วยธรรม แล้วทรงพิจารณาชุมชน ผู้เกลื่อนกล่นด้วยความโศก ผู้อันชาติและชราครอบงำแล้ว มีอุปมัยฉันนั้นเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ทรงชนะสงคราม ผู้นำหมู่หาหนี้มิได้ ขอพระองค์จงทรงอุตสาหะเที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม เพราะสัตว์รู้ทั่วถึงธรรมจักมี

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาสัตว์โลก เปรียบด้วยดอกบัว ๔ เหล่า


พระ อริยเถราจารย์ ยังกล่าวอีกว่า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทราบคำทูลอาราธนาของพรหม และทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ เมื่อตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือกิเลส ในจักษุน้อยก็มี ที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี ที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี

เปรียบเหมือนดอก อุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุม หรือดอกบุณฑริกในกอบุณฑริกที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว

พระ ผู้มีพระภาคทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกสอนให้รู้ได้ง่าย บางพวกสอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นแล้วได้ตรัสคาถาตอบท้าวสหัมบดีพรหม ดังนี้ว่า...

เราเปิดประตู อมตะแก่ท่านแล้ว สัตว์เหล่าใดจะฟังจงปล่อยศรัทธามาเถิด ดูกรพรหม เพราะเรามีความสำคัญในความลำบาก จึงไม่แสดงธรรมที่เราคล่องแคล่ว ประณีตในหมู่มนุษย์…

พระอริยเถราจารย์ กล่าวต่อไปอีกว่า ครั้นท้าวสหัมบดีพรหมทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรมแล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณแล้ว อันตรธานหายไปในที่นั้นแล

หลัง จากพระอาจารย์สุก ออกจากสมาธิแล้ว พระอาจารย์สุก ก็ล้มเลิกความดำริเดิม ไม่ปลีกวิเวกออกไปหาความสงบแต่ผู้เดียว เพราะทรงทราบภารกิจที่จะต้อง ช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

คืนต่อมา พระอริยเถราจารย์ พระองค์เดิม มาสอนพระธรรมกรรมฐาน ให้พระองค์ท่านต่อไปว่า ให้ทำจิตให้ว่าง กายให้ว่าง คือให้ทำจิตให้ว่าง ให้จิต ดูกายเฉยๆปลดปล่อยกายออกจากจิต ปลดปล่อยจิตออกจากกาย กายว่างเปล่าจากจิต จิตว่างเปล่าจากกาย และดูจิตเฉยๆ จะทำให้จิต หลุดออกจากกิเลส และอนุสัย ยิ่งๆขึ้นไปอีก

ต่อมาพระ อาจารย์สุก ออกจากสมาธิแล้ว พระองค์ท่านก็ทรงค้นคว้า พระคัมภีร์จุฬสุญญตาสูตร มหาสุญญตาสูตร และพระคัมภีร์ยุคนัทธวรรค สุญตากถา พระองค์ท่านจึงมีความเข้าใน ในเรื่องจิตว่าง กายว่าง ดังนี้………..

เมื่อ อยู่ในกุฏิที่พำนัก ก็ไม่ใส่ใจว่า กุฏิที่พำนัก ไม่ใส่ใจสิ่งของในกุฏิ ใส่ใจแต่สิ่งเดียว ว่าป่า จิตสมาธิย่อมแล่นไป และตั้งมั่น นึกน้อมอยู่ในความจำได้หมายรู้ว่า ป่า จิตของพระองค์ท่าน ก็ไม่มีความกระวนกระวายว่า กุฏิที่พำนัก นี่คือความว่างของจิตต่อมาพระองค์ท่านอยู่ป่า ก็ไม่ใส่ใจว่า ป่า ใส่ใจแต่ แผ่นดิน เท่านั้น ต่อมาก็ไม่ใส่ใจว่า แผ่นดิน ใส่ใจแต่ อากาศ อย่างเดียว เป็นลำดับไปเรื่อยๆ พระอาจารย์สุก ทรงพิจารณาถึงความว่างบ่อยๆเข้า จิตท่านก็เพิ่มพูนพอใจในเสนาสนะอันเงียบสงัด คือ ป่าเรือนว่าง ภูเขา ถ้ำ เวลานั้นจิตของพระองค์ท่าน ก็ไม่ถึงความวุ่นวาย เพิ่มพูนวิเวกขึ้นเรื่อยๆ หลีกออกจากผู้คนทั้งหลาย ทรงพิจารณาทุกอย่างเป็นของสูญ ตาสูญ หูสูญ จมูกสูญ ลิ้นสูญ กายสูญ ใจสูญ ความเป็นไปแห่งกายนี้ นามรูปย่อมสิ้นไป ความเป็นไปแห่งใจอื่น ก็ไม่มี ครอบงำความเป็นไปทั้งหมด นี้เป็นธรรมที่ทำให้พระองค์ท่าน หลุดพ้นในกาลต่อมา

คืนต่อมาในพรรษา นั้น พระอริยเถราจารย์มาสอนพระองค์ท่านเรื่องการ กำหนดฌานตามลำดับ ๑๖ บทในปฐมฌาน สอนให้พระอาจารย์สุก สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าปฐมฌาน มี วิตก วิจาร มีปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ธรรมตามลำดับบทในปฐมฌานคือ ๑.วิตก ๒.วิจาร ๓.ปีติ ๔.สุข ๕.จิตเอกัคคตา ๖.ผัสสะ ๗.เวทนา ๘.สัญญา ๙.เจตนา ๑๐.วิญญาณ ๑๑.ฉันทะ ๑๒.อธิโมกข์ ๑๓.วิริยะ ๑๔.สติ ๑๕.อุเบกขา ๑๖.มนสิการ ให้กำหนดองค์ธรรมแต่ละองค์ดังนี้

คือ กำหนด วิตก ว่า วิตกเกิดขึ้น วิตกตั้งอยู่ วิตกดับไป เมื่อวิตกถึงความดับไป วิจารก็เกิดขึ้น เป็นลำดับต่อมา ตั้งอยู่ แล้วดับไป เมื่อวิจารดับไปแล้ว ก็ถึงบทปีติเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ให้กำหนดไปดังนี้จนครบทั้ง ๑๖ บท ให้กำหนดสติรู้ชัดองค์ธรรมอย่างนี้ทุกๆบท จิตย่อมทราบว่า ธรรมทั้งหลายที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เวลานั้นทำให้พระอาจารย์สุก ทรงไม่มีความยินดี ยินร้าย ในธรรมทั้งหลาย ทำให้กิเลสไม่อาศัยในพระองค์ท่านได้ พระองค์ท่านพ้นแล้ว หลุดแล้วในธรรมนั้นๆ จิตปราศจากเขตแดนแห่งกิเลส ทำให้พระองค์รู้ชัดยิ่งๆขึ้นไปว่า ธรรมเครื่องสลัดออก ยิ่งๆขึ้นไปมีอยู่และทรงมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกให้มาก ก็มีอยู่เช่นกัน

และวันต่อๆมา พระอริยเถราจารย์ สอนต่อไปว่า ให้พิจารณาธรรมตามลำดับบทใน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุถฌาน ประโยชน์ของการพิจารณาธรรมนี้ ทำให้มีจิตละเอียดประณีต รู้ถึงธรรมเบื้องสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ได้อภิญญาที่ละเอียดอ่อน ก่อนกลับพระอริยเถราจารย์ ยังได้บอกพระอาจารย์สุก อีกว่า ถ้าท่านอยากทราบรายละเอียด ของการเข้าฌานตามลำดับบท ขอให้ท่าน ดูในพระไตรปิฎก ชื่ออนุปทสูตร กล่าวว่าพระไตรปิฎกสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนมากจารึกด้วย อักษรขอมบาลี ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงอ่านได้แปลได้ บางครั้งก็ทรงไปปรึกษา กับพระธรรมภาวนาเถร(อิน) ต่อมาพระธรรมภาวนาเถรอิน จึงนำคำภีร์อนุปทสูตร ว่าด้วย ฌานตามลำดับ มาให้พระอาจารย์สุกศึกษา ในพระคัมภีร์ อนุปทสูตร มีใจความดังนี้ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้(หมายถึง พระอานนท์เถรเจ้า) สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาว่องไว มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาทำลายกิเลส

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบท ได้เพียงกึ่งเดือน ในการเห็นแจ้งธรรม ตามลำดับบท ของสารีบุตรนั้น เป็นดังต่อไปนี้

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้ สารีบุตร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวก อยู่ ก็ธรรมในปฐมฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอัน สารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเข้าทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตก และวิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติ และสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ก็ธรรมในทุติยฌาน คือความผ่องใสแห่งใจภายในมี ปีติสุข จิตเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติอุเบกขา มนสิการ เป็นอัน สารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้วทั้งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้ว ในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่าผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเป็นผู้วางเฉย เพราะหน่ายปีติมีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌานที่ พระอริยะเรียกเธอได้ว่า ผู้วางเฉย มีสติ อยู่ เป็นสุขอยู่ ก็ธรรมในตติยฌานคือ อุเบกขา สุข สติ สัมปชัญญะ จิตเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอัน สารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้วพรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ก็ธรรมในจตุตถฌาน คือ อุเบกขา อทุกขมสุขเวทนา ความไม่คำนึงแห่งใจเพราะบริสุทธิ์แล้ว สติบริสุทธิ์ จิตเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบทเป็นอันสารีบุตร รู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรม เครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้น ให้มาก ก็มีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดย ประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาได้ เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา ก็ธรรมในอากาสานัญจายตนฌาน คือ อากาสานัญจายตนสัญญา จิตเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะสติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบทเป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้วทั้งที่เกิด ขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่าวิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ ธรรมในวิญญาณัญจายตนฌาน คือ วิญญาณัญจายตนฌาน จิตเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่าด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไปเธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้วพรากได้ แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่ายังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรสักน้อยหนึ่งอยู่ ก็ธรรมในอากิญจัญญายตนฌาน คือ อากิญจัญญายตนฌาน จิตเอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่าด้วยประการนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมีที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไปเธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้วพรากได้ แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่ายังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ เธอเป็นผู้มีสติออกจากสมาบัตินั้นครั้นแล้ว พิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัยไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปมีอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงเนวสัญญานาสัญญายตน ฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเธอจึงเป็นอันสิ้นไป เธอย่อมมีสติออกจากสมาบัตินั้น ครั้นแล้วย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไปเธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพันพ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มากก็มีอยู่

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใดว่า เป็นผู้ถึงความชำนาญถึงความสำเร็จในอริยศีล ในอริยสมาธิ ในอริยปัญญา ในอริยวิมุตติ ภิกษุรูปนั้นคือ สารีบุตรนั่นเอง ผู้ที่กล่าวชอบ พึงกล่าวชมว่า เป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จ ในอริยศีลในสมาธิ ในอริยปัญญา ในอริยวิมุตติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใดว่า เป็นบุตรเป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรมอันธรรมเนรมิตเป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นทายาทของอามิส ภิกษุรูปนั้นคือสารีบุตรนั่นเอง ที่ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมว่า เป็นบุตรเป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรมอันธรรมเนรมิต เป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นทายาทของอามิส

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรย่อมประกาศธรรมจักร อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่ตถาคตให้เป็นไปแล้ว ไปตามลำดับบทโดยชอบทีเดียวพระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค แล

พระ อาจารย์สุก ทรงศึกษาพระคัมภีร์อนุปทสูตร อยู่ประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ พระองค์ท่านก็ทรงมีความเข้าใจ ในเรื่องการเข้าฌานตามลำดับบท เข้าใจถึงคุณประโยชน์ ของการเข้าฌานตามลำดับบท และทรงเข้าใจในการแปลภาษาบาลีมากยิ่งขึ้น เรียกว่าหลับตา ก็มองเห็นได้เลย
__________________


ทรงเข้าสอบทานพระบาลี


(พรรษาที่ ๕ สถิตวัดราชาวาส ยุคอยุธยา)


ภาย หลังพระองค์ท่าน ทรงได้รับคำตักเตือน จากพระอริยเถราจารย์ ในสมาธิจิตแล้ว ความดำริ หรือความคิดที่จะปลีกวิเวก ออกสันโดด เข้าป่าหาความสงบ ในวิมุตติสุขแต่ลำพังพระองค์เดียว ก็ล้มเลิก ต่อมาจึงทรงมีพระวิริยะ อุตสาหะ เล่าเรียน พระบาลีขั้นสูง ณ สำนัก วัดราชาวาส ต่อไป

เนื่อง จากพระอาจารย์ที่บอกพระบาลีชั้นสูง ของพระองค์ท่านที่ สำนักวัดราชาวาส เห็นว่าพระองค์ท่านสามารถแปลพระคัมภีร์ต่างๆ ได้คล่องเห็นว่าพระองค์ สามารถที่จะผ่านได้ทั้งสามกอง จึงให้พระองค์ท่านเข้าสอบทาน ณ สำนักวัดราชาวาส พระอารามหลวง การสอบทานใช้วิธี สอบทานปากเปล่า

วัด ราชาวาส เป็นพระอารามหลวง เป็นสถานที่สอบทานพระบาลีปากเปล่าแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา วิธีการสอบผ่าน มีพระคณะกรรมการผู้ทรงความรู้ เป็นเปรียญธรรม แบ่งออกเป็นกองๆ คือ กองใต้ กองเหนือ กองกลาง

กองใต้ มีพระราชาคณะ ๓ รูปเป็นพระคณะกรรมการ กองใต้ แปลพระปาฏิโมก คัมภีร์สมันตปาสาทิกา สอบทานเอาบางตอน สอบพระวินัย

กอง เหนือ มีพระราชาคณะ ๓ รูป เป็นพระคณะกรรมการ กองเหนือ แปลพระสุตันตปิฎก คัมภีร์พระธรรมบท คัมภีร์มงคลทีปนี สอบทานเอาบางตอน สอบพระสูตร

กองก ลาง มีพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ สมเด็จราชาคณะ หรือสมเด็จพระสังฆราชเสด็จประทับร่วมเป็น พระคณะกรรมการ หากสอบผ่านทั้งสามกอง จึงได้เป็น เปรียญ

กองกลาง แปล คัมภีร์พระอภิธัมมัตถสังคหะ คัมภีร์วิสุทธิมรรค สอบทานบางตอน ในกองกลางนี้ ทดสอบ การแต่งฉันทลักษณ์ ๒๖ ประเภท ๑๐๘ ฉันท์ แสดงความสละสลวย แสดงความไพเราะในสำนวนโวหาร ของภาษาบาลี สอบทานบางตอน

(พระประวัติสมเด็จสุกยังไม่จบนะครับ แล้วจะพยายามมาต่อจนจบอีกครั้งครับ)

ลำดับพระมหาเถรเจ้าผู้สืบทอด พระกรรมฐานมัชฌิมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

 

 

 




ลำดับพระมหาเถรเจ้าผู้สืบทอด

พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ

จากดินแดนชมภูทวีป ถึงดินแดนสุวรรณภูมิ

(ตั้งแต่ประมาณ พศ.๒๗๔ ถึง พ.ศ.๒๕๔๐)



ยุคพุทธกาล
๑. พระราหุลเถรเจ้า เป็นพระอาจารย์ใหญ่ประจำยุคพุทธกาล ชมภูทวีป
หลังพุทธกาล ครั้งปฐมสังคายนา

๒. พระโกลิกะเถรเจ้า ชมพูทวีป เป็นพระอาจารย์ใหญ่ประจำยุค
หลังพุทธกาล ครั้งทุติยสังคายนา

๓. พระมัลลิกะเถรเจ้า ชมพูทวีป เป็นพระอาจารย์ใหญ่ประจำยุคหลังพุทธกาล

พระมัลลิกะเถรเจ้า ทรงบอกพระกรรมฐานมัชฌิมาให้กับ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า และพระโสนันตเถรเจ้า


หลังพุทธกาล ครั้งตติยสังคายนา
๔. พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า บอกพระกรรมฐานให้กับ พระโสณเถรเจ้า พระอุตตรเถรเจ้า พระมหินท์เถรเจ้า ต่อมาพระเถรทั้งสามพระองค์เรียนพระกรรมฐานมัชฌิมา ต่อกับพระโสนันตเถรเจ้า เนื่องจากพระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า เข้านิพพาน

๕. สายพระโสณเถรเจ้า
- พระอุตตรเถรเจ้า,พระโสณเถรบอกพระกรรมฐานมัชฌิมาให้กับ พระชาลตะเถรเจ้า พระกิตตระเถรเจ้า พระภูริยะเถรเจ้า

สายพระมหินทเถรเจ้า พระอัฎฎิยเถรเจ้า
- พระมหินทเถรบอกพระกรรมฐานมัชฌิมาให้กับพระอุตติยะเถรเจ้า พระสัมพละเถรเจ้า พระภัททสาลเถรเจ้า


ลังกาทวีป
๖. พระอุบาลีเถรเจ้า พระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานมัชฌิมา ประจำเกาะลังกา
สาย พระโสณเถร พระอุตตรเถร เดินทางมาแวะพักลังกาทวีป บอกพระกรรมฐานให้กับ พระจิตตกะเถรเจ้า ต่อมา คณะของพระมหินทเถรเจ้ามาเกาะลังกา พระจิตตกะเถรเจ้า ทรงศึกษากับ พระมหินทเถรเจ้าเพิ่มเติม พระจิตตกะเถรเจ้า บอกพระกรรมฐานมัชฌิมาให้กับ พระอุบาลีเถรเจ้า แห่งเกาะลังกา




ศรีพระอริยะสงฆ์ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ยุคฟูนัน
ศรีพระอริยะสงฆ์ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
ยุคสุวรรณภูมิ (ฟูนัน)

คณะพระโสณเถรเจ้า พระอุตตระเถรเจ้า

ยุคสุวรรณภูมิ
(สมัยฟูนัน เจ้าแห่งภูเขา กำลังรุ่งเรือง)
พระมหาเถรเจ้าทั้ง ห้าพระองค์ เป็นพระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานมัชฌิมา ประจำยุคสุวรรณภูมิ
๑. พระโสณเถรเจ้า
๒. พระอุตตระเถรเจ้า
๓. พระชาลตะเถรเจ้า
๔. พระกิตตระเถรเจ้า
๕. พระภูริยะเถรเจ้า
พระ ญาณเถรเจ้า ๑ พระณิชาเถรเจ้า ๑ พระปถวีเถรเจ้า ๑ พระชาติเถรเจ้า ๑ พระติสสเถรเจ้า ๑ พระปาโสเถรเจ้า ๑ พระเตชิตะเถรเจ้า ๑ จากชมพูทวีป ๑๒ รูป
มี พระสังฆเถร ติดตามจาริกมาจาก เกาะลังกา ๕ รูป คือ พระโสตถิยะเถรเจ้า ๑ พระชิตตะเถรเจ้า ๑ พระเสวกะเถรเจ้า ๑ พระชินโสเถรเจ้า ๑ พระปาละเถรเจ้า ๑
มีพระสังฆเถร ติคตามจาริกมาจาก นครตามพรลิงค์(นครศรีธรรมราช) ๓ รูป พระโกลันยาเถรเจ้า ๑ พระปิตะเถรเจ้า ๑ พระเชตุเถรเจ้า ๑
คณะของพระโสณเถร พระอุตระเถร แยกย้ายไปเผยแผ่ตามเมืองต่างๆ


เมืองสุวรรณสังข์
(เมืองทวาราวดี-อู่ทอง มอญ)
(พระราชสามีรามมหาเถร)
๑. พระโสณเถรเจ้า
๒. พระชาลตะเถรเจ้า
๓. พระญาณเถรเจ้า
๔. พระราชสามีรามเถรเจ้า(เพชร)
๕. พระสิทธาจารย์ญาณเถรเจ้า(ด้วง)
๖. พระสิทธาจารย์ญาณเถรเจ้า(อิง)


เมืองศรีสุวรรณ
(นครปฐม-มอญ)
๑. พระอุตตระเถรเจ้า
๒. พระเสวกะเถระเจ้า
๓.พระสิทธิตะเถรเจ้า
๔.พระปาลมุตตะเถรเจ้า


เมืองสะเทิม
(เมืองมอญ)
(พระราชสปทังเถร)
๑.พระกิตตระเถรเจ้า
๒.พระปถวีเถรเจ้า
๓.พระปาโสเถรเจ้า
๔.พระเตชิตะเถรเจ้า



เมืองศรีเทพ
(พระราชสามีรามฯ)
๑.พระภูริยะเถรเจ้า
๒.พระโสตถิยะเถรเจ้า
๓.พระชิตตะเถรเจ้า
๔.พระชินโสเถรเจ้า
๕.พระปาลเถรเจ้า


ยุคทวราวดี
ศรีพระอริยะสงฆ์ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
ยุคศรีทวาราวาดี พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า(เพชร)
เป็นพระอาจารย์ใหญ่บรมครูประจำยุคทวาราวดี

๑. พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า (ใจ)
สิทธิวิหาริก พระญาณสิทธาจารย์เถรเจ้า(ด้วง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒. พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (ไข)
สิทธิวิหาริก พระญาณสิทธาจารย์เถรเจ้า(ด้วง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓. พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า(แสง)
สิทธิวิการิก พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า(ไข)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๔. พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (ชัย)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๕. พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (โต)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๖. พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (จริง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๗. พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (พ่วง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๘. พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (เกตุ)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๙. พระญาณรัตนสุวรรณมหาเถรเจ้า (สาน)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๐. พระญาณรัตนสุวรรณมหาเถรเจ้า (ตา)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๑. พระญาณรัตนสุวรรณมหาเถรเจ้า (ปาน)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๒. พระญาณรัตนสุวรรณมหาเถรเจ้า (ดำ)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๓. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า (ก่อ)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๔. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า (เพียร)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๕. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า ( แดง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๖. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า ( ธรรม)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๗. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า (แสง )
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๘. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า (ฟ้า)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๑๙. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า (ขาว)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๐. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า (เดช)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๑. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า ( ยา)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๒. พระญาณรัตนวงศ์มหาเถรเจ้า (ขาว)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๓. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( ตอง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๔. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( ชอบ)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๕. พระญาณไตรวุฒิคุณมหาเถรเจ้า (ปอ)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๖. พระญาณไตรวุฒิคุณมหาเถรเจ้า (แพร)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๗. พระญาณไตรวุฒิคุณมหาเถรเจ้า ( อัง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๘. พระญาณไตรวุฒิคุณมหาเถรเจ้า (ชิต)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๒๙. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (อาด)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๐. พระญาณไตรลักษณ์มหาเถรเจ้า (แสม)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๑. พระญาณไตรลักษณ์มหาเถรเจ้า (เพชร)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๒. พระญาณไตรลักษณ์มหาเถรเจ้า ( โปง)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๓. พระญาณไตรลักษณ์มหาเถรเจ้า ( ผล)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๔. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( พิงคะ)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๕. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( คุต)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๖. พระญาณประสิทธิ์มหาเถรเจ้า ( เองนำ)
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๗. พระญาณประสิทธิ์มหาเถรเจ้า ( เกด )
(ไม่มีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์)

๓๘. พระญาณประสิทธิ์มหาเถรเจ้า (จีบ)
เริ่มมีตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์ ครั้งแรก พระพุทธโฆษาจารย์ (โชติ)

๓๙. พระญาณประสิทธิ์มหาเถรเจ้า (กลิ่น)
พระพุทธโฆษาจารย์ (นิด)

๔๐. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( แพร)
พระพุทธโฆษาจารย์ (ปล่อง)

๔๑. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( ชิด)
พระพุทธโฆษาจารย์ (วง)

๔๒. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (ปาน)
พระพุทธโฆษาจารย์ (ยา)

๔๓. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( ชาด)
พระพุทธโฆษาจารย์ (แปลก)

๔๔. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( ชัย)
พระพุทธโฆษาจารย์ (สอง)

๔๕. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (กล่อม)
พระพุทธโฆษาจารย์ (เปลื้อง)

๔๖. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( เวท)
พระพุทธโฆษาจารย์ (แสง)

๔๗. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (สี)
พระพุทธโฆษาจารยย์ (ยง)

๔๘. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (สุก)
พระพุทธโฆษาจารย์ (เขต)

๔๙. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (เดช)
พระพุทธโฆษาจารย์ (ยก)

๕๐. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า ( ฟัก)
พระพุทธโฆษาจารย์ (ช่วง)

๕๑. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (ปลา)
พระพุทธโฆษาจารย์ (โอ)

๕๒. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (เกด)
พระพุทธโฆษาจารย์ (สาม)

๕๓. พระญาณไตรโลกมหาเถรเจ้า (เขต )
พระพุทธโฆษาจารย์ (แช)


ศรีพระอริยสงฆ์ เมืองละโว้
สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา จากอาณาจักรศรีทวาราวดี
พระราชสุวรรณมุนีมหาเถรเจ้า(ทอง) สัทธิวิหาริกของ พระญาณไตรวุฒิคุณมหาเถรเจ้า(ปอ) มีพระมหาเถรเจ้าสืบทอดมาถึง ๔๙ พระองค์


ศรีพระอริยสงฆ์ เมืองบ้านคูเมือง (สิงห์บุรี)
สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา จากเมืองศรีทวาราวดี สู่เมืองบ้านคูเมือง
๑. พ่อเจ้า (จัน) วัดดงตาล สัทธิวิหาริกของพระญาณไตรโลก วัดแสนท้าวโคตร เมืองศรีทวาราวดี
๒. พ่อเจ้า ( โย่ง) วัดดงตาล
๓. พ่อเจ้า ( ตาล) วัดดงตาล
๔. พ่อเจ้า ( แพร) วัดดงตาล บอกพระกรรมฐานให้กับ พระญาณสุวรรณ มหาเถรเจ้า(สิงห์) วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย
๕. พ่อเจ้า(ขวัญ) วัดดงตาล ศึกษาพระกรรมฐาน แบบมัชฌิมากับ พ่อเจ้าแพร
๖. พ่อเจ้า (เต็ม) วัดดงตาล ศึกษาพระกรรมฐาน แบบมัชฌิมากับ พ่อเจ้าแพร
เมืองบ้านคูเมืองไม่มี ตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์





ยุคสุโขทัย
ศรีพระอริยสงฆ์ผู้สืบทอด
พระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ เมืองสุโขทัย
ก่อนสถาปนาเป็นอานาจักรศรีสุโขทัย

๑. พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า ( สิงห์) เป็นพระอาจารย์ใหญ่กรรมฐานมัชฌิมา บรมครูประจำยุคกรุงสุโขทัย สมัยพระเจ้าประกันติราช สถิตวัดมหาธาตุ เป็นพระสังฆราชา พระองค์ท่านทรงศึกษาพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับสืบต่อมาจาก พ่อเจ้าแพร แห่งวัดดงตาล เมืองบ้านคูเมือง ชานเมืองละโว้ ใกล้เขตเมืองสุโขทัย

๑. พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า(สิงห์) สมัยพระเจ้าประกันติราช
พระพุทธโฆษาจารย์ (โปร่ง)

๒. พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า ( เหม) สมัยพระเจ้าประกันติราช
พระพุทธโฆษาจารย์(โปร่ง)

๓. พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า (ชิต) สมัยพระเจ้าปทุมวงศ์
พระพุทธโฆษาจารย์ (เซง)

๔. พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า (เชื้อ) สมัยพระเจ้าปทุมวงศ์ (องค์เดิม)

๕. พระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า (สาย) สมัยพระเจ้าสุริยราชา
พระพุทธโฆษาจารย์ (อ่อน)

๖. พระญาณมุนีมหาเถรเจ้า ( ตา ) สมัยพระเจ้าจันทราชา
พระพุทธโฆษาจารย์(โชติ)

๗. พระญาณมุนีมหาเถรเจ้า ( คง) สมัยพระเจ้าจันทราชา (องค์เดิม)

๘. พระญาณมุนีมหาเถรเจ้า (อยู่ ) สมัยพระเจ้าอรุณราชา
พระพุทธโฆษาจารย์(ชัย)

๙. พระญาณมุนีมหาเถรเจ้า( ชัย) สมัยพระเจ้าอรุณราชา (องค์เดิม)

๑๐. พระญาณมุนีมหาเถรเจ้า ( อยู่ ) สมัยพระเจ้าชัยฟ้า
พระพุทธโฆษาจารย์(แฝง)

๑๑. พระญาณมุนีมหาเถรเจ้า (เสือ) สมัยพระเจ้าชัยฟ้า (องค์เดิม)

๑๒. พระทักษิณาทิศาจารย์ (มั่น) สมัยพระเจ้าชัยฟ้า (องค์เดิม)

๑๓. พระญาณมุนีมหาเถรเจ้า(แสง) สมัยพ่อขุนนาวนำถม
พระพุทธโฆษาจารย์(ปรือ)

๑๔.พระครูญาณไตรโลก ( ดา) สมัยพ่อขุนบางกลางหาว (องค์เดิม)


ศรีพระอริยะสงฆ์สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
ยุคสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย
๑. พระวันรัตมหาเถร ( อาด) สมัยขุนศรีอินทราทิตย์
์พระพุทธโฆษาจารย์ (เปล่ง)

๒. พระวันรัตมหาเถร (ขาว ) สมัยพ่อขุนบานเมือง
พระพุทธโฆษาจารย์ (ก้อง)

๓. พระวันรัตมหาเถร (ชื่น) สมัยพ่อขุนบานเมือง (องค์เดิม)

๔. พระวันรัตมหาเถร (เงิน) สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พระพุทธโฆษาจารย์ (ขาม)

๕. พระวันรัตมหาเถร ( สิงห์) สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (องค์เดิม)

๖. พระวันรัตมหาเถร ( มาก) สมัยปู่ไสยสงคราม
พระพุทธโฆษาจารย์ (ลือ)

๗. พระมหาวันรัตเถร (ขุน) สมัยพญาเลอไท
พระพุทธโฆษาจารย์ (เมฆ)

๘. พระวันรัตมหาเถร ( เรือง) สมัยพญาเลอไท (องค์เดิม)

๙. พระวันรัตมหาเถร (แสง) สมัยพญางั่วนำถม
พระพุทธโฆษาจารย์ (ชื่น)

๑๐. พระวันรัตมหาเถร (สี) สมัยพระมหาธรรมราชาที่๑ พญาลิไท
พระพุทธโฆษาจารย์ (ใจ)

๑๑. พระวันรัตมหาเถร (ไม่ทราบ) สมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๒
พระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน)

๑๒. พระวันรัตมหาเถร (นวน) สมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๓ พญาไสยลือไท
พระพุทธโฆษาจารย์ (สี)

๑๒. พระวันรัตมหาเถร (สอน)สมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๔ พญาบาลเมืองหรือบรมบาล
พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉาย)


ยุคอยุธยา
ศรีอริยสงฆ์สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา
ยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
(ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๙๓–๒๓๑๐ ปี รวม ๔๑๗ ปี )

๐พระพนรัตน(รอด) หรือหลวงปู่เฒ่า ทรงเป็นพระอาจารย์ใหญ่
กรรมฐานมัชฌิมา บรมครูประจำยุคกรุงศรีอยุธยา

๑. พระพนรัตน (จวน) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๒. พระพนรัตน ( แดง) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๓. พระพนรัตน (รอด)หลวงปู่เฒ่า วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๔. พระพนรัตน (สี ) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๕. พระพนรัตน (รอด องค์ที่๒) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๖. พระพนรัตน (แสง) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๗. พระพนรัตน ( คร้าม) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๘.พระพนรัตน (จุ่น) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๙. พระพนรัตน ( เอื๊ยน.) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๐. พระพนรัตน (มี) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๑. พระพนรัตน(เดช) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๒. พระพนรัตน ( สอน) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๓. พระพนรัตน ( พระมหาเถรคันฉ่อง) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๔. พระพนรัตน (อ้น) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๕. พระพนรัตน ( ขุน) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๖. พระพนรัตน (มาก) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๗. พระพนรัตน (ใหญ่) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๘. พระพนรัตน ( บุญ) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๑๙. สมเด็จพระญาณมุนี พระสังฆราช(สิงห์) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราช ฝ่ายขวา

๒๐. พระพนรัตน (แปร) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๒๑. พระพนรัตน (ดำ) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๒๒. พระพนรัตน (แก้ว) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๒๓. พระพนรัตน (ใย) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๒๔. พระพนรัตน ( ผา) วัดป่าแก้ว
ตำแหน่งพระสังฆราชาฝ่ายซ้าย

๒๕. ท่านพระครูปลัดเขียน วัดป่าแก้ว
ท่านเป็นถานานุกรมพระพนรัตน(แปร)

๒๖. พระครูวินัยธรรมจ้อย วัดท่าเกวียน
ท่านเป็นถานานุกรมพระพนรัตน(แปร)

๒๗. ท่านขรัวตาทอง วัดท่าหอย
พระอาจารย์หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน

๒๘. พระครูรักขิตญาณ(สี) วัดโรงช้าง
พระอาจารย์หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน

๒๙. พระธรรมภาวนาเถร ( อิน) วัดราชาวาส
พระอาจารย์หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน

๓๐. ท่านขรัวตาเจ้า วัดเกาะหงส์
พระอาจารย์หลวงปู่สุก ไก่เถื่อน




ยุคธนบุรี
ศรีอริยสงฆ์สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา
ยุคกรุงธนบุรี
(พ.ศ. ๒๓๑๐ - พ.ศ.๒๓๒๕ ระยะเวลานาน ๑๕ ปี)
พระ ปัญญาวิศาลเถร (ศรี) วัดสมอลาย ศิษย์พระธรรมภาวนาเถร (อิน) วัดราชาวาส อยุธยา เพื่อนสหธรรมิก หลวงปู่พระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) วัดราชสิทธาราม

เปลี่ยนจากยุคกรุงศรีอยุธยามากรุงธนบุรี มาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ (ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ - พ.ศ.๒๓๒๕)

 


ยุครัตนโกสินทร์
ศรีอริยสงฆ์สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา
ยุคกรุงรัตนโกสินทร์

พระอาจารย์กรรมฐานมัชฌิมา
บรมครูประจำยุครัตนโกสินทร์คือ หลวงปู่สุก
ชาวบ้านเรียกขานพระนามท่านว่า หลวงปู่ไก่เถื่อน หรือสมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน

๑. พระพรหมมุนี(ชิต) ชาวเมืองเรียก ท่านเจ้าคุณหอไตร
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๓
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน

๒. พระครูวินัยธรรม (กัน) ชาวเมืองเรียก หลวงปู่กัน
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชสมัยรัชกาลที่ ๓
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน

๓. พระญาณสังวร (ด้วง) ชาวเมืองเรียก หลวงปู่ใหญ่
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๓ - รัชกาลที่ ๔
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน

๔. พระญาณโกศลเถร (รุ่ง) ชาวเมืองเรียก หลวงปู่รุ่ง
สถิตวัดราชสิทธาราม
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน

๕. พระญาณสังวร (บุญ) ชาวเมืองเรียก หลวงปู่บุญ
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๔
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน
และพระพรหมมุนี (ชิต)

๖. พระญาณโยคาภิรัติเถร (มี) ชาวเมืองเรียก หลวงปู่มี
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๔
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน พระพรหมมุนี (ชิต)
พระญาณสังวร (ด้วง)

๗. พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ) หลวงปู่เมฆ
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๔ – รัชกาลที่ ๕
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน พระพรหมมุนี (ชิต)
พระญาณสังวร(ด้วง)

๘. พระสังวรานุวงศเถร (เอี่ยม)
สถิตวัดราชสิทธาราม ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อใจดีบ้าง หลวงพ่อผิวเหลืองบ้าง รัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที่ ๖
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก พระญาณสังวร (บุญ) พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ)

๙. พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) คนทั้งหลายเรียกท่านว่า เจ้าคุณสังวราฯ บ้าง หลวงปู่ชุ่มบ้าง
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๖ – รัชกาลที่ ๗
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ) พระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม)

๑๐. พระครูสังวรสมาธิวัตร (แป๊ะ) ชาวบ้านเรียกว่า ท่านพระครูใหญ่
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๘ – รัชกาลที่ ๙
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก พระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) พระสังวรานุวง์เถร (ชุ่ม)

๑๑. พระครูญาณสิทธิ์ (เชื้อ) ชาวบ้านเรียกว่า หลวงตาญาณ
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๙
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก พระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม)
พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) พระครูสังวรสมาธิวัตร (แป๊ะ)

๑๒. พระครูปัญญาวุธคุณ (บรรจง) ชาวบ้านเรียกว่า หลวงตาอางค์
สถิตวัดราชสิทธาราม รัชกาลที่ ๙
ศึกษาพระกรรมฐานต่อจาก พระครูญาณสิทธิ (เชื้อ)
 

๑๓.พระครูสิทธิสังวร;วีระ ฐานวีโร ;ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง;โทร. 084-651-7023


และยังมีผู้สืบต่ออีกโดยไม่ขาดสาย
(มีต่อ)

 


หลากหลายเกร็ดเรื่องราวขององค์สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน






ทรงออกบิณฑบาตร ฝั่งกรุงเก่า


พระอาจารย์สุก ไปสถิตวัดท่าข่อย ในหนึ่ง-สอง อาทิตย์แรกๆนั้น ยังไม่มีผู้คน
บ้านเรือนยังว่างเปล่าอยู่ เป็นที่รกร้าง ถึงเวลาบิณฑบาตโปรดสัตว์ ท่านต้องไป
บิณฑบาต โปรดสัตว์ ที่ฝั่งกรุงเก่า
แต่เรือแพนั้นไม่มี และหายาก ท่านจึงใช้อิทธวิธญาณ ทำที่นุ่มให้เป็นที่แข็ง ทำที่
แข็งให้เป็นที่นุ่ม ทำอาโปธาตุ ให้เป็นปฐวีธาตุ เดินไปบนใบไม้ ข้ามไปบิณฑบาต ฝั่งกรุงเก่า
บังเอิญวันนั้น ขณะที่พระองค์ท่าน เดินบนใบไม้ข้ามฝั่งไป เกิดมีผู้คนแอบไป
เห็นเข้า จึงเกิดล่ำลือกันไปใหญ่ ต่อมาท่านทราบเรื่องนี้ ท่านก็ไม่ทำอีก ใครมาถามท่าน
เรื่องนี้ ท่านก็ทรงทำเฉยๆเสียไม่ตอบปาก ตอบคำ จนผู้คนเลิกถาม ท่านไปเอง



น้ำตาลกลายเป็นเกลือ

พระองค์ท่าน สถิตวัดท่าข่อย ยุคต้นๆธนบุรีนั้น ข้าวยาก หมากแพง ข้าวของหายาก
ผู้คนหวงแหนข้าวของ มักไม่ค่อยให้ใครง่ายๆ อยู่มาวันหนึ่ง มีชาย แขกจาม พายเรือ
บรรทุกน้ำตาลมะพร้าว ผ่านมาตรงท่าน้ำวัดท่าข่อย เอาใบตองปกปิดของมาด้วย
ขณะนั้นพระอาจารย์สุก อยู่ริมท่าน้ำพอดี ขณะที่เรือน้ำตาลผ่านมา
ท่านจึงถามชาย แขกจามว่า บรรทุกอะไรมา ชายแขกจาม กลัวว่าพระอาจารย์สุก จะขอน้ำตาลมะพร้าว
ด้วยไม่รู้จักท่าน จึงกล่าวมุสาโกหกไปว่า บรรทุกเกลือมา ชายแขกจาม พายเรือกลับไปถึงบ้าน เปิดใบตองออก
เพื่อจะขนน้ำตาลมะพร้าวขึ้นเรือน เมื่อเปิดออกมาแล้ว เห็นน้ำตาลกลายเป็น เกลือไปจนหมด
ชายแขกจามนั้นก็เสียใจ นึกในใจว่า เรากล่าวคำโกหก กับบุคคลผู้ประเสริฐเข้าแล้ว
จึงเล่าเรื่องราวให้ ชาวบ้านที่เป็นพุทธศาสนิกชนฟัง ชาวบ้านนั้นทราบเรื่องราวจากชาย แขกจามทั้งหมดแล้ว
ก็อธิบายให้ชาย แขกจามฟังต่างๆ เมื่อเข้าใจแล้ว ชายแขกจาม
จึงถามว่า จะทำอย่างไร เกลือถึงจะกลับเป็นน้ำตาลตามเดิม อุบาสกชาวพุทธผู้นั้นก็บอกว่า
ให้ไปกล่าวคำขอขมาโทษ จากท่านผู้ประเสริฐนั้น แล้วทุกอย่างก็จะเป็นปรกติ
ต่อมาชายแขกจาม จึงพายเรือกลับมา หาท่านที่วัดท่าข่อย ขอขมาโทษต่อพระองค์ท่านแล้ว
ท่านกล่าวคำให้อภัยแล้ว แขกจามกลับมาถึงบ้าน เห็นเกลือกลับกลายมาเป็น น้ำตาล ตามเดิมก็ดีใจ
ต่อมาเรื่องนี้ก็ได้เล่าลือสืบขาน กันมาชั่วกาลนาน จนกระทั้งบัดนี้ ก็ยังกล่าวขานกันอยู่ โดยพวกลูกหลาน แขกจาม


จากหนังสือ :
พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร มหาเถรเจ้า (สุกไก่เถื่อน) ยุคธนบุรี
พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร รวบรวม เรียบเรียง
วัดราชสิทธาราม วรวิหาร







สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน ทรงเป็นครั้งแรก ของกรุงรัตนโกสินทร์ หลายอย่าง หลายประการ

๑.ทรงเป็นพระอาจารย์ พระองค์แรก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ทรง อาราธนามากรุงเทพฯ
๒.ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นที่ พระญาณสังวรเถร พระองค์แรก ของกรุง รัตนโกสินทร์
๓.ทรงเป็น พระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่ พระญาณสังวร พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์
๔.ทรงเป็นเจ้าอาวาส พระองค์แรก ของวัดราชสิทธาราม ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์
๕.ทรงเป็น สมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระญาณสังวร พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์
๖.ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะ พระองค์แรก ที่นั่งหน้า สมเด็จพระสังฆราช องค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากมีพรรษากาลมากกว่า
๗.ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มาจาก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์
๘.ทรงเป็นองค์ประธานสังคายนาพระกรรมฐาน พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์
๙.ทรงเป็นพระสงฆ์ และสมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรก ที่ได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่
๑๐.ทรงได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๑. ทรงเป็น พระองค์แรก ทีมีลูกศิษย์ เป็นพระสังฆราชถึง ๕ พระองค์

๑๒.ทรงเป็น พระองค์แรก ที่มีลูกศิษย์ เป็นสมเด็จราชาคณะ ถึง ๑๐ พระองค์

๑๓.พระเจ้าแผ่นดินทรงให้ช่างปั้นรูปเหมือนของพระองค์เป็น พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์
๑๔.ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูง พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๕.ทรงเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดินถึง ๔ พระองค์เป็น พระองค์แรกและองค์สุดท้าย ของกรุงรัตนโกสินทร์
๑๖.ทรงเป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๗.ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่พระอัฏฐิธาตุ พระเกสาธาตุ พระอังคารธาตุแปรเป็นพระธาตุ พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์

๑๘.ทรงพระราชทานฉัตรเจ็ดชั้น เมื่อคราวออกพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง เป็น พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์
๑๙.ทรง ได้รับพระราชทาน พัดสองด้าม พัดแฉกใบสาเก ฝ่ายคันถธุระ๑ พัดงาสาน ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ๑ ครั้งเป็นสมเด็จราชาคณะ พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์
๒๐.ทรง ได้รับพระราชทาน พัดสองด้าม พัดแฉกใบสาเก ฝ่ายคันถธุระ ๑ พัดงาสานฝ่ายวิปัสสนาธุระ ๑ครั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ จึงถือเป็นประเพณีสืบมา ทรงโปรดพระราช
ทานสมเด็จพระสังฆราช องค์ต่อมาด้วย มายกเลิกในรัชกาลที่๕
๒๑.ทรงพระราชทาน ผ้ารัดประคตพระอุระ (อก) หนามขนุนสีทองพระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์
๒๒.ทรง พระราชทานของที่ระลึก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงสามพระองค์เป็น พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงถวายพระตระกรุตมหาจักรพรรคิ์ และสมเด็จพระอรหัง แด่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑ ถวายสมเด็จพระอรหัง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓

๒๓.ทรงเป็นพระสงฆ์ปาปมุต พ้นจากบาปทั้งปวง พระองค์แรก ของกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนองค์ที่ ๒ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)
ฯลฯ


พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร มหาเถรเจ้า (สุกไก่เถื่อน)
somdechsuk.org



รุกขเทวดา
มาฟังสมเด็จพระญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน)
เทศน์ประจำทุกวันพระ
ที่ วัดพลับเมื่อถึงวันพระขึ้นแรม๘ค่ำ๑๔ค่ำ๑๕ค่ำบรรดาญาติโยมบริเวณวัดพลับและ บริเวณใกล้เคียงจะมาทำบุญตักบาตรที่วัดพลับเสมอมาตอนสายๆจะมีพระสงฆ์แสดงพระ ธรรมเทศนา๑กัณฑ์ที่ศาลาการเปรียญศาลาการเปรียญหลังเดิมนั้นอยู่บริเวณหลัง พระอุโบสถเวลามีการแสดงธรรมเทศนานั้นสมเด็จพระญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) ทรงแสดงธรรมเองบ้างให้พระเถรผู้ใหญในวัดพลับแสดงธรรมบ้าง

เมื่อถึง คราวที่สมเด็จพระญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) ทรงเสด็จขึ้นแสดงพระธรรมเทศนานั้นจะมีไก่ป่ามาเกาะที่ธรรมมาศมากมายพร้อมกับ มีเรื่องเล่าขานกันมาว่าจะมีรุกขเทวดาทั้งหลายในป่าวัดพลับเข้ามานั่งฟัง สมเด็จพระญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) แสดงพระธรรมเทศนากันมากมายในชุดนุ่งขาวห่มขาวรุกขเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นจะ มานั่งตามช่องหน้าต่างของศาลาการเปรียญซึ่งคนแต่ก่อนทั้งหลายเห็นเป็นเรื่อง ปรกติธรรมดาเนื่องจากพระสงฆ์และบรรดาญาติโยมครั้งกระนั้นปฏิบัติพระกรรมฐาน กันเนืองนิจจึงมีสมาธิจิตดีสามารถมองเห็นพวกอทิสสะมานกายคือพวกไม่มีกาย เนื้อมีแต่กายเป็นทิพย์ได้เวลานั้นวัดพลับยังเป็นป่าสมบูรณ์เต็มไปด้วย ต้นไม้ใหญ่เป็นพญาไม้นานาพันธุ์

ครั้นมาถึงสมัยเจ้าอาวาสองค์ต่อๆมา ที่ทรงวิปัสสนาธุระแก่กล้ามีพรหมวิหารแก่กล้าชั้นคณาจารย์เอกเช่นพระพรหม มุนี (ชิต) หรือเจ้าคุณหอไตรพระเทพโมลี(กลิ่น) พระปิฏกโกศลเถร (แก้ว) พระญาณสังวร (บุญ) พระญาณสังวร (บุญ) พระญาณโกศลเถร (รุ่ง) พระญาณโยคาภิรัติ (มี) พระสังวรานุวงศ์เถร(เมฆ) พระอมรเมธาจารย์(ทัด) พระอมรเมธาจารย์ (เกด) พระสุธรรมธีรคุณ (เกิด) พระสังรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) มาจนถึงสมัยพระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) ซึ่งเป็นสมัยสุดท้ายที่วัดพลับยังเป็นป่าสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เจ้า อาวาสทุกพระองค์ที่ทรงวิปัสสนาธุระนั้นล้วนเป็นอริยบุคคลทั้งสิ้นแต่ต่าง ชั้นกันสมัยสุดท้ายคือสมัยพระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) พระคณาจารย์เอกฝ่ายวิปัสสนาธุระ
ถึงสมัยพระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) พระคณาจารย์เอกฝ่ายวิปัสสนาธุระหรือที่คนทั้งหลายเรียกขานพระองค์ท่านว่า หลวงพ่อใจดีเวลาที่ท่านแสดงพระธรรมเทศนาที่ศาลาการเปรียญนั้นจะมีกาขาวอีกา ตาแววมาจับอยู่ที่ราวพนักธรรมมาสน์และเวลาที่ท่านแสดงพระธรรมเทศนาอยู่นั้น จะมีรุกขเทวดามากมายมาฟังท่านแสดงพระธรรมเทศนาด้วยชุดนุ่งขาวห่มขาวตามขอบ หน้าต่างศาลาการเปรียญซึ่งพระสงฆ์ญาติโยมเห็นจนเคยชินมาแต่ครั้งสมเด็จพระ สังฆราชญาณสังวร (สุกไก่เถื่อน) แล้ว

สมัยสุดท้ายคือพระสังวรานุวงศ์ เถร (ชุ่ม)นั้นเวลาที่ท่านแสดงพระธรรมเทศนาในศาลาการเปรียญหลังใหม่หน้าวัดราช สิทธารามนั้นจะมีสัตว์ต่างๆที่ท่านเลี้ยงไว้จะเข้าไปฟังเทศด้วยเช่นวัวเป็น ต้นมันจะเข้าไปหมอบนิ่งอยู่ข้างธรรมมาศมักจะมีบรรดาญาติโยมอุบาสกอุบาสิกานำ เอาเทียนบูชากัณฑ์เทศมาติดที่เขาวัวตัวนี้มากมายวัวตัวนี้จึงได้ชื่อว่าอ้าย เขาเทียนเวลาท่านเจ้าคุณพระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) แสดงธรรมเทศนาอยู่นั้นบรรดาญาติโยมทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรมอยู่วัดพลับนี้จะ เห็นรุกขเทวดานุ่งขาวห่มขาวมานั่งฟังเทศอยู่ตามช่องหน้าต่างศาลาการเปรียญ

ท่าน เจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) ท่านกล่าวว่าสมัยเจ้าคุณสังฆราชยังทรงพระชนม์อยู่นั้นมีมากกว่านี้พอสิ้น เจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม)แล้วต้นไม้ใหญ่หมดอายุหักโค่นลงเองบ้างถูกตัดทำลายลงบ้าง พระภิกษุกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ แต่ละองค์ของวัดพลับ จะทรงไว้ซึ่งเมตตาธรรม คือ แผ่เมตตาออกบัวบาน พรหมวิหาร ให้แก่สัพพะสัตว์ทั้งหลาย รุกขเทวดาทั้งหลาย สัพพะสัตว์จึงรักพระมหาเถรทั้งหลายเหล่านั้นพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับจึง ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบันนี้บางยุคก็เจริญบางยุคก็ทรงไว้บางยุคก็เสื่อมแต่ยัง มีอยู่

คัดความจาก หนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร มหาเถรเจ้า (สุกไก่เถื่อน) ยุคกรุงรัตนโกสินทร์
วัดราชสิทธารามวรวิหาร (วัดพลับ) อิสรภาพ ๒๓ กทม. ๑๐๖๐๐


http://www.somdechsuk.org






รุกขเทวดามากราบนมัสการ
พระอาจารย์สุก


เมื่อ ครั้งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงมหาปราบดาภิเษก สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงจัดการแต่งตั้งขุนนาง ทางฝ่ายราชอาณาจักร พระองค์ท่านก็ทรงระลึกถึง โอวาทเตือนพระสติ ของพระอาจารย์สุก อยู่เสมอว่า จะกระทำการสิ่งไรให้น้อมระลึกถึง คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่อาศัย ให้เป็นประธานของใจ มีน้ำจิตประกอบไปด้วยเมตตาธรรม มีเมตตาธรรมให้มาก ในเพื่อนมนุษย์ จากนั้นจึงได้โปรดเกล้าฯให้ นำขบวนเรือ ไปอาราธนานิมนต์พระอาจารย์สุกมากรุงเทพฯ ครั้งนั้นพระอาจารย์สุกท่านรับนิมนต์ด้วยนิมิตกิจจิตว่าจำเป็นจะต้องมาเพื่อ สืบการพระศาสนา ท่านได้ทรงเลือก ศิษย์เอกสามรูป เป็นพระสงฆ์อนุจร ติดตามท่านมาด้วย และโปรดที่จะมาประทับที่วัดพลับร้าง ณ ฝั่งทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่สงัดเงียบเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา

ณ บริวเณวัดพลับร้าง …
ตอน เช้ามืดใกล้สว่าง คณะของพระอาจารย์สุก ลุกขึ้นสวดมนต์ทำวัตรเช้ามืดประจำกลด แผ่เมตตาออกบัวบานพรหมวิหาร ไปทั่วบริเวณวัดพลับร้าง ตามต้นไม้ใหญ่ๆ นั้น เป็นที่สถิตของรุกข์เทวดาน้อย-ใหญ่ จากนั้นพระองค์ท่าน และคณะสงฆ์อนุจร ก็นั่งเจริญภาวนาสมาธิจิต อยู่สักครู่หนึ่ง จึงออกจากสมาธิ

ขณะนั้น มีชายนุ่งขาวห่มขาวประมาณ ๕ ท่าน ทั้งแก่ และหนุ่ม เดินออกมาจากชายป่าด้านทิศตะวันตก ของวัดพลับร้าง ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เป็นพญาไม้ นานาพันธุ์ ชายนุ่งขาวห่มขาวทั้ง ๕ ต่างมีท่าทียิ้มแย้ม เข้ามากราบนมัสการ พระอาจารย์สุกกับพระสงฆ์อนุจร

พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในที่นั้นทั้งหมด ล้วนมีฌานแก่กล้า ทรงอยู่ในเมตตาฌานตลอด จึงสามารถแลเห็น รุกข์เทวดาได้ด้วยตาเปล่า

เหล่า รุกข์เทวดาเหล่านั้น ต่างแสดงอาการดีใจออกมาให้เห็น ทั้งนี้เพราะได้รับการแผ่เมตตาจาก พระอาจารย์สุก และพระสงฆ์อนุจรทั้งสามรูป ทำให้รุกข์เทวดาเหล่านั้นมีความสุขเกษมสำราญ เหมือนเมื่อครั้งพระอาจารย์สุก พระอาจารย์จ้าว วัดเกาะหงส์ ท่านแผ่เมตตาให้ เมื่อ ๑๕ ปีก่อน เมื่อสมัยที่เคยมารุกขมูลบริเวณนั้น รุกข์เทวดาเหล่านั้น ได้อาราธนานิมนต์ให้พระอาจารย์สุก และคณะพระสงฆ์อนุจรอยู่ที่วัดพลับ พระองค์ท่านทรงตอบว่า ฉันก็ตั้งใจว่าจะมาอยู่ที่นี่ เหมือนกัน รุ่งเช้าพระอาจารย์สุก และคณะพระสงฆ์อนุจร ออกเที่ยวบิณฑบาต โดยแยกกันไปตามบริเวณละแวกบ้าน ใกล้วัดหงส์บ้าง บริเวณบ้านเรือนใกล้วัดพระนอนบ้าง โดยถือไม้เท้าไผ่ยอดตาลคู่บารมีไปด้วย พระมหาเถรเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ กลับมาถึงกลดแล้ว ก็มีชาวบ้านตามมาถึงบริเวณที่ปักกลด เพื่อปรนนิบัติรับใช้ พระมหาเถรเจ้าทั้ง ๔ ซึ่งเมื่อคืนนี้ ชาวบ้านก็ได้ยินเสียงร้อง ของเหล่าสัมภเวสี ฝูงเปรต ที่จะร้องออกมาทุกครั้ง เมื่อถึงวันพระ ชาวบ้านเคย ได้ยิน ได้ฟัง เสียงนี้มาจนเคยชิน

เนื่องจากคืนนั้นเป็น วันพระขึ้น ๘ ค่ำ อีกหนึ่งอาทิตย์ก็จะเข้าพรรษาแล้วคณะของพระอาจารย์สุก ทุกท่านเป็นพระมหาเถรที่ถือธุดงค์ตลอดชีวิต ๓ ข้อ คือ ถือครองผ้าไตรจีวรสามผืนเป็นวัตร ๑ ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ๑ ถือฉันอาหารในบาตรเป็นวัตร ๑ ทั้งสามข้อนี้พระองค์ท่านทรงถือ และถือ ตลอดพระชนม์ชีพ และตลอดชีวิต ทุกพระองค์ขณะที่ชาวบ้าน เดินตามมาเพื่อปรนนิบัติรับใช้ พระมหาเถรเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ที่กลดนั้น พวกบรรดาชาวบ้าน ก็ได้มองเห็นฝูงไก่ป่าจำนวนมาก มารุมล้อม พระอาจารย์สุก อยู่รอบกลด

ไก่ป่านั้นมีมากมายหลายชนิด ในบริเวณป่าวัดพลับร้างแห่งนี้ ชาวบ้านทั้งหลายก็พากัน อัศจรรย์ใจ ที่เห็นไก่ป่ามารุมล้อมพระอาจารย์สุกมากมายเช่นนี้ โดยไม่กลัวผู้คน และแตกตื่นบินหนีหายเข้าป่าไป เหมือนทุกครั้ง ที่ไก่ป่าได้กลิ่นคน แลเห็นคนพระมหาเถรเจ้าทั้ง ๔ ท่าน ฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการอนุโมทนา

พระอาจารย์สุก ท่านก็กล่าวขึ้นว่า ให้ตรวจน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตตนนั้น ที่อยู่ในป่าวัดพลับร้างนี้ด้วย เพราะพระองค์ท่านทรงทราบด้วยญาณวิถีจิตว่า ณ. ที่นั้นมีบรรดาญาติ ของเปรตมัคนายก ตนนั้นอยู่ด้วย บรรดาญาติทั้งหลายอุทิศกุศลให้ เปรตตนนั้นๆ ก็รับอนุโมทนาส่วนบุญนั้นชาวบ้านได้ สนทนาปราศรัย กับพระอาจารย์สุกว่า วัดพลับแห่งนี้ร้างมานาน ๑๕ ปีแล้ว มีเสียงเปรตร้องขอส่วนบุญ ขอส่วนกุศล ทุกๆวันพระ


ขณะนั้น บรรดาคนในที่นั้นคนหนึ่ง ตั้งใจจะถามเรื่อง รุกข์เทวดา แต่ ยังไม่ทันจะเอ่ยปากถาม พระอาจารย์สุก ก็ทรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเมตตาเบาๆ ขึ้นก่อนว่า ที่นี่แน่นขนัดไปด้วยต้นไม้ใหญ่-น้อย ร่มเย็นมาก เป็นที่สิงสถิตของเหล่ารุกข์เทวดา ทั้งหลาย


ขณะนั้นมีชาวบ้านอีก คนหนึ่ง นึกในใจว่า จะกล่าวอาราธนานิมนต์ให้พระองค์ท่านพำนักอยู่ที่วัดพลับ ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก อาราธนานิมนต์พระองค์ท่าน ก็ทรงกล่าวต่อเนื่องขึ้นว่า ฉันตั้งใจไว้ว่าจะมาอยู่ที่นี่ เพราะสงบเงียบ ร่มเย็นดี ครั้นชาวบ้านกลุ่มนั้น กลับไปแล้ว ต่างก็นำเรื่องราวที่พบเห็น ไปบอกกล่าวเล่าลือกัน สนั่นไป ทั่วทั้งหมู่บ้านนั้น และละแวกหมู่บ้านใกล้เคียงว่า มีพระสงฆ์รุกข์มูลมาปักกลดที่วัดพลับร้างคณะหนึ่ง ท่านกำหนดรู้ใจคนทั้งหลายได้ ทั้งพระองค์ท่านยังมีเมตตาจิต แก่กล้า จนทำให้ไก่ป่าเชื่อง มารุมล้อมพระองค์ท่านอยู่มากมาย ข่าวนี้ก็เรื่องลือระบือกันไป เหมือนไฟไหม้ป่า นานแล้วพวกชาวบ้าน จะได้พบเห็นพระภิกษุผู้มีเมตตาสูง มีความอัศจรรย์ยิ่งอย่างนี้ ผู้คนทั้งหลายจึงกะเกณฑ์นัดหมายกันว่า เวลาตอนเย็นๆเสร็จธุระการงานแล้ว จะรวมตัวกันมา กราบนมัสการ พระอาจารย์สุก และคณะพระสงฆ์อนุจร ณ. ที่บริเวณวัดพลับร้าง แห่งนี้

คัดความจาก หนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุกไก่เถื่อน) ยุคกรุงรัตนโกสินทร์วัดราชสิทธารามวรวิหาร (วัดพลับ) อิสรภาพ ๒๓ กทม. ๑๐๖๐๐

http://www.somdechsuk.org




พระอาจารย์สุกบิณฑบาตรุกขเทวดา

.... ปกติเวลานอกพรรษากาลแล้วพระอาจารย์สุกพระองค์ท่านมักจะออกสัญจรจาริกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆใกล้จะเข้าพรรษากาลจึงจะกลับมา ....


บาง ครั้งพระองค์ท่านเข้าไปในป่าลึกไม่มีผู้คนอยู่อาศัยอาหารบิณฑบาตไม่มีคนใส่ แต่พระอาจารย์ของพระองค์ท่านเคยเล่าไว้ว่าถ้าสมาธิดีๆให้มองไปตามต้นไม้ใหญ่ ที่มีรุกขเทวดาที่เป็นสัมมาทิฎฐิการมองเห็นนี้ต้องมองด้วยสมาธิถึงขั้นอัป ปนาฌานหรือฌานเมื่อเห็นแล้วรู้แล้วให้ไปยืนสำรวมอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่นั้นแล้ว แผ่เมตตาไปเบื้องหน้าจะเห็นคนแต่งชุดไทยโบราณในสมาธิจิตถือขันข้าวมาใส่บาตร ข้าวที่เห็นในสมาธิคือ“ข้าวทิพย์”
เมื่อรุกขเทวดาใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย แล้วจึงออกจากสมาธิมองไปในบาตรจะเห็นแต่บาตรเปล่าๆมองไม่เห็น “ข้าวทิพย์”ด้วยตาเปล่าแต่จะเห็น “ข้าวทิพย์”ได้ด้วยสมาธิจิตเท่านั้น “ข้าวทิพย์”มนุษย์ซึ่งมีกายหยาบกินไม่ได้ฉันไม่ได้แต่มีวิธีการ

เมื่อ พระอาจารย์สุกกลับมาถึงกลดพระองค์ท่านก็จะเอาน้ำในกาเทใส่ในบาตรเปล่านั้น แล้วแกว่งน้ำในบาตรไปมาพร้อมกับสวดบทพิจารณาอาหารหนึ่งจบสวดพิจารณาอาหาร เสร็จแล้วจึงฉันน้ำในบาตรนั้นฉันเสร็จแล้วก็สามารถอิ่มไปได้ตลอดทั้งวันไม่ หิวเลย ถ้าเป็นภิกษุที่ออกรุกข์มูลไม่มีสมาธิแก่กล้าถึงขั้นฌานไม่สามารถมองเห็น รุกขเทวดาได้ท่านให้อุ้มบาตรไปยืนอยู่ที่หน้าใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่าแห่งนั้นยืน หลับตาสำรวมระวังทำสมาธิจิตให้แน่วแน่คอยฟังเสียงสัญญาณเหมือนเสียงทัพพี กระทบขันข้าวถ้ามีเสียงคนเดินย่ำใบไม้มาเป็นสัญญาณก็ให้เปิดฝาบาตรรออยู่สัก ครู่หนึ่งเมื่อเสียงนั้นสงบเงียบลงแล้วจึงปิดฝาบาตรแล้วจึงเดินอย่างสำรวม กลับมาที่กลดแต่ระหว่างนั้นห้ามลืมตาดูอย่างเด็ดขาดเมื่อถึงกลดแล้วเอาน้ำ ใส่ในบาตรแกว่งไปมาสวดบทพิจารณาอาหารเสร็จแล้วก็ฉันน้ำในบาตรนั้นจะไม่หิว อาหารเลยตลอดทั้งวัน

แต่ถ้าไปยืนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่าแล้วเสียงยัง เงียบสงบอยู่ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณอะไรเลยแสดงว่าพระภิกษุองค์นั้นมีศีลไม่ บริสุทธิ์มีศีลด่างด่างพร้อยให้ไปปลงอาบัติกับพระภิกษุที่ไปด้วยกันพระสงฆ์ ที่จะบิณฑบาตรุกข์เทวดาได้นั้นต้องมีศีลบริสุทธิ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

พระ อาจารย์สุกพระองค์ท่านเดินทางเข้าไปในป่าลึกไม่มีผู้คนพระองค์ท่านก็ได้ทรง กระทำดังที่กล่าวมานี้ท่านกล่าวไว้ในทั้งสองเรื่องนี้กล่าวถึงการมีศีล บริสุทธิ์บริบูรณ์การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของพระสงฆ์ในพระศาสนานี้

คัดความจาก หนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุกไก่เถื่อน) ยุคกรุงธนบุรี
วัดราชสิทธารามวรวิหาร (วัดพลับ) อิสรภาพ ๒๓ กทม. ๑๐๖๐๐

http://www.somdechsuk.org




ความรู้ของหลวงปู่สุกไก่เถื่อนกับวิชาจิตศาสตร์;ไสยศาสตร์





พระอาจารย์สุก
ทรงทราบวิชาการทางจิตศาสตร์
และวิชาด้านไสยศาสตร์ เกือบทุกแขนง

พระ อาจารย์สุก พระองค์ท่านทรงรอบรู้ และทรงทราบวิชาการด้านต่างๆ ทรงทราบอักขระขอม อักขระไทย ทรงรู้ภาษาจีน ทรงทราบหนังสือจินดามณี หนังสือมูลกัจจายน์

 ทรงมีความรู้
เรื่องยาสมุนไพร
 ด้านการเขียนอักขระ เลขยันต์ต่างๆทุกชนิด
ด้านจิตศาสตร์ เช่น ทำใบมะขาม เป็นต่อแตน ทำหัวปลี เป็นกระต่าย เสกประคดเอว เป็นงู เสกประ คดอก เป็นไก่ป่า
ด้านศาสตร์อื่นๆ เช่น วิชาสูรยกลา จันทกลา ปรอทกายสิทธิ์ คันธนูพเพธา หรือคันกระสุนคด

 วิชาเจริญธาตุ

วิชาเดินจิตรักษาโรค
ผูกหุ่น ทำควายธนู ลบผงปถมัง ลบผงอิทธิเจ

และ อื่นๆ อีกมาก แทบทุกแขนงพระองค์ท่านทรงศึกษาจาก พระอาจารย์ในกรุงศรีอยุธยาบ้าง ศึกษาในขณะครั้งสัญจรจาริกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆบ้าง ทรงพบพระอาจารย์เถรผู้เฒ่า ในป่าเขาพระองค์ท่านก็จะทรงขอศึกษาวิชาการนั้น เพื่อให้หายสงสัย ทรงศึกษาแล้ว ก็ทรงทดลองทำได้จนสำเร็จ


วิชาการ ต่างๆเหล่านี้ ซึ่งพระองค์ท่านทรงศึกษาแล้ว ทรงเห็นว่ามีทั้ง คุณ และโทษ และอาจใช้เป็นประโยชน์ในการชักชวน พระเถร บางองค์ที่มีจิตสมาธิดี มีบารมีธรรมซึ่งต่อไปภายหน้าจะสามารถบรรลุมรรคผลได้ แต่พระเถรบางองค์ ยังติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ และพระองค์ท่านก็จะทรงอนุโลมตามไปก่อน เมื่อวิชา และวิมุตติธรรม ของพระเถรบางองค์เหล่านั้น แก่กล้าถึงที่แล้ว พระองค์ท่านจะทรงชักชวนให้มาบำเพ็ญสมาธิโดยส่วนเดียว เพื่อมรรคผล นิพพานต่อไป ซึ่งเป็นอุบายธรรมอย่างหนึ่งของพระองค์ท่าน


ผล ของวิชาการต่างๆนั้น สำเร็จแล้วมีอย่าง ตรี โท เอก เมื่อสำเร็จแล้วพระองค์ท่าน ทรงเห็นว่ามิใช่ทาง ที่พระสาวกในพระศาสนานี้จะพึงกระทำ พระองค์ท่านก็ไม่ทรงสอนให้ ยกเว้นสอนเพื่อเป็นอุบายธรรมเท่านั้นต่อมาเมื่อพระองค์ท่านทรงเป็น พระอธิการวัดท่าหอย สมัยกรุงธนบุรี และมาเป็นเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม สมัยกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ก็จะมีสัทธิวิหาริก และ



พระ สังฆเถระทั้งหลายทั้งปวง สัญจรจาริกมาหาพระองค์ท่านเพื่อขอศึกษาวิชาการต่างๆเหล่านั้น พระองค์ท่านก็จะสอนวิชาการต่างๆเหล่านั้นให้ จนพระสัทธิวิหาริก และพระสังฆเถระทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีความสงสัยในวิชาการต่างๆเหล่านั้น พระองค์ท่านจะทรงอนุโลมตาม พระสัทธิวิหาริก พระสังฆเถระเหล่านั้นก่อน


เมื่อ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีศรัทธา ความเชื่อมั่น และเชื่อฟัง ในพระองค์ท่านแล้วพระองค์ท่านก็จะกล่าว สอนตักเตือน สั่งสอนว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ทาง สิ่งนั้นไม่ใช่ทางไม่เป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน มิให้หลงไปกับสิ่งเหล่านี้ การเจริญสมถะ-วิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น เป็นมรรคาสัมมาปฎิบัติ อันประเสริฐ อันเป็นทางเดินไปสู่ ประตูแห่งอมตะพระนิพพานภิกษุสัทธิวิหาริก และเถร ทั้งหลายเหล่านั้นก็ปฎิบัติตามที่พระองค์ท่าน ทรงบอกกล่าวสั่งสอน พระองค์ท่านใช้วิชาการเหล่านี้เพื่อขัดเกลาจิตใจ ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ของการศึกษาวิชาการ จิตศาสตร์ ไสยเวทย์ต่างๆ เหล่านั้น




คัดความจาก หนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุกไก่เถื่อน) ยุคกรุงรัตนโกสินทร์
วัดราชสิทธารามวรวิหาร (วัดพลับ) อิสรภาพ ๒๓ กทม. ๑๐๖๐๐

http://www.somdechsuk.org

พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน ณ.วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)

พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน ณ.วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)

 

คณะ ๕ ซอยอิสระภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๔๖๕–๒๕๕๒;084-651-7023

เวลาเยี่ยมชม 9:00-17:00 ทุกวัน
แผนที่พิพิธภัณฑ์ :












    ตำนานธารพระกรของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)
    สืบทอดมาจากพระราหุลเถรเจ้า องค์ต้นกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ฝ่ายเถรวาท





พระราหุลเถรเจ้า


เมื่อ ท่านพระราหุล มีพระชนมายุได้ ๓๑ พรรษา ๑๑ เป็นพระภิกษุผู้เถรแล้ว ขณะเมื่อพระองค์ท่านประทับนั่งบำเพ็ญสมณะธรรม อยู่ ณ ป่าอันธวัน นอกกรุงสาวัตถี สมัยนั้นเทวดาตนหนึ่ง นับเนื่องในหมู่พรหม ชั้นสุทธาวาส ได้มาสิงสถิตรอคอยท่านพระราหุลเถรอยู่ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวดาอันนับเนื่อง ในหมู่พรหม ชั้นสุทธาวาส ได้ทราบด้วยใจแห่งตนว่า บารมีวิมุตติธรรม ของท่านพระราหุลเถรแก่กล้าแล้ว สมัยนั้นแล ธารพระกร คู่พระบารมีธรรม คู่พระกรรมฐานมัชฌิมา เป็นบุญศิริ ของท่านพระราหุลเถร ได้เกิดขึ้น แก่เต็มที่แล้ว ณ ป่าอันธวัน ในดงไม้ไผ่ยอดตาล เทวดา อันนับเนื่องในหมู่พรหม ชั้นสุทธาวาส ที่สิงสถิตรอคอย ท่านพระราหุลเถรอยู่ ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ได้เข้าไปหา ท่านพระราหุลเถรเจ้า แล้วเผดียงว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นเทพดา สิงสถิตอยู่ ณ ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระบรมครู บัดนี้ ธารพระกร คู่พระบารมี คู่พระกรรมฐานมัชฌิมา เป็นบุญศิริ ของท่านพระราหุลเถร ได้เกิดขึ้น แก่กล้าแล้ว ข้าพระองค์ขออาราธนา ท่านพระราหุล ผู้เจริญไปยังดงไม้ไผ่ยอดตาลนำเอาไม้ธารพระกร ที่ดงไผ่ยอดตาล ในป่าอันธวันนั้นเถิด

ท่านพระราหุลเถร ได้ดำเนินไปที่ดงไผ่ยอดตาลตามคำทูลเชิญนั้น ครั้นแล้วเทวดาตนนั้น แสดงให้ท่านพระราหุลเถรทราบว่า ธารพระกรไผ่ยอดตาลอยู่ที่ต้นไผ่ยอดตาลนี้ เป็นต้นที่แก่สูงที่สุดใน ดงนี้ขณะนั้นท่านพระราหุลเถร มีความปริวิตกว่า จะตัดต้นไผ่ยอดตาลอย่างไร เพลานั้นเทวดาตนนั้นทราบความปริวิตกของท่านพระราหุลเถรแล้ว จึงดลใจให้ คนตัดฟืนในป่าที่ใกล้กันนั้น มาที่ป่าไผ่ยอดตาลแห่งนี้ ครั้นคนตัดฟืนอันเทวดาดลใจมาถึงที่แห่งนี้แล้ว เห็นท่านพระราหุลเถร ทราบอาการของพระเถรว่า ต้องการ ลำไผ่ยอดตาลนั้น จึงตัดมาถวายท่านพระราหุลเถร ประมาณหนึ่งวาคุต โดยการตัดครั้งเดียว ตัดแล้วเทวดาผู้สิงสถิตประจำต้นไผ่ยอดตาล เจ็ดตนก็มา สิงสถิตประจำอยู่ ที่ไม้ธารพระกรนั้น เพื่อบำเพ็ญอุณหิสวิชยธรรมต่อไป และไม้ธารพระกรไผ่ยอดตาลนี้ได้เป็นไม้ที่ทรงอานุภาพมาก ด้วยอานุภาพแห่งเทวดา และอานุภาพแห่งพระเถรเจ้าครั้นเทวดามาสิงสถิตที่ไม้เท้านี้แล้ว เทวดาจะสมาทานศีลอันหมดจด ประพฤติอุณหิสวิชัยธรรมอันสุจริต ด้วยอานุภาพแห่งการกระทำนั้น เทวดาจะมีความสุขตลอดกาล และ อายุของเทวดานั้นย่อมเจริญ เพราะได้ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม กับพระสงฆ์องค์นั้น เรื่องมีอยู่ว่า ต้นไผ่ยอดตาลนั้น มีลักษณะเหมือนต้นตาลทั้งหมด แต่มีขนาดเล็กโคนต้นเท่าต้นแขน สูงประมาณ เก้าศอก ลำต้นมีลายคล้ายข้อไผ่ สูงชะลูด ใบและก้านใบ เหมือนก้านใบตาล ออกช่อ ดอกผลเหมือนงวงตาล ผลเหมือนผลตาล แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกมีห้ากลีบสีขาวหม่น ต้นไผ่ยอดตาลนี้มีอายุยืน เป็นพันๆปี เป็นไม้เนื้อแข็ง
ครั้นท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ธารพระกร ไผ่ยอดตาลคู่บารมีแล้ว ก็ดำเนินกลับไปบำเพ็ญสมณะธรรมต่อ ณ ป่าอันธวัน เมืองสาวัตถี ไม้ธารพระกรไผ่ยอดตาลนี้เปรียบด้วย รัตนะเจ็ดประการ ประจำพระองค์ของพระเจ้าจักรพรรดิ หรือเปรียบด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนไม้ธารพระกร ไผ่ยอดตาลของ ท่านพระราหุลเถร หรือของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย แสดงถึงบารมีธรรมของพระอริยะเจ้าแต่ละองค์ และนับเป็นบุญศิริ ซึ่งประเสริฐกว่า แก้วเจ็ดประการ ของพระเจ้าจักรพรรดิ หรือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ของพระราชา หรือของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะพระอริยะเจ้าเป็นผู้พ้นจากโลกิยะธรรมทั้งปวง พระอริยะเจ้าที่จะได้ ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาล ต้องเป็นผู้มีจักรธรรม ๔ ประการคือ ๑.ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในถิ่นประเทศอันสมควร ๒. สัปปุริสูปัสสยะ สมาคมกับคนดี มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ สิ่งสำคัญประการสุดท้ายคือ ๔ ปุพเพกตปุญญตา ได้กระทำความดีไว้แต่ปางก่อน จึงจะได้
จักรรัตนะ คือไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาลบุญศิริประกอบพระบารมีธรรมนี้


ภาพธารพระกร ของสมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน





และธารพระกร คู่พระบารมี คู่พระกรรมฐาน เกิดแก่ท่านพระราหุลเถรเจ้า


พระอริยะเจ้า เครื่องประกอบบารมีธรรม ๑. ธารพระกรไผ่ยอดตาล

พระเจ้าจักรพรรดิ รัตนะเจ็ดประการ ๑.ช้างแก้ว ๒.ม้าแก้ว ๓.นางแก้ว ๔.ขุนคลังแก้ว ๕.ขุนพลแก้ว ๖.จักรแก้ว ๗.แก้วมณี

พระราชาธิราช เบญจราชกกุธภัณฑ์ ๑.พระมหาพิชัยมงกุฏ ๒.พระแสงขรรค์ชัยศรี ๓. ธารพระกร ๔.วาลวิชนี ๕.ฉลองพระบาท

แก้ว หมายถึง ของดี ของเลิศ หรือของมีค่าเมื่อท่านพระราหุลเถรเจ้าเข้านิพพานแล้ว ครั้งปฐมสังคายนา ธารพระกรแก้ว ไผ่ยอดตาลก็ตกทอดมาถึง พระโกลิกะเถรเจ้า สัทธิวิหาริก ของท่านพระราหุลเถร ในดินแดนชมพูทวีปครั้นถึงทุติยสังคายนา พุทธกาลล่วงแล้วได้ ๑๐๐ ปี ธารพระกร ไผ่ยอดตาลพระราหุลเถรเจ้า ก็ตกมาถึง พระมัลลิกะเถระเจ้า แห่งชมพูทวีปกาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึง พระโสนันตะเถรเจ้า สัทธิวิหาริก ของพระมัลลิกเถรเจ้าครั้นถึงตติยสังคายนา พุทธกาลล่วงแล้วได้ ๒๑๘ ปี ธารพระกรของพระราหุลเถรเจ้าก็ตกมาถึง พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า แห่งชมพูทวีปกาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึงพระมหินทเถร แห่งลังกาทวีป (ประเทศศรีลังกา) พระราชโอรส ของพระเจ้าอโศกมหาราช กาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึง พระจิตตกะเถรเจ้า แห่งลังกาทวีป กาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึง พระอุบาลีเถรเจ้า องค์แรก แห่งลังกาทวีป

พุทธกาล ล่วงแล้วได้ประมาณ ๓๖๐ ปี ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเอฬารทมีฬแห่งลังกาทวีป มีคณะสงฆ์ลังกา เดินทางมา ยังดินแดนสุวรรณภูมิสามพระองค์คือพระสัญญปะเถรเจ้า๑ พระจิรสะเถรเจ้า๑ พระมัคคีเถรเจ้า ๑ เดินทางโดยทางเรือ ครั้งนั้นพระสัญญปะเถรเจ้า เป็นหัวหน้าคณะ และคณะพระสงฆ์ลังกาได้นำไม้เท้าไผ่ยอดตาล อันเป็นของพระราหุลเถรเจ้า ซึ่งตกทอดมาจนถึงพระอุบาลีเถรเจ้า แห่งเกาะลังกา มามอบถวาย พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า (เพชร) โดยพระอุบาลีเถรเจ้า พระมหาเถร แห่งลังกา มีบัญชาให้ คณะของพระสัญญปะเถรเจ้า นำมามอบถวายพระราชสามีรามมหาเถรเจ้า (เพชร) ณ วัดท้าวอู่ทอง เมืองสุวรรณสังข์ (อู่ทอง) เหตุจะเป็นดินแดนที่รุ่งเรือง ของพระพุทธศาสนาต่อไปในกาลภายหน้า อีกทั้งพระราชสามีรามมหาเถรเจ้า ได้เป็นศิษย์ ศึกษาพระกรรมฐานจากพระอุบาลีเถรเจ้าด้วยกาลล่วงถึง สมัยศรีทวารวดี พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (ไข) พระองค์ท่านทรงไปบำเพ็ญสมณะธรรม ในป่านอกกำแพงเมืองศรีทวารวดี อันเคยเป็นที่ตั้ง วัดท้าวอู่ทอง ซึ่งบัดนี้เป็นป่ารกร้าง เงียบสงบ พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (ไข) พระองค์ท่านได้พบ ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาล ของพระอุบาลีเถรเจ้า แห่งลังกา ซึ่งได้มอบให้ไว้แก่ พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า (เพชร) แห่งวัดท้าวอู่ทอง ในครั้งนั้น ท่านได้พบไม้เท้า ที่ป่าอันเคยเป็นที่ตั้ง วัดท้าวอู่ทอง ท่านได้นำ ไม้เท้าไผ่ยอดตาล กลับมา
บูชาไว้ ณ วัดศรีสุวรรณ เมืองศรีทวารวดี เพราะเป็นไม้เท้าเบิกไพร ต้นพระกรรมฐานมัชฌิมา ส่วนพระองค์ท่านเอง ใช้ไม้เท้าเบิกไพรที่ได้รับสืบทอดมาแต่ครั้ง พระอุตระเถรเจ้า ต่อๆกันมา

ครั้น ถึงปลายสมัยศรีทวารวดี ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ก็ตกทอดมาถึง พ่อเจ้าแพร (ผู้ปกครองวัด) แห่งวัดดงตาล เมืองบ้านคูเมือง (สิงห์บุรี)ถึงสมัยสุโขทัย ไม้เท้าไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ตกทอดมาถึงพระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า (สิงห์) แห่งวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย สมัยพระเจ้าประกันติราชสมัยพญาลิไท ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ประดิษฐานอยู่ ณแท่นบูชา ตรงพระพักตร์ ของพระศรีศากยะมุนี ในพระวิหาร วัดมหาธาตุ

ครั้นปลายสมัยกรุงสุโขทัย ได้มีบุคคล นำไม้เท้าไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ออกไปจากวิหารพระศรีศากยะมุนี กาลต่อมาชายผู้นั้นเกิดเสียสติ นำไม้เท้าไปไว้ในป่าเมืองสุโขทัย ณ ถ้ำแห่งหนึ่งถึงสมัยอโยธยา ท่านขรัวตาเฒ่า ชื่น วัดสามไห เมืองอโยธยา ได้รุกขมูลไป ณ ถ้ำแห่งนั้น ในป่าเมืองสุโขทัย ได้พบไม้เท้าไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า เทวดาประจำไม้เท้านั้น ได้บอกเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านทราบ

สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ตกทอดมาถึงพระพนรัตน (รอด) แห่งวัดป่าแก้ว กรุงศรีอยุธยา ถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาไม้เท้านี้ได้หายสาบสูญไป

สมัยรัตน โกสินทร์ ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ตกทอดมาถึงสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) วัดราชสิทธาราม กรุงเทพ การไปพบไม้เท้าของท่านนั้น มีเรื่องที่ควรทราบ ดังต่อไปนี้

ครั้งกรุง ศรีอยุธยา ยังเป็นราชธานีอยู่ พระอาจารย์สุก (สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน) ได้ออกบำเพ็ญธุดงค์ทุกปี ครั้งหนึ่งท่านรอนแรมธุดงค์ มาด้วยวิชชา ถึงป่าเมืองอุตรดิตถ์ เดินทางมุ่งไปสู่ เขตป่าดงพญาเย็น อันเป็นที่พำนัก ของพระอาจารย์ด้วง พระอาจารย์ด้วง พระองค์นี้ สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน ทรงเคยพบท่านในสมาธินิมิต ท่านได้บอกให้พระอาจารย์สุก ไปพบท่าน ณ ดงพญาเย็น เมืองอุตรดิตถ์พระองค์ท่านเข้าเขตดงพญาเย็นแล้ว หวลระลึกนึกถึงนามพระอาจารย์ด้วง ได้ดำเนินไปเห็นเป็นป่าทึบ หนาวเย็นมากเต็มไปด้วยหมอกหนา พระอาจารย์สุก ทราบด้วยวารจิตว่า พระอาจารย์ด้วง ท่านพำนักอยู่ในดงพญาเย็นนี้ เพราะเป็นแดนผาสุขวิหารของ
ท่าน พระองค์ท่าน ดำเนินไป เห็นร่างพระภิกษุเถรรูปหนึ่ง ยืนถือไม้เท้าสีดำนิลอยู่ทรงเห็นร่างนั้นรางๆ เพราะหมอกหนาทึบมาก จึงดำเนินเข้าไปใกล้ เห็นว่าร่างพระภิกษุเถรรูปนั้นโปร่งใส พระภิกษุอริยะเถราจารย์ ได้กล่าวทักพระอาจารย์สุก ขึ้นก่อนว่ามาถึงแล้วหรือ จากนั้นพระอาจารย์สุก ก็ก้มลงกราบ พระอาจารย์ด้วง พระอาจารย์ด้วง สนทนากับพระอาจารย์สุกว่า อิทธิวิธญาณ การย่นระยะทางของท่าน ดีแล้ว สำเร็จแล้ว ให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ จำเป็นจึงใช้ และกล่าวต่อไปอีกว่าอย่าไปติดในอิทธิฤทธิ์ อันเป็นโลกิยะธรรม เพราะมันไม่เที่ยง (เวลานั้นพระอาจารย์สุก ยังไม่บรรลุโลกุตระธรรม) จะทำให้เกิดทุกข์ จงทำจิตให้เป็นสุข ทุกๆเวลา ให้นึกถึงความสุข คือนึกถึงบุญกุศล นึกถึงการช่วยคน นึกถึงสิ่งอันดีงาม จิตจะเป็นสุขเนืองๆอย่างนี้ ไม่เกาะเกี่ยววัตถุ จะไปสู่พระนิพพาน คำสอนนี้เพื่อเกื้อกูล บุคคลผู้เกิดในภายหลัง จะได้ไม่หลงติดโลกธรรมพระอาจารย์ด้วง กล่าวต่อไปอีกว่า ต่อไปท่านจะได้พบ พระอริยเถราจารย์อีกหลายพระองค์ จะสอนท่านในรายละเอียด วิธีการของการเข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา และชี้นำให้ไปเอาสิ่งของต่างๆ สำหรับพระเถราจารย์ ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา และสืบทอดพระพุทธศาสนา พระอาจารย์ด้วง กล่าวต่อไปอีกว่า กรุงศรีอยุธยา อีกไม่นานจะล่มสลาย เป็นไปตามหลัก พระไตรลักษณ์ และท่านจะเป็นผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา สืบต่อไปในอาณาจักรหน้า (กรุงรัตนโกสินทร์) ขอให้ท่าน ทบทวนพระกรรมฐาน พระบาลีมูลกัจจายน์ เพราะท่านจะต้องสอนในเรื่องเหล่านี้ บางครั้งพระอาจารย์สุก ไม่เห็นร่างโปร่งใสของท่าน เห็นแต่จีวร และไม้เท้า เนื่องจากท่านเจริญ อากาสกสิณ พระอาจารย์ด้วงท่านกล่าวต่อไปว่า ร่างกายและไม้เท้า ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากอิทธิวิธญาณ การเข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา ร่างจริงของข้าฯไม่มีแล้ว แต่ข้าฯอธิษฐานกายทิพย์อยู่ไว้คอยท่า ผู้มีบุญมารับช่วง พระกรรมฐานมัชฌิมา และไม้เท้าเบิกไพร ขององค์ต้นพระกรรมฐานนี้ ไม้เท้าของจริงอยู่ที่ถ้ำข้างหน้าโน้น มีกายทิพย์พระฤาษีอริยะเฝ้าอยู่รอผู้มีบุญมารับช่วงเอาไป ในถ้ำนั้นมีไม้เท้าคู่บารมีของ ปารมาจารย์อยู่ถึง ๔ อัน ในถ้ำนั้นมืดมาก ข้าฯ จะสอนอาโลกกสิณให้ เพื่อเป็นแสงสว่างนำทางท่านเข้าไปเอาไม้เท้าในถ้ำ

เนื่อง จากพระอาจารย์สุก ท่านผ่านกสิณ สิบประการมาแล้ว ท่านสามารถในอาโลกกสิณ พระอาจารย์ด้วงจึงสอนวิธีการใช้อาโลกกสิณ เข้าไปในที่มืดต่อมาพระอริยเถราจารย์ (ด้วง) ได้สอนพระอาจารย์สุก ให้เข้า ฌานโลกุดร๑๙โดยให้ตั้งที่นาภี ๑๐ องค์ภาวนา ตั้งที่ระหว่างคิ้ว ๙ องค์ภาวนา ตั้งที่หทัย ๑ องค์ ให้ภาวนาว่า โลกุตตรัง จิตตัง ฌานังพระอริยเถราจารย์ (ด้วง) กล่าวต่อไปว่า ฌานโลกุดรนี้ เป็นที่เกิดแห่งปัญญา เป็นที่บรรลุธรรม เป็นที่สิ้นสุดแห่งวัฏฏะทุกข์ได้ ใช้อธิฐาน ได้ต่างๆ

พระ อาจารย์สุก เดินทางไปถ้ำ ในป่าดงพญาเย็น ท่านถึงปากถ้ำ จึงเจริญอาโลกกสิณ เป็นแสงสว่างนำเข้าไปในถ้ำ เดินไปถึงซอกถ้ำ พบกายทิพย์ของฤาษีอริยะเฝ้าอยู่(เห็นด้วยสมาธิ) พระฤาษีอริยะท่านกล่าวกับพระอาจารย์สุกว่า ผู้สืบทอดของบูรพาจารย์มาถึงแล้วท่านจึงชี้ไปที่ไม้เท้าของปารมาจารย์สี่อัน ซึ่งวางอยู่บนแท่น บัดนี้มีผลึกหินปกคลุมอยู่ เนื่องจากน้ำในถ้ำหยดลงมาทับถม กลายเป็นผลึกหินทับถมอยู่ จึงแลดูเหมือนไม้เท้านี้อยู่ในหิน เพราะไม้เท้านี้มีอายุประมาณ ๒๓๐๐ ปีเศษ ไม้เท้าก็จะกลายเป็นหินอยู่แล้วพระฤาษีอริยาจารย์ที่เฝ้าไม้เท้านี้ ได้บอกให้พระอาจารย์สุก อธิฐาน ดึงไม้เท้า ๔ อันนี้ออกมาจากผลึกหิน พระองค์ท่านก็ดึงออกมาได้ด้วยอธิฐานบารมีของพระองค์ท่านด้วยจะเป็นผู้สืบพระ ศาสนาต่อไป ในอาณาจักรหน้า พระฤาษีอริยาจารย์กล่าวว่า ในไม้เท้าสี่อันนี้ อันหนึ่งเป็น ธารพระกรไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาแต่โบราณกาล ให้พระองค์ท่านเอาไว้ใช้ก่อน ต่อไปท่านจะมีไม้เท้าคู่บารมีของท่านเอง อีก ๓ อันท่านจะพบพระสัทธิวิหาริกคู่บารมี สัทธิวิหาริกองค์ไหนควรครอบครองไม้เท้าเบิกไพร อันไหนให้ท่านมอบให้ไป ต่อมาพระอาจารย์สุก จึงได้ทราบนามของ พระฤาษีอริ ยาจารย์ว่าคือ พระฤาษีอัปปผลาภะ เมื่อพระอาจารย์สุก ได้ไมเท้ามาแล้ว ท่านก็เอาไม้เท้า๓ อันมัดมากับ รัดประคตอก ส่วนไม้เท้า ไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ท่านใช้ถือเบิกไพร ย่นระยะทาง กลับมา วัดท่าหอย ท่านได้เอาไม้เท้าของสำคัญมาเก็บไว้ โดยไม่มีใครรู้ แล้วท่านก็ออกป่าไปใหม่ หลังจากพระอาจารย์สุกท่านได้อิทธิวิธญาณแล้ว ปีหนึ่งๆ ท่านออกรุกขมูลหลายครั้ง ไปเร็ว มาเร็ว เมื่อไม่มีเหตุการณ์อะไร ที่วัดท่าหอย หรือเหตุการในป่าที่พระอริยาจารย์เรียกท่านไป ท่านจะไม่ใช้อิทธิวิธญาณ พระองค์ท่านจะเดินไปธรรมดา สะสมบารมี เมื่อพระองค์ท่าน กลับมาวัดท่าหอยแล้ว พระภิกษุ สามเณร และบรรดาญาติโยมแลเห็นพระองค์ท่านเป็นเพียงพระสงฆ์ธรรมดาเท่านั้น เพราะพระองค์ท่าน ไม่แสดงอะไรให้ ผู้คนทั้งหลายเห็นพระอาจารย์สุก ท่านไม่ต้องแสวงหาพระอาจารย์ แต่จะมีพระอาจารย์คอยให้ท่านพบ เพราะท่านจะต้องเป็นผู้สืบพระศาสนาต่อไป

ต่อมาเมื่อพระ อาจารย์สุก มาจำพรรษาที่วัดราชสิทธาราม (พลับ) กรุงเทพแล้วท่านได้ใช้ไม้เท้า ไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ถือประจำกายในวัดเสมอๆ เมื่อพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์แล้ว ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาลก็ตกมาถึงทายาท พระอาจารย์กรรมฐานของท่าน ดังนี้
๑.พระวินัยรักขิต (ฮั่น)
๒.ท่านเจ้าคุณหอไตร (ชิต)
๓.พระครูวินัยธรรมกัน
๔.พระญาณสังวร (ด้วง)
๕.พระญาณสังวร (บุญ)
๖.พระญาณโยคาภิรัต (มี)
๗.พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ)
๘.พระสังวรานุวงเถร (เอี่ยม)
๙.พระสังวรานุวงศ์ (ชุ่ม)
๑๐.พระครูสังวรสมาธิวัตร (แป๊ะ)
๑๑.พระครูญาณสิทธิ (เชื้อ)
๑๒.พระครูปัญญาวุธคุณ (สำอาง ปัญญาวุโธ น.ธ.โท)
ส่วน ใหญ่พระอาจารย์กรรมฐาน รุ่นหลังๆ ไม่ได้ใช้ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของพระราหุลเถรเจ้า เพียงประดิษฐานไว้บนแท่นบูชาหน้าพระประธานฯ ปัจจุบันไม้เท้าไผ่ยอดตาลนี้ พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร ได้เก็บอนุรักษ์ และจัดไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ณ อาคารคณะ ๕ วัดราชสิทธาราม จัดเป็นบริโภคเจดีย์ เพื่อให้สาธุชน กราบไหว้บูชาต่อไปกล่าวว่า ไม้เท้าเบิกไพรไผ่ยอดตาล ของพระสาวก แต่ละองค์ ถือเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เป็นของสืบทอดต่อๆมา จนกว่าจะสิ้นอายุศาสนา ของพระพุทธโคดม






พิพิธภัณฑ์กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับอยู่ที่
คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม ซอยอิสระภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๔๖๕–๒๕๕๒;084-651-7023

เวลาเยี่ยมชม  ได้ทุกวัน ตั้งแต่9:00-17:00
แผนที่พิพิธภัณฑ์ :






ภาพธารพระกรแก้ว ณ พิพิธภัณฑ์กรรม
ฐาน สมเด็จพระสังฆราช ไก่ เถื่อนวัดพลับ



  ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดา เสด็จอยู่ในสำนักอุรุเวลกัสสปะ เพื่อคลาย
ทิฏฐิ ครั้งนั้นได้มีบุรุษ นำเอาศพของนางปุณณะทาสีมาทิ้งไว้ที่
อามสุสาน ป่าช้าผีดิบ ในป่าอุรุเวลา เสนานิคม ครั้งนั้น พระบรมศาสดา
ทรงดำริที่จะ ทำผ้าสังฆาฏิ ลำดับนั้น ท้าวสักกะเทวราช ทรงทราบ
ความดำริ ใน พระทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระทัย ของพระองค์แล้ว
จึงทรงนำไม้ธาร พระกรไผ่ยอดตาล จากดงไผ่ยอดตาล ออกมาจากป่าใกล้ สำนักอุรุเวล- กัสสปแล้วได้ทูลพระบรมศาสดาว่า พระพุทธเจ้าข้า
ข้าพระองค์ขอถวายไม้ ธารพระกรแก้ว ไผ่ยอดตาลนี้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อใช้พิจารณาผ้า มหาบังสุกุล


      พระบรมศาสดาได้ไม้ธารพระกรแล้ว ทรงเสด็จไปยังอามสุสานป่าช้า
ผีดิบ อันเป็นที่ทิ้งศพนางปุณณะทาสี เป็นเวลา ๗ วันแล้วที่ศพนางปุณณะ
ทาสีอยู่ในอามสุสาน ป่าช้าผีดิบนี้ ศพนั้นเน่าแฟะแล้ว คลาคล่ำไปด้วยหมู่
หนอน ส่งกลิ่นเหม็นตลบ เมื่อพระบรมศาสดาถึงป่าช้าผีดิบ พระบรมศาสดา
ทรงเข้าไปประทับยืนใกล้ศพนางปุณณะทาสี พระหัตถ์ซ้ายของพระบรม-
ศาสดา ถือไม้ธารพระกรแก้ว ไผ่ยอดตาลปลายไม้ธารพระกรแก้ว ยืดยาว
ไปยันศพนางปุณณะทาสี พระหัตถ์ขวาของพระบรมศาสดายื่นไปข้างหน้า
ทรงพิจารณาอสุภสัญญาแล้วทรงชักผ้ามหาบังสุกุล ขณะนั้นมหาปฐพีได้
ไหวถึงน้ำลองแผ่นดิน
   
       พระบรมศาสดา ทรงถือเอาผ้า ที่เขาคลุมร่างนางปุณณะทาสี ที่เขาทิ้งแล้ว มาเป็นผ้ามหาบังสุกุล พระบรมศาสดา ทรงสลัดสัตว์เล็กๆ ประมาณหนึ่งตุมพะ แล้วทรงถือเอาผ้ามหาบังสุกุลออกมาจากป่าช้า ทรงทำกิจที่ทำได้ยากแล้ว
       แต่นั้นมาอามสุสาน ป่าช้าผีดิบ ป่าอุรุเวลาเสนานิคม ก็ไม่มีผู้ใดนำเอา ซากศพไปทิ้งอีก ด้วยเหล่าเทวดา และเหล่านาคปิดบัง คุ้มครองสถานที่นี้ไว้ เพราะไม่สมควรที่จะทิ้งซากศพใครอีก เนื่องจากเป็นภูมิสถานมงคล อันสมควรแก่ พระศาสดาเท่านั้น       

บรรดาวิญญาณ ที่อยู่ในป่าช้าผีดิบ ทั้งปวง เมื่อพระศาสดา ทรงพิจารณา ผ้ามหาบังสุกุลแล้ว ต่างก็พากันไปจุติในสุคติภูมิกันทั้งสิ้น


....ณ ขณะนี้ไม้เท้าที่ พระบรมศาสดา ทรงใช้พิจารณาผ้า มหาบังสุกุลที่เขาคลุมร่างนางปุณณะทาสี ยังคงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน ณ.วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)คณะ5 โดยการรักษาสืบๆกันมารุ่นสู่รุ่น

ขอเชิญท่านสาธุชนที่สนใจมาเยี่ยมชมเพื่อความเป็นศิริมงคลได้ครับ






พิพิธภัณฑ์กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับอยู่ที่
คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม ซอยอิสระภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๔๖๕–๒๕๕๒;084-651-7023

เวลาเยี่ยมชม  ได้ทุกวัน ตั้งแต่9:00-17:00
แผนที่พิพิธภัณฑ์ :


พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน ณ.วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)

พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน ณ.วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)

 

คณะ ๕ ซอยอิสระภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๔๖๕–๒๕๕๒;084-651-7023

เวลาเยี่ยมชม 9:00-17:00 ทุกวัน
แผนที่พิพิธภัณฑ์ :












    ตำนานธารพระกรของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)
    สืบทอดมาจากพระราหุลเถรเจ้า องค์ต้นกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ ฝ่ายเถรวาท





พระราหุลเถรเจ้า


เมื่อ ท่านพระราหุล มีพระชนมายุได้ ๓๑ พรรษา ๑๑ เป็นพระภิกษุผู้เถรแล้ว ขณะเมื่อพระองค์ท่านประทับนั่งบำเพ็ญสมณะธรรม อยู่ ณ ป่าอันธวัน นอกกรุงสาวัตถี สมัยนั้นเทวดาตนหนึ่ง นับเนื่องในหมู่พรหม ชั้นสุทธาวาส ได้มาสิงสถิตรอคอยท่านพระราหุลเถรอยู่ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวดาอันนับเนื่อง ในหมู่พรหม ชั้นสุทธาวาส ได้ทราบด้วยใจแห่งตนว่า บารมีวิมุตติธรรม ของท่านพระราหุลเถรแก่กล้าแล้ว สมัยนั้นแล ธารพระกร คู่พระบารมีธรรม คู่พระกรรมฐานมัชฌิมา เป็นบุญศิริ ของท่านพระราหุลเถร ได้เกิดขึ้น แก่เต็มที่แล้ว ณ ป่าอันธวัน ในดงไม้ไผ่ยอดตาล เทวดา อันนับเนื่องในหมู่พรหม ชั้นสุทธาวาส ที่สิงสถิตรอคอย ท่านพระราหุลเถรอยู่ ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ได้เข้าไปหา ท่านพระราหุลเถรเจ้า แล้วเผดียงว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นเทพดา สิงสถิตอยู่ ณ ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระบรมครู บัดนี้ ธารพระกร คู่พระบารมี คู่พระกรรมฐานมัชฌิมา เป็นบุญศิริ ของท่านพระราหุลเถร ได้เกิดขึ้น แก่กล้าแล้ว ข้าพระองค์ขออาราธนา ท่านพระราหุล ผู้เจริญไปยังดงไม้ไผ่ยอดตาลนำเอาไม้ธารพระกร ที่ดงไผ่ยอดตาล ในป่าอันธวันนั้นเถิด

ท่านพระราหุลเถร ได้ดำเนินไปที่ดงไผ่ยอดตาลตามคำทูลเชิญนั้น ครั้นแล้วเทวดาตนนั้น แสดงให้ท่านพระราหุลเถรทราบว่า ธารพระกรไผ่ยอดตาลอยู่ที่ต้นไผ่ยอดตาลนี้ เป็นต้นที่แก่สูงที่สุดใน ดงนี้ขณะนั้นท่านพระราหุลเถร มีความปริวิตกว่า จะตัดต้นไผ่ยอดตาลอย่างไร เพลานั้นเทวดาตนนั้นทราบความปริวิตกของท่านพระราหุลเถรแล้ว จึงดลใจให้ คนตัดฟืนในป่าที่ใกล้กันนั้น มาที่ป่าไผ่ยอดตาลแห่งนี้ ครั้นคนตัดฟืนอันเทวดาดลใจมาถึงที่แห่งนี้แล้ว เห็นท่านพระราหุลเถร ทราบอาการของพระเถรว่า ต้องการ ลำไผ่ยอดตาลนั้น จึงตัดมาถวายท่านพระราหุลเถร ประมาณหนึ่งวาคุต โดยการตัดครั้งเดียว ตัดแล้วเทวดาผู้สิงสถิตประจำต้นไผ่ยอดตาล เจ็ดตนก็มา สิงสถิตประจำอยู่ ที่ไม้ธารพระกรนั้น เพื่อบำเพ็ญอุณหิสวิชยธรรมต่อไป และไม้ธารพระกรไผ่ยอดตาลนี้ได้เป็นไม้ที่ทรงอานุภาพมาก ด้วยอานุภาพแห่งเทวดา และอานุภาพแห่งพระเถรเจ้าครั้นเทวดามาสิงสถิตที่ไม้เท้านี้แล้ว เทวดาจะสมาทานศีลอันหมดจด ประพฤติอุณหิสวิชัยธรรมอันสุจริต ด้วยอานุภาพแห่งการกระทำนั้น เทวดาจะมีความสุขตลอดกาล และ อายุของเทวดานั้นย่อมเจริญ เพราะได้ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม กับพระสงฆ์องค์นั้น เรื่องมีอยู่ว่า ต้นไผ่ยอดตาลนั้น มีลักษณะเหมือนต้นตาลทั้งหมด แต่มีขนาดเล็กโคนต้นเท่าต้นแขน สูงประมาณ เก้าศอก ลำต้นมีลายคล้ายข้อไผ่ สูงชะลูด ใบและก้านใบ เหมือนก้านใบตาล ออกช่อ ดอกผลเหมือนงวงตาล ผลเหมือนผลตาล แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกมีห้ากลีบสีขาวหม่น ต้นไผ่ยอดตาลนี้มีอายุยืน เป็นพันๆปี เป็นไม้เนื้อแข็ง
ครั้นท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ธารพระกร ไผ่ยอดตาลคู่บารมีแล้ว ก็ดำเนินกลับไปบำเพ็ญสมณะธรรมต่อ ณ ป่าอันธวัน เมืองสาวัตถี ไม้ธารพระกรไผ่ยอดตาลนี้เปรียบด้วย รัตนะเจ็ดประการ ประจำพระองค์ของพระเจ้าจักรพรรดิ หรือเปรียบด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนไม้ธารพระกร ไผ่ยอดตาลของ ท่านพระราหุลเถร หรือของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย แสดงถึงบารมีธรรมของพระอริยะเจ้าแต่ละองค์ และนับเป็นบุญศิริ ซึ่งประเสริฐกว่า แก้วเจ็ดประการ ของพระเจ้าจักรพรรดิ หรือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ของพระราชา หรือของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะพระอริยะเจ้าเป็นผู้พ้นจากโลกิยะธรรมทั้งปวง พระอริยะเจ้าที่จะได้ ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาล ต้องเป็นผู้มีจักรธรรม ๔ ประการคือ ๑.ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในถิ่นประเทศอันสมควร ๒. สัปปุริสูปัสสยะ สมาคมกับคนดี มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ สิ่งสำคัญประการสุดท้ายคือ ๔ ปุพเพกตปุญญตา ได้กระทำความดีไว้แต่ปางก่อน จึงจะได้
จักรรัตนะ คือไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาลบุญศิริประกอบพระบารมีธรรมนี้


ภาพธารพระกร ของสมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน





และธารพระกร คู่พระบารมี คู่พระกรรมฐาน เกิดแก่ท่านพระราหุลเถรเจ้า


พระอริยะเจ้า เครื่องประกอบบารมีธรรม ๑. ธารพระกรไผ่ยอดตาล

พระเจ้าจักรพรรดิ รัตนะเจ็ดประการ ๑.ช้างแก้ว ๒.ม้าแก้ว ๓.นางแก้ว ๔.ขุนคลังแก้ว ๕.ขุนพลแก้ว ๖.จักรแก้ว ๗.แก้วมณี

พระราชาธิราช เบญจราชกกุธภัณฑ์ ๑.พระมหาพิชัยมงกุฏ ๒.พระแสงขรรค์ชัยศรี ๓. ธารพระกร ๔.วาลวิชนี ๕.ฉลองพระบาท

แก้ว หมายถึง ของดี ของเลิศ หรือของมีค่าเมื่อท่านพระราหุลเถรเจ้าเข้านิพพานแล้ว ครั้งปฐมสังคายนา ธารพระกรแก้ว ไผ่ยอดตาลก็ตกทอดมาถึง พระโกลิกะเถรเจ้า สัทธิวิหาริก ของท่านพระราหุลเถร ในดินแดนชมพูทวีปครั้นถึงทุติยสังคายนา พุทธกาลล่วงแล้วได้ ๑๐๐ ปี ธารพระกร ไผ่ยอดตาลพระราหุลเถรเจ้า ก็ตกมาถึง พระมัลลิกะเถระเจ้า แห่งชมพูทวีปกาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึง พระโสนันตะเถรเจ้า สัทธิวิหาริก ของพระมัลลิกเถรเจ้าครั้นถึงตติยสังคายนา พุทธกาลล่วงแล้วได้ ๒๑๘ ปี ธารพระกรของพระราหุลเถรเจ้าก็ตกมาถึง พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า แห่งชมพูทวีปกาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึงพระมหินทเถร แห่งลังกาทวีป (ประเทศศรีลังกา) พระราชโอรส ของพระเจ้าอโศกมหาราช กาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึง พระจิตตกะเถรเจ้า แห่งลังกาทวีป กาลต่อมาธารพระกรไผ่ยอดตาล ของพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาถึง พระอุบาลีเถรเจ้า องค์แรก แห่งลังกาทวีป

พุทธกาล ล่วงแล้วได้ประมาณ ๓๖๐ ปี ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเอฬารทมีฬแห่งลังกาทวีป มีคณะสงฆ์ลังกา เดินทางมา ยังดินแดนสุวรรณภูมิสามพระองค์คือพระสัญญปะเถรเจ้า๑ พระจิรสะเถรเจ้า๑ พระมัคคีเถรเจ้า ๑ เดินทางโดยทางเรือ ครั้งนั้นพระสัญญปะเถรเจ้า เป็นหัวหน้าคณะ และคณะพระสงฆ์ลังกาได้นำไม้เท้าไผ่ยอดตาล อันเป็นของพระราหุลเถรเจ้า ซึ่งตกทอดมาจนถึงพระอุบาลีเถรเจ้า แห่งเกาะลังกา มามอบถวาย พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า (เพชร) โดยพระอุบาลีเถรเจ้า พระมหาเถร แห่งลังกา มีบัญชาให้ คณะของพระสัญญปะเถรเจ้า นำมามอบถวายพระราชสามีรามมหาเถรเจ้า (เพชร) ณ วัดท้าวอู่ทอง เมืองสุวรรณสังข์ (อู่ทอง) เหตุจะเป็นดินแดนที่รุ่งเรือง ของพระพุทธศาสนาต่อไปในกาลภายหน้า อีกทั้งพระราชสามีรามมหาเถรเจ้า ได้เป็นศิษย์ ศึกษาพระกรรมฐานจากพระอุบาลีเถรเจ้าด้วยกาลล่วงถึง สมัยศรีทวารวดี พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (ไข) พระองค์ท่านทรงไปบำเพ็ญสมณะธรรม ในป่านอกกำแพงเมืองศรีทวารวดี อันเคยเป็นที่ตั้ง วัดท้าวอู่ทอง ซึ่งบัดนี้เป็นป่ารกร้าง เงียบสงบ พระญาณวิมุตติสุวรรณมหาเถรเจ้า (ไข) พระองค์ท่านได้พบ ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาล ของพระอุบาลีเถรเจ้า แห่งลังกา ซึ่งได้มอบให้ไว้แก่ พระราชสามีรามมหาเถรเจ้า (เพชร) แห่งวัดท้าวอู่ทอง ในครั้งนั้น ท่านได้พบไม้เท้า ที่ป่าอันเคยเป็นที่ตั้ง วัดท้าวอู่ทอง ท่านได้นำ ไม้เท้าไผ่ยอดตาล กลับมา
บูชาไว้ ณ วัดศรีสุวรรณ เมืองศรีทวารวดี เพราะเป็นไม้เท้าเบิกไพร ต้นพระกรรมฐานมัชฌิมา ส่วนพระองค์ท่านเอง ใช้ไม้เท้าเบิกไพรที่ได้รับสืบทอดมาแต่ครั้ง พระอุตระเถรเจ้า ต่อๆกันมา

ครั้น ถึงปลายสมัยศรีทวารวดี ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ก็ตกทอดมาถึง พ่อเจ้าแพร (ผู้ปกครองวัด) แห่งวัดดงตาล เมืองบ้านคูเมือง (สิงห์บุรี)ถึงสมัยสุโขทัย ไม้เท้าไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ตกทอดมาถึงพระญาณสุวรรณมหาเถรเจ้า (สิงห์) แห่งวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย สมัยพระเจ้าประกันติราชสมัยพญาลิไท ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ประดิษฐานอยู่ ณแท่นบูชา ตรงพระพักตร์ ของพระศรีศากยะมุนี ในพระวิหาร วัดมหาธาตุ

ครั้นปลายสมัยกรุงสุโขทัย ได้มีบุคคล นำไม้เท้าไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ออกไปจากวิหารพระศรีศากยะมุนี กาลต่อมาชายผู้นั้นเกิดเสียสติ นำไม้เท้าไปไว้ในป่าเมืองสุโขทัย ณ ถ้ำแห่งหนึ่งถึงสมัยอโยธยา ท่านขรัวตาเฒ่า ชื่น วัดสามไห เมืองอโยธยา ได้รุกขมูลไป ณ ถ้ำแห่งนั้น ในป่าเมืองสุโขทัย ได้พบไม้เท้าไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า เทวดาประจำไม้เท้านั้น ได้บอกเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านทราบ

สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ตกทอดมาถึงพระพนรัตน (รอด) แห่งวัดป่าแก้ว กรุงศรีอยุธยา ถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาไม้เท้านี้ได้หายสาบสูญไป

สมัยรัตน โกสินทร์ ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้ตกทอดมาถึงสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) วัดราชสิทธาราม กรุงเทพ การไปพบไม้เท้าของท่านนั้น มีเรื่องที่ควรทราบ ดังต่อไปนี้

ครั้งกรุง ศรีอยุธยา ยังเป็นราชธานีอยู่ พระอาจารย์สุก (สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน) ได้ออกบำเพ็ญธุดงค์ทุกปี ครั้งหนึ่งท่านรอนแรมธุดงค์ มาด้วยวิชชา ถึงป่าเมืองอุตรดิตถ์ เดินทางมุ่งไปสู่ เขตป่าดงพญาเย็น อันเป็นที่พำนัก ของพระอาจารย์ด้วง พระอาจารย์ด้วง พระองค์นี้ สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน ทรงเคยพบท่านในสมาธินิมิต ท่านได้บอกให้พระอาจารย์สุก ไปพบท่าน ณ ดงพญาเย็น เมืองอุตรดิตถ์พระองค์ท่านเข้าเขตดงพญาเย็นแล้ว หวลระลึกนึกถึงนามพระอาจารย์ด้วง ได้ดำเนินไปเห็นเป็นป่าทึบ หนาวเย็นมากเต็มไปด้วยหมอกหนา พระอาจารย์สุก ทราบด้วยวารจิตว่า พระอาจารย์ด้วง ท่านพำนักอยู่ในดงพญาเย็นนี้ เพราะเป็นแดนผาสุขวิหารของ
ท่าน พระองค์ท่าน ดำเนินไป เห็นร่างพระภิกษุเถรรูปหนึ่ง ยืนถือไม้เท้าสีดำนิลอยู่ทรงเห็นร่างนั้นรางๆ เพราะหมอกหนาทึบมาก จึงดำเนินเข้าไปใกล้ เห็นว่าร่างพระภิกษุเถรรูปนั้นโปร่งใส พระภิกษุอริยะเถราจารย์ ได้กล่าวทักพระอาจารย์สุก ขึ้นก่อนว่ามาถึงแล้วหรือ จากนั้นพระอาจารย์สุก ก็ก้มลงกราบ พระอาจารย์ด้วง พระอาจารย์ด้วง สนทนากับพระอาจารย์สุกว่า อิทธิวิธญาณ การย่นระยะทางของท่าน ดีแล้ว สำเร็จแล้ว ให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ จำเป็นจึงใช้ และกล่าวต่อไปอีกว่าอย่าไปติดในอิทธิฤทธิ์ อันเป็นโลกิยะธรรม เพราะมันไม่เที่ยง (เวลานั้นพระอาจารย์สุก ยังไม่บรรลุโลกุตระธรรม) จะทำให้เกิดทุกข์ จงทำจิตให้เป็นสุข ทุกๆเวลา ให้นึกถึงความสุข คือนึกถึงบุญกุศล นึกถึงการช่วยคน นึกถึงสิ่งอันดีงาม จิตจะเป็นสุขเนืองๆอย่างนี้ ไม่เกาะเกี่ยววัตถุ จะไปสู่พระนิพพาน คำสอนนี้เพื่อเกื้อกูล บุคคลผู้เกิดในภายหลัง จะได้ไม่หลงติดโลกธรรมพระอาจารย์ด้วง กล่าวต่อไปอีกว่า ต่อไปท่านจะได้พบ พระอริยเถราจารย์อีกหลายพระองค์ จะสอนท่านในรายละเอียด วิธีการของการเข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา และชี้นำให้ไปเอาสิ่งของต่างๆ สำหรับพระเถราจารย์ ผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา และสืบทอดพระพุทธศาสนา พระอาจารย์ด้วง กล่าวต่อไปอีกว่า กรุงศรีอยุธยา อีกไม่นานจะล่มสลาย เป็นไปตามหลัก พระไตรลักษณ์ และท่านจะเป็นผู้สืบทอดพระกรรมฐานมัชฌิมา สืบต่อไปในอาณาจักรหน้า (กรุงรัตนโกสินทร์) ขอให้ท่าน ทบทวนพระกรรมฐาน พระบาลีมูลกัจจายน์ เพราะท่านจะต้องสอนในเรื่องเหล่านี้ บางครั้งพระอาจารย์สุก ไม่เห็นร่างโปร่งใสของท่าน เห็นแต่จีวร และไม้เท้า เนื่องจากท่านเจริญ อากาสกสิณ พระอาจารย์ด้วงท่านกล่าวต่อไปว่า ร่างกายและไม้เท้า ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากอิทธิวิธญาณ การเข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา ร่างจริงของข้าฯไม่มีแล้ว แต่ข้าฯอธิษฐานกายทิพย์อยู่ไว้คอยท่า ผู้มีบุญมารับช่วง พระกรรมฐานมัชฌิมา และไม้เท้าเบิกไพร ขององค์ต้นพระกรรมฐานนี้ ไม้เท้าของจริงอยู่ที่ถ้ำข้างหน้าโน้น มีกายทิพย์พระฤาษีอริยะเฝ้าอยู่รอผู้มีบุญมารับช่วงเอาไป ในถ้ำนั้นมีไม้เท้าคู่บารมีของ ปารมาจารย์อยู่ถึง ๔ อัน ในถ้ำนั้นมืดมาก ข้าฯ จะสอนอาโลกกสิณให้ เพื่อเป็นแสงสว่างนำทางท่านเข้าไปเอาไม้เท้าในถ้ำ

เนื่อง จากพระอาจารย์สุก ท่านผ่านกสิณ สิบประการมาแล้ว ท่านสามารถในอาโลกกสิณ พระอาจารย์ด้วงจึงสอนวิธีการใช้อาโลกกสิณ เข้าไปในที่มืดต่อมาพระอริยเถราจารย์ (ด้วง) ได้สอนพระอาจารย์สุก ให้เข้า ฌานโลกุดร๑๙โดยให้ตั้งที่นาภี ๑๐ องค์ภาวนา ตั้งที่ระหว่างคิ้ว ๙ องค์ภาวนา ตั้งที่หทัย ๑ องค์ ให้ภาวนาว่า โลกุตตรัง จิตตัง ฌานังพระอริยเถราจารย์ (ด้วง) กล่าวต่อไปว่า ฌานโลกุดรนี้ เป็นที่เกิดแห่งปัญญา เป็นที่บรรลุธรรม เป็นที่สิ้นสุดแห่งวัฏฏะทุกข์ได้ ใช้อธิฐาน ได้ต่างๆ

พระ อาจารย์สุก เดินทางไปถ้ำ ในป่าดงพญาเย็น ท่านถึงปากถ้ำ จึงเจริญอาโลกกสิณ เป็นแสงสว่างนำเข้าไปในถ้ำ เดินไปถึงซอกถ้ำ พบกายทิพย์ของฤาษีอริยะเฝ้าอยู่(เห็นด้วยสมาธิ) พระฤาษีอริยะท่านกล่าวกับพระอาจารย์สุกว่า ผู้สืบทอดของบูรพาจารย์มาถึงแล้วท่านจึงชี้ไปที่ไม้เท้าของปารมาจารย์สี่อัน ซึ่งวางอยู่บนแท่น บัดนี้มีผลึกหินปกคลุมอยู่ เนื่องจากน้ำในถ้ำหยดลงมาทับถม กลายเป็นผลึกหินทับถมอยู่ จึงแลดูเหมือนไม้เท้านี้อยู่ในหิน เพราะไม้เท้านี้มีอายุประมาณ ๒๓๐๐ ปีเศษ ไม้เท้าก็จะกลายเป็นหินอยู่แล้วพระฤาษีอริยาจารย์ที่เฝ้าไม้เท้านี้ ได้บอกให้พระอาจารย์สุก อธิฐาน ดึงไม้เท้า ๔ อันนี้ออกมาจากผลึกหิน พระองค์ท่านก็ดึงออกมาได้ด้วยอธิฐานบารมีของพระองค์ท่านด้วยจะเป็นผู้สืบพระ ศาสนาต่อไป ในอาณาจักรหน้า พระฤาษีอริยาจารย์กล่าวว่า ในไม้เท้าสี่อันนี้ อันหนึ่งเป็น ธารพระกรไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ตกทอดมาแต่โบราณกาล ให้พระองค์ท่านเอาไว้ใช้ก่อน ต่อไปท่านจะมีไม้เท้าคู่บารมีของท่านเอง อีก ๓ อันท่านจะพบพระสัทธิวิหาริกคู่บารมี สัทธิวิหาริกองค์ไหนควรครอบครองไม้เท้าเบิกไพร อันไหนให้ท่านมอบให้ไป ต่อมาพระอาจารย์สุก จึงได้ทราบนามของ พระฤาษีอริ ยาจารย์ว่าคือ พระฤาษีอัปปผลาภะ เมื่อพระอาจารย์สุก ได้ไมเท้ามาแล้ว ท่านก็เอาไม้เท้า๓ อันมัดมากับ รัดประคตอก ส่วนไม้เท้า ไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ท่านใช้ถือเบิกไพร ย่นระยะทาง กลับมา วัดท่าหอย ท่านได้เอาไม้เท้าของสำคัญมาเก็บไว้ โดยไม่มีใครรู้ แล้วท่านก็ออกป่าไปใหม่ หลังจากพระอาจารย์สุกท่านได้อิทธิวิธญาณแล้ว ปีหนึ่งๆ ท่านออกรุกขมูลหลายครั้ง ไปเร็ว มาเร็ว เมื่อไม่มีเหตุการณ์อะไร ที่วัดท่าหอย หรือเหตุการในป่าที่พระอริยาจารย์เรียกท่านไป ท่านจะไม่ใช้อิทธิวิธญาณ พระองค์ท่านจะเดินไปธรรมดา สะสมบารมี เมื่อพระองค์ท่าน กลับมาวัดท่าหอยแล้ว พระภิกษุ สามเณร และบรรดาญาติโยมแลเห็นพระองค์ท่านเป็นเพียงพระสงฆ์ธรรมดาเท่านั้น เพราะพระองค์ท่าน ไม่แสดงอะไรให้ ผู้คนทั้งหลายเห็นพระอาจารย์สุก ท่านไม่ต้องแสวงหาพระอาจารย์ แต่จะมีพระอาจารย์คอยให้ท่านพบ เพราะท่านจะต้องเป็นผู้สืบพระศาสนาต่อไป

ต่อมาเมื่อพระ อาจารย์สุก มาจำพรรษาที่วัดราชสิทธาราม (พลับ) กรุงเทพแล้วท่านได้ใช้ไม้เท้า ไผ่ยอดตาล ของท่านพระราหุลเถรเจ้า ถือประจำกายในวัดเสมอๆ เมื่อพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์แล้ว ไม้เท้าเบิกไพร ไผ่ยอดตาลก็ตกมาถึงทายาท พระอาจารย์กรรมฐานของท่าน ดังนี้
๑.พระวินัยรักขิต (ฮั่น)
๒.ท่านเจ้าคุณหอไตร (ชิต)
๓.พระครูวินัยธรรมกัน
๔.พระญาณสังวร (ด้วง)
๕.พระญาณสังวร (บุญ)
๖.พระญาณโยคาภิรัต (มี)
๗.พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ)
๘.พระสังวรานุวงเถร (เอี่ยม)
๙.พระสังวรานุวงศ์ (ชุ่ม)
๑๐.พระครูสังวรสมาธิวัตร (แป๊ะ)
๑๑.พระครูญาณสิทธิ (เชื้อ)
๑๒.พระครูปัญญาวุธคุณ (สำอาง ปัญญาวุโธ น.ธ.โท)
ส่วน ใหญ่พระอาจารย์กรรมฐาน รุ่นหลังๆ ไม่ได้ใช้ไม้เท้าไผ่ยอดตาลของพระราหุลเถรเจ้า เพียงประดิษฐานไว้บนแท่นบูชาหน้าพระประธานฯ ปัจจุบันไม้เท้าไผ่ยอดตาลนี้ พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร ได้เก็บอนุรักษ์ และจัดไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ณ อาคารคณะ ๕ วัดราชสิทธาราม จัดเป็นบริโภคเจดีย์ เพื่อให้สาธุชน กราบไหว้บูชาต่อไปกล่าวว่า ไม้เท้าเบิกไพรไผ่ยอดตาล ของพระสาวก แต่ละองค์ ถือเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เป็นของสืบทอดต่อๆมา จนกว่าจะสิ้นอายุศาสนา ของพระพุทธโคดม






พิพิธภัณฑ์กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับอยู่ที่
คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม ซอยอิสระภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๔๖๕–๒๕๕๒;084-651-7023

เวลาเยี่ยมชม  ได้ทุกวัน ตั้งแต่9:00-17:00
แผนที่พิพิธภัณฑ์ :






ภาพธารพระกรแก้ว ณ พิพิธภัณฑ์กรรม
ฐาน สมเด็จพระสังฆราช ไก่ เถื่อนวัดพลับ



  ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดา เสด็จอยู่ในสำนักอุรุเวลกัสสปะ เพื่อคลาย
ทิฏฐิ ครั้งนั้นได้มีบุรุษ นำเอาศพของนางปุณณะทาสีมาทิ้งไว้ที่
อามสุสาน ป่าช้าผีดิบ ในป่าอุรุเวลา เสนานิคม ครั้งนั้น พระบรมศาสดา
ทรงดำริที่จะ ทำผ้าสังฆาฏิ ลำดับนั้น ท้าวสักกะเทวราช ทรงทราบ
ความดำริ ใน พระทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระทัย ของพระองค์แล้ว
จึงทรงนำไม้ธาร พระกรไผ่ยอดตาล จากดงไผ่ยอดตาล ออกมาจากป่าใกล้ สำนักอุรุเวล- กัสสปแล้วได้ทูลพระบรมศาสดาว่า พระพุทธเจ้าข้า
ข้าพระองค์ขอถวายไม้ ธารพระกรแก้ว ไผ่ยอดตาลนี้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อใช้พิจารณาผ้า มหาบังสุกุล


      พระบรมศาสดาได้ไม้ธารพระกรแล้ว ทรงเสด็จไปยังอามสุสานป่าช้า
ผีดิบ อันเป็นที่ทิ้งศพนางปุณณะทาสี เป็นเวลา ๗ วันแล้วที่ศพนางปุณณะ
ทาสีอยู่ในอามสุสาน ป่าช้าผีดิบนี้ ศพนั้นเน่าแฟะแล้ว คลาคล่ำไปด้วยหมู่
หนอน ส่งกลิ่นเหม็นตลบ เมื่อพระบรมศาสดาถึงป่าช้าผีดิบ พระบรมศาสดา
ทรงเข้าไปประทับยืนใกล้ศพนางปุณณะทาสี พระหัตถ์ซ้ายของพระบรม-
ศาสดา ถือไม้ธารพระกรแก้ว ไผ่ยอดตาลปลายไม้ธารพระกรแก้ว ยืดยาว
ไปยันศพนางปุณณะทาสี พระหัตถ์ขวาของพระบรมศาสดายื่นไปข้างหน้า
ทรงพิจารณาอสุภสัญญาแล้วทรงชักผ้ามหาบังสุกุล ขณะนั้นมหาปฐพีได้
ไหวถึงน้ำลองแผ่นดิน
   
       พระบรมศาสดา ทรงถือเอาผ้า ที่เขาคลุมร่างนางปุณณะทาสี ที่เขาทิ้งแล้ว มาเป็นผ้ามหาบังสุกุล พระบรมศาสดา ทรงสลัดสัตว์เล็กๆ ประมาณหนึ่งตุมพะ แล้วทรงถือเอาผ้ามหาบังสุกุลออกมาจากป่าช้า ทรงทำกิจที่ทำได้ยากแล้ว
       แต่นั้นมาอามสุสาน ป่าช้าผีดิบ ป่าอุรุเวลาเสนานิคม ก็ไม่มีผู้ใดนำเอา ซากศพไปทิ้งอีก ด้วยเหล่าเทวดา และเหล่านาคปิดบัง คุ้มครองสถานที่นี้ไว้ เพราะไม่สมควรที่จะทิ้งซากศพใครอีก เนื่องจากเป็นภูมิสถานมงคล อันสมควรแก่ พระศาสดาเท่านั้น       

บรรดาวิญญาณ ที่อยู่ในป่าช้าผีดิบ ทั้งปวง เมื่อพระศาสดา ทรงพิจารณา ผ้ามหาบังสุกุลแล้ว ต่างก็พากันไปจุติในสุคติภูมิกันทั้งสิ้น


....ณ ขณะนี้ไม้เท้าที่ พระบรมศาสดา ทรงใช้พิจารณาผ้า มหาบังสุกุลที่เขาคลุมร่างนางปุณณะทาสี ยังคงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน ณ.วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)คณะ5 โดยการรักษาสืบๆกันมารุ่นสู่รุ่น

ขอเชิญท่านสาธุชนที่สนใจมาเยี่ยมชมเพื่อความเป็นศิริมงคลได้ครับ






พิพิธภัณฑ์กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับอยู่ที่
คณะ ๕ วัดราชสิทธาราม ซอยอิสระภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๔๖๕–๒๕๕๒;084-651-7023

เวลาเยี่ยมชม  ได้ทุกวัน ตั้งแต่9:00-17:00
แผนที่พิพิธภัณฑ์ :